วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เทียนฉายเต็ง ประธานสปช.

เทียนฉายเต็ง ประธานสปช.

  • Share:

คลอดแล้ว250อรหันต์ 40ส.ว.-กปปส.มาพรึ่บ

“นายกฯตู่” ปิดประตูยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก ถกร่วม คสช.-รัฐบาล ไร้วาระปลดล็อกกฎเหล็ก ยังมีกลุ่มการเมืองเคลื่อนไหวฉุดการปฏิรูปสะดุด ผบ.ทบ.เตือนกลุ่มเห็นต่างมาพูดกัน อย่าไปปลุกปั่นมวลชน โปรดเกล้าฯ 250 สปช.แล้ว คสช.ส่งนายพลสายบูรพาพยัคฆ์คุมบังเหียน 31 คน เครือข่ายต้านขั้วอำนาจเก่าพรึ่บ ก๊วน 40 ส.ว.เข้าวินเกือบยกทีม กปปส.-พธม.พาเหรดกว่าสิบ “ปู่ชัย-ยุทธศักดิ์-อาณันย์-อลงกรณ์” ติดโผโควตานักการเมือง ฮือฮาทนาย “ปู” โผล่ร่วมวง พท.-นปช.ดักคอปฏิรูปเหลว มองข้ามช็อตกัดติดยกร่าง รธน. “พรเพชร” กอด ม.6 รธน.ชั่วคราวให้อำนาจ สนช.ถอดถอน “ขุนค้อน-นิคม” ด้าน “สมลักษณ์” สอนเชิงชี้ รธน.50 ยกเลิกแล้ว สนช.หมดสิทธิสอยนักการเมือง ติงตีความย้อนหลังเป็นโทษเสี่ยงขยายอำนาจตัวเอง “นิคม” พึ่งศาลยุติธรรมร้องฟัน ม.157

กรณีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ซึ่งไม่มีปัญหาความอ่อนไหวและพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยังคงยืนยันความจำเป็นที่ต้องคงการประกาศใช้กฎอัยการศึกไว้เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

“บิ๊กโด่ง” ประชุม นขต.ทบ.นัดแรก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ต.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษเป็นครั้งแรก โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรอง ผบ.ทบ. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก และ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พร้อมคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพบกและแม่ทัพภาคต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ อาทิ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 และ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 รวมถึงผู้บังคับการกองพล ผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองพันที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ก่อนการประชุม พล.อ.ฉัตรชัยเป็นตัวแทนมอบดอกไม้แสดงความยินดีกับ พล.อ.อุดม-เดชที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดย พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า กองทัพบกพร้อมทำงานสนองตอบนโยบาย ผบ.ทบ. เพื่อให้กองทัพบกก้าวหน้า และดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสน์ และประชาชน ขณะที่ พล.อ.อุดมเดชขอให้กำลังพลทุกคนใช้โอกาสหลังการประชุม เสร็จทยอยเดินทางไปถวายพระพรพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

มอบ 12 นโยบายหลักแบ็กอัพ รบ.-คสช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อุดมเดช ในฐานะ ผบ.ทบ. มอบนโยบายหลัก 12 ข้อให้ นขต.ทบ. ได้แก่ 1.จัดสวัสดิการกำลังพล 2.ฝึกศึกษาด้านการทหาร 3.การพัฒนาจัดระบบกองทัพบก 4.ด้านการข่าว 5.อุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ 6.การป้องกันชายแดน 7.การรักษาความสงบและความมั่นคงภายใน 8.การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ 9.การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 10.การปกป้องสถาบัน 11.การขยายผลโครงการตามพระราชดำริ 12.การเตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อย่างไรก็ตาม นโยบายหลักคือภารกิจการปกป้องอธิปไตย ดูแลชายแดนให้สงบสุขภายใต้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมถึงการพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเผยแพร่น้อมนำพระราชดำริมาเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต และปฏิบัติตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลให้เกิดความมั่นคง

ปิดประตูอย่าเพิ่งถามเลิกกฎเหล็ก

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.อ.อุดมเดช กล่าวหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ถึงการรักษาความสงบภายในประเทศว่า สิ่งสำคัญคือ ความร่วมมือและความเห็นจากผู้ที่เห็นต่างจะเสนอว่าจะปฏิรูปอย่างไร เพื่อนำสถานการณ์ให้ดีขึ้นตามกรอบของรัฐบาล จึงขอฝากถึงกลุ่มผู้ที่เห็นต่างที่ยังไม่เข้าใจรัฐบาล ขอให้โอกาสและทำความเข้าใจมาพูดกัน ไม่ใช่ไปเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดมวลชนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ขณะนี้จึงต้องคงประกาศใช้กฎอัยการศึกไว้ ส่วนจะยกเลิกเมื่อไหร่ อย่างไร อย่าเพิ่งถาม เพราะอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินผล และต้องมีความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหมผู้ใหญ่มีความเข้าใจดี ขอให้ใจเย็นๆ หากจะมีการปรับลด หรือยกเลิกต้องมีความมั่นใจว่า เราสามารถดูแลสถานการณ์ต่างๆได้เรียบร้อย เพราะบางอย่างหากไม่มีกฎหมายเป็นเครื่องมือช่วยเหลือ สถานการณ์ก็ไม่เรียบร้อย

“บิ๊กตู่” เปลี่ยนใหม่ใช้รถตู้กันกระสุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปลี่ยนจากที่ใช้รถเบนซ์ส่วนตัวทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร มาเป็นรถตู้โฟล์กสวาเกนกันกระสุนสีดำ ทะเบียน ฮภ 2923 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งนายกฯ ที่จัดซื้อในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่การจัดรูปขบวนรถของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงเป็นไปตามเดิม ประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ของสารวัตรทหารบก (สห.ทบ.) 2 คัน รถโฟล์กตู้ประจำตำแหน่งนายกฯ รถจักรยานยนต์รักษาความปลอดภัยหรือรถไอ้มดดำ 2 คัน รถเบนซ์ ทะเบียน 3 กว 5957 กรุงเทพมหานคร รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทะเบียน 3 กน 5145 และทะเบียน 3 กน 5154 อีก 2 คันปิดท้ายขบวนเดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล

คสช.-รบ.หารือร่วมส่งมอบงาน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวถึงการประชุมร่วมระหว่าง ครม.กับ คสช.ที่จะมีขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 7 ต.ค.ว่า ไม่มีวาระพิเศษ เป็นเรื่องการทำงานที่ต่อเนื่องหลังจาก คสช.ทำงานมา 4 เดือนที่จะส่งมอบภารกิจ ทั้งการวางแผนระยะสั้น ระยะยาว และเร่งด่วนให้รัฐบาล โดยจะคุยทั้ง 5 กลุ่มงานของ คสช. และ 5 กลุ่มงานของรัฐบาลเพื่อเชื่อมต่อกัน

ย้ำคงอัยการศึกให้ชาติเดินหน้า

เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณายกเลิกกฎอัยการ ศึกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กำลังพิจารณาอยู่ แต่ต้องเห็นใจว่าขณะนี้ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ จึงไม่อยากพูดจะทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน ถ้ามองแง่เดียวจะบอกให้ยกเลิก แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วปฏิรูปไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบแทน ตนเป็นคนรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ที่แบกภาระมาไม่ได้อะไรเลย ได้เป็นนายกฯไม่ได้ผลประโยชน์สักสลึง เราเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา แบกภาระไปไหนไม่ได้ ลูกเมียก็ลำบาก จึงต้องการเพียงกำลังใจความเข้าใจ ฉะนั้นนักการเมืองอื่นๆ ตนว่าคงไม่ใช่เวลา เมื่อถามว่าเริ่มมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้นจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ใช่ แล้วจะบอกให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ตนต้องรับผิดชอบการปฏิรูป ทำให้เดินไปข้างหน้าได้ เข้าใจดีกระบวนประชาธิปไตยว่าอย่างไร รู้หมด แต่ต้องตัดสินใจว่าประเทศไทยประชาชนต้องปลอดภัยก่อน นักการเมืองอาจจะยอมรับต่างชาติ แล้วคนในประเทศไม่มีราคา ไม่มีชีวิตหรือ

ฮึ่มเตือน “วรชัย” อย่าล้ำเส้น

เมื่อถามว่า ดูเหมือนนักการเมืองแกล้งตาย แต่รอออกมาเคลื่อนไหว พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องช่วยไปเตือนเขาให้หยุด ตนเพิ่งเริ่มเดินมา 4 เดือน แก้ปัญหาของกี่รัฐบาล กี่สิบปีไม่รู้ แล้วเอาไปเทียบกับรัฐบาลก่อนๆที่ผ่านมาไม่รู้กี่รัฐบาลบอกให้ระวังตรงนั้น ทุจริตตรงนี้ เรารู้ทั้งหมด แต่จะแก้อย่างไรต้องให้เวลาและโอกาส ขอเวลาให้ประเทศไทย ให้รัฐบาลได้ปฏิรูป เมื่อถามถึงกรณีนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ออกมาวิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า อย่าทำผิดกฎหมาย ผิดกฎอัยการศึก ถ้าตีกันขึ้นมาใหม่จะทำอย่างไร อะไรที่เป็นข้อขัดแย้งไปว่ากันมา กฎหมายมีอยู่ที่บอก คสช.มีอำนาจเต็มต้องไปไล่ล่ากัน ถามว่ากฎหมายอยู่ตรงไหนก็ไปว่ากันมา ตนพร้อมจะใช้อำนาจในทางสร้างสรรค์ให้อยู่แล้ว แต่ต้องเริ่มต้น โดยใคร ต้องว่ากัน

มท.1 ถก อปท.กำชับปรองดอง

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่าในวันที่ 9 ต.ค. จะประชุมมอบนโยบายให้ท้องถิ่นและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านผ่านการประชุมระบบวีดิโอ คอนเฟอร์เรนซ์ ทั้งเรื่องการปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การกำจัดขยะ เรื่องยาเสพติด และในเร็วๆนี้จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ก่อน ส่วนกระแสข่าวการยุบ อบจ. และ อบต.ยังไม่เคยมีการพูดกัน ไม่ทราบจริงๆ เพราะไม่ได้ยุ่ง แค่คิดยังไม่ได้เลย ไม่รู้ว่ากระแสนี้ใครเป็นคนเริ่ม เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ สปช.จะพิจารณาในการปฏิรูป ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะไปกำหนด อย่างไรก็ตาม หากทำให้เกิดการตรวจสอบและสร้างสมดุลในองค์กร หรือระหว่างองค์กรในพื้นที่ได้ ไม่เกิดการทุจริตก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

พท.ตื๊อปลดล็อกฟื้นท่องเที่ยว

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ ประชาชนยังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประกาศกฎอัยการศึก เพราะนักท่องเที่ยวหลายประเทศไม่ได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทางไปยังประเทศที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก พรรคเพื่อไทยเห็นว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะช่วยให้ประเทศและประชาชนมีรายได้โดยตรงและรวดเร็ว จึงควรยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ระดับหนึ่ง ส่วนข้อห่วงใยที่ว่าควรคงกฎอัยการศึกไว้เพราะยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองของบางกลุ่ม ขอกราบเรียนให้ทราบว่าพรรคเพื่อไทยห่วงใยประเทศและคนไทย ต้องการเห็นประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว ขอให้ความมั่นใจว่าพรรคจะไม่ทำตัวเป็นเงื่อนไขหรืออุปสรรคในการพาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ การเคารพในสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และสมาชิกพรรคจะไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ละเมิดกฎหมาย หรือใช้ความรุนแรงเพื่อทำลายความมั่นคงทางการเมืองของประเทศ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตน

“พรเพชร” ยัน รธน.ม.6 ให้อำนาจ สนช.

อีกเรื่องที่รัฐภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนคำร้องถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กลับมาให้ สนช.พิจารณาว่า ยืนยันว่า สนช.มีอำนาจเหมือนวุฒิสภา ตามมาตรา 6 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 แต่จะดำเนินการหรือไม่ต้องดูเหตุผลในสำนวน ป.ป.ช.ที่ส่งมาให้พิจารณา ซึ่งขณะนี้ยังไม่ส่งมา ส่วนจะตั้งทีมกฎหมายพิจารณาหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องยากก็ต้องปรึกษากัน แต่ไม่หนักใจ ที่ต้องส่งสำนวนคืนไปยัง ป.ป.ช. เพราะสำนวนก่อนหน้านี้ไม่ชัดเจนและเป็นคำร้องตามรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่างไรก็ตามอย่าถกเถียงกันเรื่องอำนาจ เพราะ สนช.มีอำนาจเต็มเหมือนวุฒิสภา ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจ สนช.นั้น หากยื่นเรื่องไปก็ไม่ต้องทำอะไรกัน และไม่ทราบว่าจะฟ้องตามความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้อย่างไร

ข้องใจ พท.จ้องร้องตีความ

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่าหาก ป.ป.ช. ส่งสำนวนการถอดถอนดังกล่าวมา ต้องทำตามข้อบังคับการประชุมสนช. เรื่องนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายล้วนๆ ไม่มีเรื่องอารมณ์และความรู้สึกใดๆ ส่วนที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยจะไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องยังไม่เกิดขึ้นแล้วจะยื่นร้องได้อย่างไร และไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ สำหรับกรณีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ผู้ประสานงานยุโรปขององค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหภาพรัฐสภานานาชาติให้ทบทวนการเชิญ สนช. เข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภานานาชาติ เพราะขาดคุณสมบัติเรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญระบุว่าให้สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา เชื่อว่า สนช.จะเข้าร่วมประชุมดังกล่าวได้

วิป สนช.รอ ปธ.ส่งซิกลุยหรือถอย

ด้านนายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. ในฐานะวิป สนช. กล่าวว่า ต้องรอดูสำนวนของ ป.ป.ช.ว่าจะอิงฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือตามกฎหมาย ป.ป.ช. หากส่งเรื่องมาแล้ว ประธานสนช. ต้องพิจารณา จะส่งให้วิป สนช. หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับประธาน สนช. ไม่สามารถทำอะไรล่วงหน้าได้ ส่วนกรณีที่นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เตรียมยื่นฟ้อง สนช.ใช้อำนาจมิชอบและไม่มีอำนาจถอดถอน ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 ก็ทำได้ แต่หากจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าทำไม่ได้ เพราะผู้ที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ต้องเป็นองค์กร ได้แก่ คสช. คณะรัฐมนตรี สนช. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง

“กล้านรงค์” ปิดปากไม่กล้าฟันธง

นายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิก สนช. และอดีตกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็นใดๆว่า สนช.จะดำเนินการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ตามสำนวนที่ ป.ป.ช.ส่งมาได้หรือไม่ เพราะยังไม่เห็นสำนวนที่ ป.ป.ช.ส่งมาอย่างเป็นทางการ ขอให้เห็นเนื้อหารายละเอียดจาก ป.ป.ช.ก่อนว่า มีความผิดในข้อหาใดบ้าง ผู้สื่อข่าวถามว่า ป.ป.ช.ยืนยันว่าข้อหาที่ส่งมาเป็นเรื่องการทำความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 เพียงเรื่องเดียว ไม่มีความผิดฐานอื่นๆประกอบ สนช.จะถอดถอนได้หรือไม่ นายกล้านรงค์ตอบว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย คงต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสนช.หารือกันว่าสามารถทำได้หรือไม่ คงไม่สามารถไปออกความเห็นล่วงหน้าได้

อดีต ป.ป.ช.ติง สนช.เสี่ยงเพิ่มอำนาจ

ขณะที่ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว ทำให้มาตรา 270-274 ที่ว่าด้วย การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญต้องถูกยกเลิกไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น สนช.ไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องการถอดถอน และไม่สามารถนำกฎหมายอื่นมาอ้างเรื่องการถอดถอนได้ เพราะการถอดถอนเป็นเรื่องบทลงโทษ หากจะนำมาใช้ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นกฎหมายฉบับใด มาตราใด ส่วนการตีความให้ใช้มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ให้ สนช.ทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว. มาตราดังกล่าวให้ สนช.ทำหน้าที่แทน ส.ว.ได้เฉพาะเรื่องทั่วไปเท่านั้น เช่น การกลั่นกรองกฎหมาย แต่การถอดถอนเป็นอำนาจพิเศษ ต้องมีกฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะให้ชัดเจน ไม่สามารถไปอ้างเรื่องประเพณีการปกครองได้ ถ้าไปตีความว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนได้ตามมาตรา 6 ก็เหมือนกับไปเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง จะเป็นผลเสียต่อผู้ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่ถูกยกเลิกไปแล้ว

สอนตีความย้อนหลังเป็นโทษไม่ได้

น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า การตีความตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ย้อนหลังกับผู้ที่ถูกลงโทษตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่าได้ หลักของการตีความกฎหมายจะไปตีความให้เป็นโทษย้อนหลังกับใครไม่ได้ หากจะบังคับใช้ต้องใช้กับ สนช.หรือ ครม.ชุดปัจจุบันเท่านั้น ส่วนที่ สนช.ส่งเรื่องกลับมาให้ ป.ป.ช.ทบทวนสำนวนคดีของนายสมศักดิ์และนายนิคมว่า มีการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับอื่นร่วมด้วยหรือไม่ นอกจากความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ป.ป.ช.ไม่มีสิทธิจะไปเพิ่มฐานความผิดใดๆได้ นอกจากฐานความผิดตามที่ได้ลงมติไปเรียบร้อยแล้ว เพราะ ป.ป.ช.ลงมติไปเรียบร้อยแล้ว จะไปแก้ไขเพิ่มเติมอะไรไม่ได้แล้ว การที่ ป.ป.ช.ตีกลับสำนวนเดิมไปยัง สนช.จึงถูกต้องแล้ว

ชี้คดีสอย “ปู-39 ส.ว.” หลุดบ่วงด้วย

เมื่อถามว่า กรณีการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีโครงการจำนำข้าว และการถอดถอนอดีต 39 ส.ว. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ สนช.จะดำเนินการถอดถอนได้หรือไม่ หาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องไป น.ส.สมลักษณ์ตอบว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว สนช.จึงไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องการถอดถอนใดๆได้อีก รวมถึงการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ คดีโครงการจำนำข้าว และการถอดถอนอดีต 39 ส.ว. ด้วย แม้กรณีการถอดถอนโครงการจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมีฐานความผิดอื่น เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 รวมอยู่ด้วย ก็ไม่สามารถถอดถอนได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่สามารถพิจารณาคดีถอดถอนใดๆได้อีก ยกเว้นความผิดตามคดีอาญาที่สามารถดำเนินการได้ต่อไป

“นิคม” จ่อยื่นศาลยุติธรรมฟัน ม.157

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า เรื่องการถอดถอน เชื่อว่ามี สนช.บางคนไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะดำเนินการและท้วงติงว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ อาจต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ไม่ได้เขียนรับรองเรื่องนี้ไว้ หาก สนช.ดำเนินการถอดถอน ตนจะไปยื่นศาลยุติธรรม ในมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ “ผมไม่รู้ว่าพวกเขาอาฆาตอะไรผมนัก อย่าอาฆาตกันเลย ผมบอกแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับการเมืองอีก ผมแค่ทำตามหน้าที่ ทำตามข้อบังคับการประชุม ไม่ได้ผิดทางอาญาอะไรเลย แบบนี้เหมือนโดนกลั่นแกล้ง” นายนิคมกล่าว

อดีต ส.ว.เอาด้วยเล็งร้องศาลเอาคืน

ด้านนายยุทธนา ยุพฤทธิ์ อดีต ส.ว.และเป็น 1 ใน 39 ส.ว.ที่ถูก ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้ถอดถอนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องที่มา ส.ว. กล่าวว่า การถอดถอนเป็นเรื่องการเมือง ส.ว.ที่ถูกยื่นถอดถอนกลายเป็นเหยื่อและยืนยันว่า สนช. ไม่มีอำนาจถอดถอนได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิกแล้ว การที่ สนช.อ้างมาตรา 5 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อถอดถอนก็ไม่ถูกต้อง หาก สนช.เดินหน้าเท่ากับเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง จะสร้างความเสียหายให้ผู้ถูกกระทำ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. เหมือนกับการแก้ไขที่มา ส.ส. เมื่อปี 2553 จึงไม่แตกต่างกัน รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 190 แต่ขณะนั้นไม่มีใครดำเนินการถอดถอน ถือว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติ สำหรับการฟ้องร้องฐานปฏิบัติโดยมิชอบ คงต้องหารือกันก่อนระหว่างอดีต ส.ว. โดยวันที่ 14-15 ต.ค. มีนัดพบปะสังสรรค์กันที่ จ.อุดรธานี เท่าที่ทราบมีอดีต ส.ว.หลายคนเตรียมฟ้องด้วย

“อำนวย” สั่งทนายยกร่างยื่นศาล รธน.

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ สนช.ระบุว่า อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะไม่มีข้อบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 รองรับ ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย และต่างฝ่ายต่างเห็นแย้งในข้อกฎหมายก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เมื่อตนถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเรื่องนี้จะมอบหมายให้ทนายความดำเนินการ อยู่ระหว่างร่างสำนวนคาดว่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ภายในสัปดาห์นี้ ขอยืนยันว่า สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอนเพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกฉีกไปแล้ว สนช.จะอ้างมาตรา 5 ใช้ดุลพินิจชี้ขาดตามประเพณีปกครอง รวมทั้งเปิดช่องทางยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ไม่ใช่ ยิ่งไปกันใหญ่ ขณะนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จะมาอ้างแบบนี้ไม่ได้ ไม่เข้าใจว่า สนช.บางคนมีเจตนาอะไร คสช.เลือกให้มาพิจารณากฎหมายสำคัญ แต่กลับเอาเวลามามุ่งทำร้ายกันโดยเฉพาะพวกกลุ่ม 40 ส.ว. ยังตะแบงอาฆาตกันไม่เลิก

“นิพิฏฐ์” เหน็บให้รับเงินเพิ่มทางเดียว

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของ สนช. ต่อสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ไม่ขอวิจารณ์ว่าใครรวยใครจน แต่อยากขอร้อง อยากเห็นสมาชิก สนช.พูดสิ่งเหล่านี้ในสภาฯก่อนคือ 1.สนช.ที่เป็นนักธุรกิจพันล้าน สวมวิญญาณแม่ค้าปากซอยพูดความยากลำบากของแม่ค้าพ่อค้าในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ 2.สนช.ที่เป็นนายพลพูดถึงความลำบากของทหารเกณฑ์ที่ถูกรุ่นพี่ทุบตี ถูกอมเบี้ยเลี้ยง 3.สนช.สูงวัยพูดถึงการขาดโอกาสและความขาดแคลนของนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร 4.สนช.ที่ร่ำรวยจากการส่งออกสินค้าเกษตร สวมวิญญาณชาวสวนพูดถึงความยากลำบากของชาวสวนยางพาราที่ราคายางเหลือ กก.ละ 43 บาท 5.สนช.นาย พลตำรวจ สวมวิญญาณคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องเผชิญโจรขโมยเครื่องมือทำมาหากิน 6.อยากเห็น สนช. อภิปรายว่าจะรับเงินประจำตำแหน่งทางเดียว ไม่ใช่รับได้ทุกทาง เพื่อแสดงว่า สนช.เข้ามาปฏิรูปจริงๆ นักการเมืองจากการเลือกตั้งแม้จะเลวอย่างไร แต่รับเงินประจำตำแหน่งทางเดียว

โปรดเกล้าฯ 250 สปช. ก๊วน 40 ส.ว.พรึบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.15 น. สำนักราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน โดยรายชื่อสมาชิก สปช. ทั้ง 250 คน ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง มีนายทหาร ตำรวจระดับสูง นักวิชาการ อดีตข้าราชการระดับสูง นักการเมือง อดีต ส.ว. เลือกตั้งปี 51 อดีต 40 ส.ว. อดีต สสร. และกลุ่มการเมือง กปปส. เป็นทหาร ปรากฏว่า แยกเป็นกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตั้งแต่ปี 2543-2557 จำนวน 22 คน โดยเฉพาะอดีตกลุ่ม 40 ส.ว. ที่ติดโผเกือบทั้งกลุ่ม เช่น นายคำนูณ สิทธิสมาน นางตรึงใจ บูรณ-สมภพ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายไพบูลย์ นิติตะวัน น.ส.รสนา โตสิตระกูล นายวันชัย สอนศิริ นางพร-พันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ นางทัศนา บุญทอง นอกจากนี้มีอดีต ส.ว.เลือกตั้งและสรรหาปี 2543-2551 อาทิ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีต ส.ว.มุกดาหาร นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี นายประเสริฐ ชิตพงศ์ อดีต ส.ว.สงขลา นายสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ อดีต ส.ว.ตรัง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีต ส.ว.สรรหา นายมีชัย วีระไวทยะ อดีต ส.ว.กทม. และนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีต ส.ว.กทม.

อดีต สนช.-สสร.50 ไม่ตกขบวน

ส่วนกลุ่มอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) อดีตสมาชิก สนช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 (กมธ.ยกร่างฯ) อาทิ น.ส.พจนีย์ ธนวรานิช อดีตรองประธาน สนช.ปี 2549 นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน สสร. นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี อดีต สสร. นางจุรี วิจิตวาทการ อดีต สสร. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายวุฒิสาร ตันไชย อดีต กมธ. ยกร่างฯ นายกงกฤช หิรัญกิจ อดีต สนช. นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อดีต สนช. นายสมชัย ฤชุพันธุ์ อดีต สสร.และน้องชายนายมีชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก คสช.

กลุ่มต้านแม้ว-กปปส.-พธม.มากันครบ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนไหวในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ก็มีรายชื่อเป็น สปช.กว่า 10 คน อาทิ นายจรัส สุวรรณมาลา นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นายชูชัย ศุภวงศ์ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายพลเดช ปิ่น–ประทีป นายพงศ์โพยม วาศภูติ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึงนายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตกรรมการ คตส. ซึ่งมีบทบาทตรวจสอบพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี 2549 ในคดีที่ดินรัชดา นอกจากนี้ยังมีผู้ที่มีบทบาททางการเมือง อาทิ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตาม–ประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

อดีตทนาย “ปู”-นักการเมืองติดโผ

สำหรับกลุ่มนักการเมืองที่ได้รับแต่งตั้งเป็น สปช. อาทิ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมช.กลาโหม รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พ.ต. อาณันย์ วัชโรทัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ อดีตทีมทนายความคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอดีตข้าราชการและข้าราชการปัจจุบัน อาทิ นายประชา เตรัตน์ นายไพโรจน์ พรหม– สาส์น อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ. และคนสนิท พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ นางอุบล หลิมสกุล อดีตรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ส่วนองค์กรอิสระ มีเพียงนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้เข้ามาเป็น สปช.ชุดนี้

“บวรศักดิ์–เทียนฉาย” ไม่พลาดเก้าอี้

ขณะที่กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มภาคเอกชน และกลุ่มเอ็นจีโอ อาทิ นายเทียนฉาย กีระนันท์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีชื่อเป็นตัวเต็งประธาน สปช. นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ทีมงานด้านเศรษฐกิจกลุ่มนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช. นายดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย และน้องชายนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช. นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รวมทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งคาดว่าจะได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับสายสื่อมวลชน อาทิ นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท นายพนา ทองมีอาคม กรรมการ กสทช. นายมานิจ สุขสมจิตร สื่อมวลชนอาวุโส นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตคอลัมนิสต์ นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด กรรมการบริหาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นายพลสายบูรพาพยัคฆ์ตบเท้าร่วม

นอกจากนี้ มีอดีตนายทหาร 31 คน ได้รับการแต่งตั้งเป็น สปช.ส่วนใหญ่มาจากสายบูรพาพยัคฆ์ อาทิ พล.อ.อ.ขวัญชัย เอี่ยมรักษา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ พล.ร.อ.ชาญชัย เจริญสุวรรณ อดีต ผบ.ทร. พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก บุตรชาย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีต ผบ.ทบ. พล.ท.เดชา ปุญญบาล เลขานุการคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและคืนความสุขให้กับคนในชาติ และ พล.อ.อ.มนัส รูปขจร อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ ทอ.น้องชาย พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธาน ส.ว.และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ.คนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ พล.ร.อ.ศุภกร บูรณดิลก ประธานคณะที่ปรึกษา ทร.

เผย 4 แคนดิเดตอกหักชื่อหลุด

ขณะที่ผู้ที่มีรายชื่อตามโผ สปช.ก่อนหน้านี้ พบว่ามี 4 คน ไม่ปรากฏชื่อว่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สปช.ประกอบด้วย ด้านสื่อมวลชน พล.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ด้านอื่นๆ นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ด้านปกครองส่วนท้องถิ่น พล.ต.อ.ดุลยศักดิ์ บุญวัฒนะกุล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ บก.สส. และด้านการบริหารราชการแผ่นดิน พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ อดีตรอง ผบ.ตร.

สภาฯรับรายงานตัว 8–15 ต.ค.

ช่วงเย็น วันเดียวกัน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯสปช.ประกาศให้สปช. เข้ารายงานตัว ที่ห้องโถง อาคารรัฐสภา 1 เวลา 08.30-16.30 น. ตั้งแต่วันที่ 8-15 ต.ค. เป็นเวลา 8 วัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยสมาชิก สปช.ต้องนำหลักฐานมาประกอบการรายงานตัว ประกอบด้วย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบสำคัญสมรส สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส สำเนาแสดงหลักฐานวุฒิการศึกษา และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 6 รูป ขนาด 2 นิ้ว 6 รูป และ ขนาด 3 นิ้ว 6 รูป ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ ข้อคิดเห็นการปฏิรูป 11 ด้าน ตามที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปแจกให้สมาชิก สปช. ที่เข้ารายงานตัวไปศึกษาเตรียมความพร้อมในการทำงาน

“เทียนฉาย” เต็งจ๋า ปธ.สปช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าการเตรียมคัดเลือกสมาชิก สปช.มาเป็นประธาน สปช. มีการวางตัวบุคคลที่เหมาะสมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยชื่อนายเทียนฉาย กีระนันท์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแรงเหนือกว่านายชัย–อนันต์ สมุทวณิช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คู่แคนดิเดต เนื่องจากนายเทียนฉายมีภาพลักษณ์ดี มาจากสายนักวิชาการ ขณะที่นายชัยอนันต์อาจมีภาพเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งจะตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคน ล้วนมีความสนิทสนมกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สปช. ซึ่งมีบทบาทอย่างมากใน สปช.และร่วมกำหนดแนวทางปฏิรูปให้ คสช.มาตั้งแต่แรก โดยนายเทียนฉายปัจจุบันเป็นประธานหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า ที่มีนายบวรศักดิ์ เป็นเลขาธิการ ส่วนนายชัยอนันต์เป็นคณะราชบัณฑิตที่ปรึกษาราชบัณฑิตยสถาน ที่นายบวรศักดิ์เป็นอุปนายกราชบัณฑิตยสถานคนที่ 1

“พารณ” นั่ง ปธ.สปช.นัดแรก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง สปช. 250 คน จากนี้สมาชิก สปช.จะไปรายงานตัว และนัดประชุมนัดแรกคาดว่าจะเป็นช่วงกลางเดือน ต.ค.ประธานการประชุมนัดแรกจะให้ ผู้อาวุโสสูงสุดทำหน้าที่คือนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เมื่อเลือกประธานและรองประธาน สปช.แล้ว หัวหน้า คสช.จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแล้ว ประธานจะเรียกประชุมยกร่างข้อบังคับการประชุม สปช.ใหม่หมด แต่ระหว่างยังร่างไม่เสร็จ อาจใช้ข้อบังคับการประชุมสนข.โดยอนุโลม เพราะต้องรีบประชุมเพื่อปฏิรูปตั้งแต่วันแรก การประชุม สปช.นัดแรกจึงสำคัญมาก เพราะต้องแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน โดยมีสัดส่วนจาก คสช. ครม. สนช. และ สปช.ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนด เมื่อถามว่าชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะสมาชิก สปช.มาแรงในตำแหน่งประธาน สปช. นายวิษณุตอบว่า ไม่รู้ ไม่อยากไปยุ่ง เดี๋ยวจะหาว่าไปแทรกแซง

“วันชัย” โวครอบคลุมยอมรับได้

นายวันชัย สอนสิริ สมาชิก สปช.กล่าวถึงกรณีที่นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมืองแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายชื่อ สปช.ว่า ดูรายชื่อ สปช.แล้วเห็นความครอบคลุมทุกภาคส่วนและถือว่ายอมรับได้ เพราะผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการที่มีคุณภาพ กลุ่ม 40 ส.ว.เข้ามาได้เพียง 4-5 คนเท่านั้น และขอให้ สปช.ทุกคนวางเป้าหมายการปฏิรูปประเทศเป็นหลักไว้เป็นข้อๆเรียงลำดับเอาไว้ หากนำทุกความเห็นของ 250 คน จะไม่สำเร็จ เชื่อว่าใน 1 ปี จะสามารถปฏิรูปเรื่องสำคัญของประเทศได้แน่นอน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแก้ปัญหาการเมืองในอดีต ทั้งการใช้อำนาจรัฐ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช. กล่าวว่า สปช.เป็นสิ่งใหม่ การทำงานจึงต้องกำหนดกรอบก่อนที่ทั้ง 11 คณะจะเริ่มทำงาน อันดับแรกจึงควรเปิดให้อภิปรายในภาพรวมทั้งหมด เพราะภารกิจเร่งด่วน สปช.คือ การให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับกรณีกระแสข่าวว่านายเทียนฉาย กีระนันท์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นแคนดิเดตประธาน สปช.ทั้ง 2 คนเหมาะสม เพราะมีความรู้ ความสามารถ

“ชัย” ปัดไม่มีใครทาบเป็น ปธ.สปช.

ด้านนายชัย ชิดชอบ สมาชิก สปช. และอดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า รายชื่อที่ได้รับเลือกเป็นบุคคลมีความรู้ความสามารถ ส่วนที่มีชื่อตนว่าได้รับพิจารณาเป็นประธาน สปช.นั้น ยังไม่ทราบและไม่มีใครมาพูดคุยทาบทาม เพราะไม่สนิทกับใคร เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทาบทามให้เป็นประธาน สปช.หรือไม่ นายชัยกล่าวว่า ตนไม่ได้ใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์และไม่เคยพูดคุยกันเรื่องนี้

“อุดม” ไฟแรงดัน ลต.ผู้ว่าฯโดยตรง

นายอุดม ทุมโฆษิต สมาชิก สปช. กล่าวภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น สปช.ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นว่า งานแรกตั้งใจจะเริ่มหารือกับ สปช.ด้านปกครองส่วนท้องถิ่นทันที เพื่อเร่งผลักดันคือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยประชาชนในท้องถิ่น ที่มี กฎหมายเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รองรับอยู่แล้ว จากการลงพื้นที่ทำวิจัยมานานประชาชนต้องการให้ผู้ว่าฯ มีคุณสมบัติแตกต่างจาก ส.ส. ให้มีโมเดลการเลือกตั้งแตกต่างจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คือให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯต้องมากันเป็นทีม เพื่อขจัดการแอบต้อนผู้สมัครขั้วตรงข้ามมาเป็นรองผู้ว่าฯภายหลัง

“จาตุรนต์” สับมีแต่คนใกล้ชิด คสช.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ดูรายชื่อ สปช.ก็เข้าใจแนวคิดของ คสช.ต้องใช้คนใกล้ชิด ไว้ใจและคิดเหมือนกัน ซึ่งไม่เปิดกว้างเอาคนเห็นต่างเข้าไป แนวโน้ม สปช.จะทำอะไรได้หรือไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าผิดหวัง เพราะกระบวนการทั้งหมดไม่ได้เรียกว่าการปฏิรูป คงทำได้แค่รวบรวมความเห็นที่พอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ยิ่งถ้า สปช.ทำอะไรไปมากๆ ยิ่งจะสร้างปัญหาในอนาคต อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่ล้าหลังจึงน่าเป็นห่วง เพราะจะไปขัดหรือแย้งกับความเห็นประชาชนส่วนใหญ่

นปช.มองข้ามช็อตกัดติดยกร่าง รธน.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่หน้าตา สปช.ทั้งหมดไม่มีรายชื่อของสมาชิกพรรคเพื่อไทยและ นปช.เลย เราประกาศไม่เข้าร่วมตั้งแต่ต้น จะไม่ขวางทาง และอย่าไปโทษคนเลือก สปช.มาว่ามีทุกฝ่ายครบถ้วนหรือไม่ เคยบอกไว้ว่า เราก้าวข้ามเรื่องตัวบุคคลไปแล้ว แต่จะเน้นเนื้อหาการปฏิรูปประเทศเท่านั้น จะติดตามอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่มีชื่อนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาฯได้เป็นสมาชิก สปช.ด้วย ไม่น่าจะมีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะเสนอตัวและเข้าไปสมัครด้วยตนเองไม่ได้มาในนามพรรค

“อุเทน” ตั้งทีม สปช.เงาประกบ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า เห็นหน้า สปช.ส่วนใหญ่เป็นคนคิดในกรอบ ไม่สามารถปฏิรูปประเทศสำเร็จตามเจตนารมณ์ของ คสช. และเตรียมตั้ง สปช.เงาทำงานคู่ขนาน สปช. จะมีนักการเมือง นักวิชาการ และนักกฎหมายเข้าร่วม เพื่อติดตามและเสนอแนะการปฏิรูปด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ส่วนการทำงานของ คสช. รอบ 4 เดือน ประเทศไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดีขึ้นตามที่ คสช.ประกาศไว้ ท้ายสุดคงไม่สามารถสร้างความปรอง ดองได้ เพราะยังเล่นพรรคเล่นพวก ใช้ข้าราชการ นักวิชาการหน้าเดิมๆ หากบอกว่าสร้างความปรองดองได้ ทำไมไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะ คสช.รู้ดีว่ายกเลิกเมื่อไหร่ความปรองดองก็ไม่มีอยู่จริง

นายกฯ ถกแจกงานช่วยชาวนา

เมื่อเวลา 12.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2557 ว่า ได้แก้ปัญหาข้าวโดยเร่งด่วนใน 4 เดือนแรกแบ่งเป็นระยะที่ 1.การจ่ายเงินจำนำข้าวบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา ระยะที่ 2.เมื่อมีรัฐบาล 1 ปี จึงทำมาตรการระยะยาวคู่ขนานเพื่อให้เกิดความยั่งยืนระยะยาว ซึ่งไม่ใช่ประชานิยม โดยจัดกลุ่มชาวนาเป็น 1.ชาวนายากจนมาก มีที่ทำกินน้อย รายได้น้อย 2.ชาวนาที่มีนาเกิน 40 ไร่ขึ้นไป 3.ชาวนาที่มีเงินทุนสูง เพาะปลูกใช้เครื่องจักรสมัยใหม่ 4. เจ้าของนาที่ให้เช่าที่นาจำนวนมาก โดยเน้นช่วยเร่งด่วนต่อชาวนารายได้น้อยก่อน รวมถึงปัญหาเงินจำนำข้าวที่ยังค้าง 2-3 จังหวัด จะนำเข้าที่ประชุม ครม.ให้เรียบร้อย และจะรวมศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย และศูนย์เกษตรของกระทรวงเกษตรฯ เข้าด้วยกัน ส่วนระยะยาวต้องสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ทุกกระทรวงหาทุนให้ลูกชาวนาเรียน ทุกจังหวัดจะมีเกษตรกรที่มีความรู้เป็นตัวแทนในแต่ละพื้นที่

ห้ามผุดโรงงานริมน้ำ เร่งจัดที่ดินทำกิน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เรื่องโซนนิ่งการเพาะปลูก ให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยเป็นประธานคณะกรรมการ มีกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม จะได้ไม่โทษกันไปมาต้องใช้พื้นที่น้อย ใช้น้ำน้อยได้ผลผลิตสูง ราคาดีแม้ยากก็ต้องทำ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จัดการเที่ยวไทยแบบโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมากินนอน 15-20 วัน มาทำนา ส่วนเรื่องข้อมูลจดทะเบียนชาวนาต่อไปนี้ต้อง รู้ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใดอยู่ในเขตและนอกเขตชลประทาน ปลูกได้ผลผลิตมาก น้อยอย่างไร ให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปดู ลุ่มน้ำทั้งหมดเน้นให้ปลูกพืช ถ้าไปตั้งโรงงานก็เสียของ ต้องแก้ไม่ให้เกิดใหม่ในอนาคต อีกเรื่องที่เป็นห่วงคือ ประชาชนรายได้น้อยไม่มีที่ดินทำกิน กำลังตั้งคณะกรรมการที่มีตนเป็นประธานให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อบูรณาการให้มีที่ทำกินที่ถูกต้องอาจทำเป็นระบบสหกรณ์รวม แต่จะให้เป็นที่ดินส่วนตัวเลยคงลำบาก

ตร.–ทหารคุมเข้มรำลึก 38 ปี 6 ตุลา

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานรำลึกครบรอบ 38 ปี 6 ตุลา ที่หน้าหอประชุมใหญ่ แต่บรรยากาศไม่คึกคัก คนมาร่วมงานน้อย ทั้งถูกจับตาจากฝ่ายการข่าวทหารของ คสช.ที่ส่งเจ้าหน้าที่มาเฝ้าสังเกตการณ์ บันทึกภาพผู้มาร่วมงาน เช่นเดียวกับตำรวจ สน.ชนะสงคราม ทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายสิบนายร่วมสังเกตในงาน โดยมีนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รองอธิการบดี มธ. เป็นประธานวางพวงมาลา นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.เข้าร่วม ในช่วงเย็นกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย (ศนปท.) จัดงานรำลึก 6 ตุลาร้อยเรียงเสียงดนตรีที่ลานปรีดี พนมยงค์ มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมเป็นส่วนใหญ่ โดยมีนาย สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ กล่าวปาฐกถาเปิดงานโดยมีนพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมด้วย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้