วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ว่าตามปรากฏการณ์!

ว่าตามปรากฏการณ์!

  • Share:

ผลจากการทำให้สังคมหลง “มโน” กันผิดไป ไม่ได้สมถะอย่างที่คิด

กับอภิมหาขุมทรัพย์ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเฉพาะสายทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ที่รวยกันอู้ฟู่
ซุ่มคนละหลักสิบล้านร้อยล้าน

ล่าสุด นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แบะท่าตอบรับกระแสคาใจอภิมหาขุมทรัพย์ สนช.ยืนยัน ป.ป.ช.จะมีการตรวจสอบเชิงลึกกรณีสังคมตั้งคำถามบัญชีทรัพย์สินของข้าราชการทำไมร่ำรวยมากในระดับร้อยล้านขึ้นไป

โดยเรื่องดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถเข้าไปตรวจสอบได้เอง

พวกไม่มีมรดกจากต้นตระกูลหรือได้เมียรวย เตรียมข้อมูลเคลียร์ล่วงหน้าได้

และถึงจะหลุดรอดสายตา ป.ป.ช.ไปก็ยังมีคิวของ “มือสอย” อย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ส่งทีมคุ้ยข้อมูล เตรียมเครื่องเอกซเรย์พวกร่ำรวยผิดปกติ ตรวจสอบประกบอีกทาง

ค้นกันทุกซอกทุกมุม ซุกตรงไหนตามตรงนั้น

นี่แหละ “ทุกขลาภ” ที่มาพร้อมกับลาภยศ อำนาจ แลกกับการโดนเช็กความโปร่งใส

ตามท้องเรื่องมันเป็นคำตอบสอดรับกับอาการยึกๆยักๆของสนช.บางส่วนที่พยายามยื่นเรื่องให้ศาลปกครองถอนคำสั่งของ ป.ป.ช.ให้ สนช.แสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน

เพราะเปิดมาแล้วมันมีลูกติดพันต่อเนื่องแบบนี้นี่เอง

เอาเป็นว่า ขุมทรัพย์ สนช.ที่เปิดออกมาทำให้สังคมต้องเลิกมโน ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ไม่ได้สมถะอย่างภาพที่เปรียบเทียบกับนักการเมืองไว้

มันทำให้ “ต้นทุน” ความไว้วางใจของคนหายไปเยอะ

และขณะเดียวกัน โดยจังหวะมันก็ตัดทอนความชอบธรรมของ สนช.ที่กำลังเดินหน้ากระชับอำนาจถอดถอน รอเช็กบิลนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กับนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา

เหยื่อ 2 รายแรกที่ ป.ป.ช.ส่งมาชิมลาง หยั่งเชิงฝ่ายต้านอำนาจ

ตามภารกิจต่อเนื่องเป้าหมายจริงน่าจะอยู่ที่คิวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายพรรคเพื่อไทย ที่มีเรื่องถอดถอนค้างอยู่

กับยุทธศาสตร์สุดท้ายปักชนักทีมงาน “นายใหญ่” ไม่ให้ได้ลงสนามเลือกตั้งอีกต่อไป

ขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณให้สิ้นซากในครานี้

แต่ก็อีกนั่นแหละ นั่นมันก็แค่ธงของฝ่ายตรงข้ามแบบสุดขั้วของ “นายใหญ่” ที่เริ่มออกมาตีปี๊บประโคมกระแส “ปฏิวัติเสียของ”

กดดันกันเป็นนัยให้ คสช.ทำตามแผนที่ตกลงกันไว้

ต้อน “ทักษิณ” จนคากระดานให้ได้

ครั้นหันไปที่ คสช.เองก็ยังไม่ไว้วางใจอะไร กับสถานการณ์เกมอำนาจที่ยังกระเพื่อมอยู่แทบทุกจุด

ตามจังหวะที่ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.คนใหม่ ต้องรีบทำการโยกย้ายนายทหารระดับคุมกำลัง กระชับขุมอำนาจกองทัพให้ชัวร์อยู่ในกำมือ

ต่อเนื่องกับการพูดตีกัน “ปฏิวัติซ้อน” ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง

บรรยากาศยังร้อนแรงโดยปรากฏการณ์

ล่าสุดมีการโปรดเกล้าฯสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้ว แต่โดยร่องรอยของอาการป่วนมันก็มีให้เห็นมาก่อนหน้า กับบทเฮี้ยวของนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ รัฐบาล “ขิงแก่” ในฐานะประธานสภาพัฒนาการเมือง ฟันธงภาพรวม สปช.ใช้ได้ไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์

ใช้คำดุเดือด “คอร์รัปชันอำนาจ” ล็อกสเปก

ทีมงาน “ขิงแก่” เตะตัดขาจังหวะ คสช.เดินหน้าโรดแม็ปขั้นที่ 2 แทบหัวคะมำ

แต่ที่น่าเครียดกว่า กับข้อมูลที่นายอูริช ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกมาเปิดเผยธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้ลง เหลือร้อยละ 1.5 จากเดิมคาดการณ์ว่า เติบโตร้อยละ 3

ความมั่นคงยังละสายตาไม่ได้ เศรษฐกิจยังมาจ่ออยู่ปากเหว

ตามรูปการณ์รัฐบาลเฉพาะกิจเหนื่อยบักโกรกแน่.

ทีมข่าวการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้