วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไทยขาดแคลนเกษตรกร วิกฤติยิ่งกว่าราคาข้าว

ไทยขาดแคลนเกษตรกร วิกฤติยิ่งกว่าราคาข้าว

  • Share:

อีกสองสัปดาห์ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเริ่มแจกเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ หรือไม่เกินรายละ 15,000 บาท ใช้เงินงบประมาณ 40,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือชาวนาที่ขายข้าวได้ราคาต่ำ

การจ่ายเงินจะจ่ายเงินผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ หรือ ธ.ก.ส. ให้กับชาวนาที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร 2.9 ล้านครัวเรือน

ช่วงนี้การถกเถียงกันว่า การแจกเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ถือเป็น นโยบายประชานิยม หรือ ประยุทธ์นิยม หรือไม่ ก็เล่นสำนวนโวหารกันไป แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือ การแก้ปัญหาชาวนาทุกครั้ง ไม่มีรัฐบาลไหนแก้กันที่ต้นตอของปัญหา ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยาก ใช้เงินก็น้อย แต่ทุกรัฐบาลกลับเลือกแก้ปัญหาด้วยการแจกเงิน เพื่อ “หาเสียง” เฉพาะหน้า แต่ “ปล่อยให้ปัญหาหลักอยู่ต่อไป” และไม่สนใจไยดีที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง

ความเป็นจริง ปัญหาของชาวนาและเกษตรกรไทย ไม่ได้อยู่ที่ความยากจน และพืชผลขายไม่ได้ราคา จนรัฐต้องแจกเงินช่วยทุกปีในรูปแบบต่างๆ

แต่อยู่ที่ “ความไร้ประสิทธิภาพในการผลิต” และ “ขาดการบริหารจัดการที่ดี” สองประเด็นนี้ผมเขียนเรียกร้องมานานแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลไหนสนใจแก้ไข ทุกรัฐบาลไม่ว่ามาจากเลือกตั้งหรือมาจากการปฏิวัติก็อยากแจกเงิน เพื่อเรียกคะแนนนิยม

วันนี้ผมมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญการเกษตรมาช่วยยืนยัน เป็นบทสัมภาษณ์ รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ใน นิตยสารข้าวไทย เรื่อง “บูรณาการ” คำตอบของการพัฒนาข้าวไทย ซึ่ง อาจารย์วุฒิชัย พูดชัดเจนว่า ปัญหาของข้าวไทยนั้น อยู่ที่ความอ่อนแอของภาคการผลิต ดังนั้นการตั้งโจทย์เพื่อแก้ปัญหา ต้องมีเป้าหมาย ทำให้เกษตรกรช่วยเหลือตัวเองได้ ลดการพึ่งพาช่วยเหลือจากภาครัฐ รองมาคือ การเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้ กระบวนการบริหารจัดการ เข้ามาปรับแก้ทั้งสิ้น

อาจารย์วุฒิชัย บอกว่า เครื่องมือสำคัญที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาพปัญหาของเกษตรกรบ้านเราก็คือ “การจัดโซนนิ่ง” และ “การผลักดันระบบสหกรณ์” การโซนนิ่งจะมีผลดีกับการควบคุมประสิทธิภาพการผลิต ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่ในประเทศจะเหมาะสมกับการปลูกข้าว ข้าวแต่ละสายพันธุ์ เหมาะสมกับแหล่งผลิตที่ให้คุณภาพแตกต่างกัน

หากต้องการให้ข้าวมีราคาดี ก็จำเป็นต้องควบคุมปริมาณการผลิตและคุณภาพการผลิตควบคู่กันไป

ส่วนการค้าเพื่อผลักดันผลผลิตออกสู่ตลาด ควรจะนำ “ระบบสหกรณ์” เข้ามาใช้ เพราะชาวนาส่วนใหญ่ในประเทศเป็น “รายเล็กรายย่อย” อำนาจการต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือซื้อปัจจัยการปลูก ล้วนแต่มีน้อยทั้งสิ้น การปรับปรุงพัฒนาด้านต่างๆควรจะมีตัวช่วยไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี เกษตรกรเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่หากนำหลักสหกรณ์มาใช้ จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลงได้มาก

การรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ยังช่วยให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งอีกด้วย

อาจารย์วุฒิชัย บอกว่า ความอ่อนแอของภาคการเกษตร ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเท่านั้น แต่สั่งสมบ่มเพาะ จนกลายเป็นประเด็นสำคัญที่กำลัง “กัดกร่อนทำลายอนาคตการเกษตรของชาติ” จากข้อมูลที่มีอยู่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ขณะนี้ประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย กำลังขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างมาก เหลือแต่แรงงานผู้สูงอายุอยู่ในท้องไร่ท้องนา (มิน่าผลผลิตและคุณภาพข้าวไทยจึงตกต่ำ)

นี่คือปัญหาใหญ่ของชาวนาและภาคเกษตรไทย ผมว่าวิกฤติยิ่งกว่าราคาข้าวเสียอีก

ยิ่งน่าเศร้าใจ เมื่อรัฐบาลชอบประกาศว่า “เราจะเป็นครัวของโลก” เหมือนโกหกหน้าด้านๆ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนสนใจภาคเกษตรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ “การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่” ซึ่ง อาจารย์วุฒิชัย บอกว่า คณะเกษตรวันนี้มีนิสิตเลือกเรียนน้อยมาก เลือกเป็นอันดับ 3-4 เพราะพ่อแม่ลำบาก จึงไม่สนับสนุนให้ลูกเป็นเกษตรกร กลัวจะลำบากเหมือนตัวเอง นี่คือเรื่องวิกฤติระดับชาตินะครับ ท่าน นายกฯประยุทธ์.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้