วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘ถอดถอน’ ขึ้นกับมติสนช. ‘วิษณุ’แจงตัดสินเอง

‘ถอดถอน’ ขึ้นกับมติสนช. ‘วิษณุ’แจงตัดสินเอง

  • Share:

‘วิษณุ’แจงตัดสินเอง ไม่พอใจ-ไปฟ้องศาล

“วิษณุ” ชี้ ป.ป.ช.ทำถูกแล้ว ตีกลับสำนวนถอดถอน “ขุนค้อน-นิคม” คืน สนช. บอกใครไม่พอใจไปฟ้องศาล รธน. เอา “สุรชัย” ชี้เป็นสิทธิเพื่อไทยยื่นตีความให้ชัดในข้อกฎหมาย แนะสมาชิกยึดหลักธรรมทำหน้าที่ “พีระศักดิ์” ยังสงสัยใช้สิทธิอะไรยื่นศาล รธน. วิป สนช.กุมขมับเดินหน้าถอดถอนไม่ง่าย หวั่นถ้ายึดรัฐธรรมนูญ 50 มีสิทธิสะดุดสูง ปชป.ยุซ้ำใช้อำนาจฟันได้เลย “รัชฎาภรณ์” จวก “วรชัย” ขู่ระดมคนหวังหนีความผิด “วิษณุ” ชี้ช่อง ครม.-สนช.-สปช. รับเงินตอบแทนได้หลายทาง โพลเผยเสียงหนุน คสช.จากกลุ่มแกนนำชุมชนเริ่มหด

หลังอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาคัดค้านกรณี สนช. จะเดินหน้าพิจารณาถอดถอนผู้เคยดำรงตำแหน่งการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญ 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมส่งสำนวนถอดถอนกลับไปให้ สนช.พิจารณา โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

แนะ สนช.ยึดหลักธรรมนำสุข

เมื่อเวลา 09.40 น.วันที่ 5 ต.ค.ที่รัฐสภา องค์กรเครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศไทย (อพท.56) ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดงานถวายสักการะฉลองพระชันษาชาตกาล 101 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวเปิดงานว่า อยากให้ สนช.ทุกคนยึดหลักธรรมในการทำหน้าที่ด้านกฎหมายและบริหารงานนิติบัญญัติ เพราะ สนช.มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง การออกกฎหมาย ต้องลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย ถ้าทุกฝ่ายนำหลักธรรมของทุกศาสนามาใช้ โดยเฉพาะผู้บริหารและผู้ปกครอง จะนำมาซึ่งความสงบสุข

รอถกสำนวนถอดถอน ป.ป.ช.

นายสุรชัยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจ สนช. ว่าสามารถดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่ว่า เป็นสิทธิที่ดำเนินการได้ หากเป็นช่องทางหนึ่งในการหาทางออกในข้อกฎหมายได้ แต่ สนช.ขอรอดูรายละเอียดสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งมาให้ สนช.ก่อนว่าจำเป็นต้องชะลอการพิจารณาเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

สงสัยใช้สิทธิอะไรยื่นศาล รธน.

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า สงสัยว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยจะใช้สิทธิอะไรไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อ สนช.ยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ สนช.ต้องทำตามข้อกฎหมายและต้องรอหารือกับสมาชิกก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้า ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมายัง สนช. ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ แต่หากมีคนไปยื่นและศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ชะลอการพิจารณา เราก็ต้องทำตาม แต่หากศาลรัฐธรรมนูญไม่มีคำสั่งเราก็พิจารณาตามกรอบเวลาได้ทันที อยากฝากถึงอดีต ส.ส.และ ส.ว. หากมีข้อกฎหมายใดที่จะเสนอแนะและเป็นประโยชน์ สามารถเสนอมาได้เลย สนช.ยินดีรับฟัง เราไม่มีธงเรื่องถอดถอน ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร ทำตามข้อกฎหมายทุกอย่าง

วางสเปกชุดยกร่างรู้ ก.ม.-ทุ่มเท

นายพีระศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้พูดคุยกับประธาน สนช.และรองประธาน สนช.แล้ว เห็นตรงกันอยากได้คนที่มีความรู้ด้านกฎหมาย มีเวลาทำงาน และมีความสมัครใจ เพราะการเป็นกรรมาธิการยกร่างฯถือเป็นงานหนัก และอาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองบ้าง แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ใครเข้ามาบ้าง ต้องรอการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ 16 คณะอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะตั้งคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ขึ้นมา เพื่อกำหนดแนวทาง รวมทั้งการหารือเรื่องการถอดถอนในที่ประชุมด้วย

วิป สนช.กุมขมับถอดถอนไม่ง่าย

ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. ในฐานะวิป สนช.กล่าวว่า หลังจาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับคืนมายัง สนช.แล้ว ต้องดูว่าประธาน สนช.จะรับเรื่องหรือไม่ หากรับเรื่องไว้และบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณา ต้องส่งเรื่องมาให้วิป สนช.พิจารณากลั่นกรองก่อน แต่วิป สนช.คงไม่มีมติเด็ดขาดออกมาว่าจะดำเนินการถอดถอนได้หรือไม่ คงทำแค่ให้ความเห็นประกอบข้อกฎหมายเท่านั้น เพื่อส่งให้ที่ประชุม สนช.ชุดใหญ่ลงมติตัดสินใจต่อไป ขณะนี้เสียง สนช.ยังแบ่งเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายที่เห็นว่า สนช.ไม่สามารถถอดถอนได้ก็มีอยู่จำนวนมากเหมือนกัน ดังนั้นที่ประชุมใหญ่คงต้องถกกันยาวและพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

หวั่นยึด รธน.50 ทำช่องทางสะดุด

นพ.เจตน์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่าหากสำนวนที่ ป.ป.ช.ส่งคืนมา ยังคงยืนยันว่าความผิดของนายสมศักดิ์และนายนิคมเป็นไปตามฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 โดยไม่มีฐานความผิดตามกฎหมายอื่นประกอบ ก็คงลำบากที่จะพิจารณาถอดถอน เพราะขณะนี้รัฐธรรมนูญ 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 5 ที่กำหนดให้เป็นอำนาจในการวินิจฉัยของ สนช.ตามประเพณีการปกครองประเทศ เพราะเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยปฏิบัติมาในอดีตอยู่แล้ว แต่คงต้องมาหารือกันอีกครั้ง

“วิษณุ” ชี้ ป.ป.ช.ทำถูกตีกลับ สนช.

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.ส่งสำนวนคดีถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม กลับไปให้ สนช.พิจารณา ว่า สนช.จะพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 57 มาตรา 5 ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยกรณีใดในวงงานของ สนช.ให้ สนช.เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เรื่องใดที่เกิดนอกวงงาน สนช.ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้ ดังนั้นขั้นตอนที่ ป.ป.ช.ส่งกลับไป สนช.ถูกต้องแล้ว สนช.ต้องพิจารณาอยู่ในอำนาจพิจารณาได้หรือไม่ ฐานความผิดรัฐธรรมนูญฉบับก่อนผิดตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยหรือไม่ อย่างที่บอกถ้าใครไม่พอใจก็ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญต่อ เหมือน สนช.ไม่พอใจ ป.ป.ช.ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน คราวนี้เหมือนกัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่รับพิจารณาก็ได้ ถ้าไม่รับก็โยนกลับมาที่ สนช.เรื่องก็จบที่ สนช.

ไล่คนไม่พอใจไปร้องศาล รธน.

นายวิษณุกล่าวต่อว่า ระหว่างยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พูดเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน หลายเรื่องที่เราตั้งใจไม่เขียนไว้ ถึงจงใจใส่มาตรา 5 ไว้ให้ สนช.ตีความเอง อย่างการยื่นบัญชีทรัพย์สินก็ไม่เขียนเอาไว้ เพราะมีทางออกตามกฎหมายอื่นอยู่แล้ว การถอดถอนทำได้หรือไม่ก็ไปดูกฎหมายอื่น หาทางออกตามกฎหมายอื่น ถ้าเอามาเขียนไว้หมดก็ยาวเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับถาวร คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะว่ากันยาว สนช.บอกว่าไม่มีอำนาจก็จบ ใครไปบอกแทนว่ามีก็ไม่ได้ หรือบอกว่ามีอำนาจก็จบ ส่วนผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนออกมาแสดงความไม่พอใจถือเป็นเรื่องธรรมดา ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญคือขั้นตอนต่อไป เรื่องนี้ต่างกับการยื่นถอดถอนกรณีทุจริตคอร์รัปชัน ต้องวินิจฉัยเป็นเหตุๆไป เชื่อเรื่องนี้ไม่น่ายืดยาว รัฐธรรมนูญให้คำตอบไม่ได้ทุกอย่าง

ปชป.ตามซ้ำถอดถอนได้เลย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้า ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สนช.คงมั่นใจว่ามีอำนาจถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้ ส่วนที่พรรคเพื่อไทยขู่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพรรคเพื่อไทยออกมาขู่ว่าจะร้องศาลทุกครั้ง จึงต้องตามดูว่าพรรคเพื่อไทยจะใช้มาตราใดในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะนายวิษณุก็ยืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ ซึ่งตนก็เห็นเช่นนั้น

จวก “วรชัย” ขู่ระดมคนหนีความผิด

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงท่าทีการเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคเพื่อไทยต่อเรื่องดังกล่าวว่า คนเหล่านี้แกล้งตาย แต่เมื่อมีผลกระทบจากผลการกระทำของตัวเอง ก็ออกมาต่อต้านโดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่มีผล โดยเฉพาะนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคนดันทุรัง ยื่นกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย จึงอยากให้ทบทวนตัวเองและเลิกพฤติกรรมข่มขู่ทำร้ายชาติบ้านเมืองเสียที

ทยอยส่งร่าง พ.ร.บ.26 ฉบับให้สภา

วันเดียวกัน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการประสานงาน สนช. (วิปร่วม 2 ฝ่าย) ว่า ยังต้องรออีก 1-2 สัปดาห์ ให้ สนช.ตั้งกรรมา-ธิการสามัญเสร็จก่อน เพราะต้องมีตัวแทนกรรมาธิการร่วมเป็นวิปฯด้วย เมื่อถามว่ามีการมองว่าร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้า สนช.ยังมีจำนวนน้อย นายสุวพันธุ์ตอบว่า ขณะนี้เหลือร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ ครม. เสนอเข้า สนช. 26 ฉบับ โดยทยอยเสนอทุกสัปดาห์ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ได้ประชุมหัวหน้าส่วนราชการติดตามความคืบหน้า โดยเร่งให้กระทรวง ทบวง กรม พิจารณาจัดทำร่าง กฎหมายให้แล้วเสร็จ เพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ และเสนอให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนส่ง สนช.ต่อไป ส่วนการประชุม ครม.ร่วม คสช. วันที่ 7 ต.ค. เป็นการรายงานผลการทำงาน 5 ด้านที่รัฐบาลดำเนินการ ส่วนการยกเลิกหรือผ่อนปรนกฎอัยการศึก เท่าที่ดูวาระยังไม่มีเรื่องนี้

ขอประชาพิจารณ์ ก.ม.อาหารเด็ก

ขณะที่ นพ.ประพัฒน์ โสภณาทรณ์ ผอ.บริหารสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก กล่าวว่า สมาคมฯขอเรียกร้องให้มีการจัดทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตลาดสำหรับอาหารทารกและผลิต-ภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอให้ สนช.พิจารณา เนื่องจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายฉบับนี้ ควรมีส่วนร่วมทำความเข้าใจและหารือกันก่อน รวมถึงให้บุคลากรการแพทย์ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามสมาคมฯสนับสนุนและเห็นด้วยกับหลักการร่างกฎหมาย ที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับทารกในประเทศไทย

“วิษณุ” ชี้ช่องรับเงินได้หลายทาง

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงความชัดเจนในการรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของ ครม. ที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำว่า กฎหมายใช้ 3 คำเรื่องของค่าตอบแทน คือ เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่ม ทั้งหมดมีเกณฑ์อยู่แล้ว ถ้ารับเงินเดือนอยู่แล้วแล้วมีเงินเดือนในอีกตำแหน่ง ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ข้าราชการประจำที่มาเป็นรัฐมนตรีจะรับแค่เงินเดือนข้าราชการประจำเท่านั้น ซึ่งอาจจะน้อย ถ้าเป็นเงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มก็บวกเข้าไป แต่ถ้าเป็นเงินประจำตำแหน่ง มีหลายตำแหน่งก็ได้รับทุกตำแหน่ง เงินเพิ่มก็เหมือนกัน ดังนั้นใครมีหลายตำแหน่งต้องไปดูเรียกว่าเงินอะไร ส่วน สนช.และ สปช.ไม่มีเงินเดือน มีแต่เงินประจำตำแหน่งบวกกับเงินเพิ่ม ฉะนั้นข้าราชการประจำที่เป็น สนช.ได้เงินเดือนทางเดียว คือเงินข้าราชการ

ถก ครม.-คสช.ปรับจูนเครื่องตรงกัน

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม กล่าวว่า การประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ คสช. วันที่ 7 ต.ค. เป็นการตั้งคลื่นให้ตรงกันระหว่างรัฐบาลและ คสช. เพื่อทำงานไปด้วยกันได้ดี คสช.ทำงานเป็นรัฐบาลมานาน ขณะที่เราเพิ่งรับงานใหม่ ได้เดือนเดียวจึงต้องถ่ายทอดต่อเนื่องกัน แต่ไม่เรียกว่าเป็นตรวจการบ้านของ คสช. เป็นการดูผลงานของทั้ง 2 ฝ่ายว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผลงานของ คสช.กินระยะเวลานานกว่าของรัฐบาล ดังนั้น จะเอาผลงานมาเปรียบ เทียบกัน และไม่อยากให้มองว่า คสช.อยู่เหนือรัฐบาล เพราะคนซ้ำกันเยอะ เรียกว่าเป็นการทำให้การทำงานมีเป้าหมายตรงกัน ได้รู้ซึ่งกันและกัน

ฝ่ายมั่นคงสรุปผลงานส่ง “บิ๊กป้อม”

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายก-รัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) กล่าวว่า วันที่ 6 ต.ค. คณะทำงานด้านความมั่นคงของ พล.อ.ประวิตรหลายคณะ อาทิ 4 กระทรวงด้านความมั่นคงที่รับ ผิดชอบ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะประชุมเพื่อสรุปงานด้านความมั่นคงทั้งหมด รวมถึงสถานการณ์ภายในประเทศ เพื่อรายงานต่อ พล.อ.ประวิตร ส่วนเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก ยังไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่ คงต้องรอให้ประชุมก่อน ทั้งนี้ เพื่อให้ พล.อ.ประวิตรนำไปรายงานต่อที่ประชุมร่วมรัฐบาลและ คสช. ในวันที่ 7 ต.ค.

หวังคนตาสว่างจากประชานิยม

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวพร้อมกับจุดเทียนเปิดตัวหนังสือ “ระบอบทักษิณ จุดเริ่มต้นและจุดจบ” โดยผู้ใช้นามปากกา “สำนึกคุณแผ่นดิน” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับที่มาและคนในเครือข่ายระบอบทักษิณจนนำไปสู่การถูกรัฐประหาร โดยนายวัชระกล่าวว่า ได้ส่งหนังสือให้ พล.อ.ประยุทธ์ คณะรัฐมนตรี และห้องสมุดทั่วประเทศ เหตุที่จุดเทียนแถลงข่าวเพราะหวังว่าประชาชนจะตาสว่างจากนโยบายประชานิยม ว่าสร้างหายนะให้ประเทศชาติและสังคมว่าเกิดจากใคร

ขู่ “สมยศ” ไม่ถอดยศ “ทักษิณ” เจอกัน

นายวัชระกล่าวต่อว่า จะส่งรายชื่อตำรวจที่ถูกถอดยศรวม 236 ราย ตั้งแต่ยุคสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนถึงปัจจุบัน รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พร้อมแนบความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญา 5 คดี ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์การถอดยศตามระเบียบ สตช. ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ ข้อ 1 (2) และ (6) มาประกอบการพิจารณา เพื่อไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่เหนือกฎหมายไทย แต่ถ้ายังไม่ดำเนินการอีก ตนจะแจ้งข้อกล่าวหาไปยังนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. ที่ถูกยื่นคำร้องไปยัง ป.ป.ช.ก่อนหน้านี้

“ก่อแก้ว” โวยหยุดหาเรื่องซะที

ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. กล่าวว่า ในฐานะคนรู้จักกันอยากขอให้นายวัชระหยุดเดินสายหาเรื่อง เพราะบ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศสร้างความปรองดอง ไม่ใช่มาทำร้ายทำลายกัน ที่ผ่านมา 8-9 ปี มีความพยายามทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้น วิธีดังกล่าวคงใช้ไม่ได้ผล และอยากเรียกร้องให้นายวัชระและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอแนวคิดหรือนโยบายดีๆให้ประชาชนเชื่อมั่นและชื่นชอบ ขณะนี้ คสช.ก็มุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปประเทศ จึงอยากฝากข้อคิดเรื่องการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ไม่ใช่ถึงเวลาเลือกตั้งก็ยังเหมือนเดิมคือแพ้เลือกตั้ง ก่อหวอดนอกสภา ล้มรัฐบาล สิ่งต่างๆจะวนกลับมาทำให้ทหารต้องเข้ามาแทรกอีก

ขุดแผลเก่า “แจ๊ค” นำทีมบุกเอ็นบีที

นายก่อแก้วกล่าวว่า ตัวนายวัชระเองเมื่อปี 2551 เคยนำมวลชนไปปิดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งมวลชนถูกศาลชั้นต้นสั่งจำคุก ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ แต่นายวัชระไม่ถูกดำเนินคดี พวกตนก็ไม่ได้เรียกร้องให้ตำรวจดำเนินการกับนายวัชระ เพราะเห็นว่าถึงติดคุกก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ฉะนั้นอย่าคิดแต่ทำลายคนอื่น

“วินธัย” ขึ้นแท่นโฆษก ทบ.แทน “ไก่อู”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองทัพบกว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. ลงนามในคำสั่งกองทัพบก วันที่ 3 ต.ค. แต่งตั้งทีมงานโฆษกกองทัพบกชุดใหม่ประกอบด้วย พ.อ.วินธัย สุวารี เป็นโฆษกกองทัพบกแทน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด “เสธ.ไก่อู” ที่ไปทำหน้าที่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง พ.ต.หญิง นุสรา วรภัทราทร อาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก พ.ต.หญิง มญชุ์พา นราแย้ม เป็นรองโฆษก ทบ. และ ร.ท.หญิง จุฑาทิพย์ วุฒิรณฤทธิ์ เป็นผู้ช่วยโฆษก ทบ.

“วรงค์” แนะแยกทะเบียนให้ชัด

อีกเรื่อง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมาตรการของรัฐบาลในการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือนว่า เป็นมาตรการชดเชยราคาข้าวเปลือกและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่ปัญหาที่รัฐบาลต้องตระหนักคืออาจเกิดการทุจริตจากการแจ้งที่นาไม่ตรงกับความจริง สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ 1.การลงทะเบียนเกษตรกรว่าทำนาจริง จำนวนที่นาที่มี ควรแยกการลงทะเบียนชาวนาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.1 ชาวนาที่มีที่นาเป็นของตนเอง 1.2 ชาวนาที่เช่าที่นาทำ กลุ่มนี้จะมีปัญหา หากหละหลวมเงินจะไปตกแก่เจ้าของที่ดิน จำเป็นต้องมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวด 1.3 ชาวนาที่ทำนาในที่สาธารณประโยชน์ที่ไม่มีเอก– สารสิทธิในอดีตใช้การประชาคมเพื่อให้ชุมชนยืนยันว่าเป็นชาวนาที่ทำนาจริง

หวั่นเงินไปไม่ถึงมือชาวนาตัวจริง

นพ.วรงค์กล่าวต่อว่า 2.เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและเงินตกถึงมือชาวนาจริง รัฐบาลควรมีมาตรการสุ่มตรวจ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกับชาวนาแจ้งเท็จ หรือเจ้าของที่ดินมาฉกฉวยประโยชน์ การลงทะเบียนในอดีตค่อนข้างหละหลวมและไร้มาตรการตรวจสอบที่เข้มข้น จึงนำไปสู่การทุจริตจำนวนมาก และท้ายที่สุดรัฐบาลต้องตระหนักว่ามาตรการนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มาตรการระยะยาวทั้งการจัดโซนนิ่ง การจัดกลุ่มทำนาคัดสายพันธุ์ตามความ ต้องการตลาดเฉพาะกลุ่ม การให้โอกาสชาวนาแปรรูปขายข้าวสารผ่านสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน และรัฐบาลช่วยทำการตลาด ยังเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทำควบคู่กันไปด้วย

โพลเผยเสียงหนุนแกนนำชุมชนหด

วันเดียวกัน มาสเตอร์โพล โดยชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เปิดผลสำรวจสถานการณ์แบ่งขั้วแบ่งฝ่ายการเมืองและประเมินความสุขมวลรวมของแกนนำชุมชนทั่วประเทศ จากแกนนำชุมชน 600 ชุมชน ระหว่างวันที่ 27 ก.ย.-4 ต.ค. พบว่าร้อยละ 77.2 ยังคงสนับสนุน คสช. แต่เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มของฐานสนับสนุนของแกนนำชุมชนต่อคสช. พบว่ามีแนวโน้มลดลง โดยการสำรวจเมื่อวันที่ 5 ก.ย. อยู่ที่ร้อยละ 86.3 วันที่ 20 ก.ย. ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 81.0 และล่าสุดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 77.2 ขณะที่ร้อยละ 76.3 ยังคงติดตามรับชมรายการคืนความสุขให้คนในชาติอยู่ เมื่อถามถึงความพึงพอใจของแกนนำชุมชนต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาลที่ผ่านมาในด้านต่างๆ คะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่าอันดับแรก คือ การวางรากฐานต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ได้ 8.00 คะแนน ตามด้วยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การค้างาช้าง ร่าง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า การปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ เมื่อสอบถามความสุขมวลรวมที่มีต่อสถานการณ์ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่ที่ 7.57 คะแนน

ให้เอา ปตท.กลับเป็นของรัฐ

ขณะที่นิด้าโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็น “มุมมองของคนไทยที่มีต่อ ปตท. และการปฏิรูปพลัง งาน” ระหว่างวันที่ 2-3 ต.ค. จากประชาชน 1,249 หน่วยตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 31.79 เห็นว่าการดำเนินกิจการของ ปตท. เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ปตท. รองลงมาร้อยละ 21.30 ระบุว่าเป็นการดำเนินกิจการเพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่ายเท่าๆกัน ร้อยละ 17.77 ระบุว่าเป็นการดำเนินกิจการเพื่อผลประโยชน์ของบุคลากรและผู้บริหาร ปตท. มีเพียงร้อยละ 14.73 เท่านั้นที่เห็นว่า เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ขณะที่ร้อยละ 77.34 เห็นว่าควรนำ ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ นอกจากนี้ร้อยละ 50.20 ยังเห็นว่าราคาน้ำมันขณะนี้มีราคาแพงมาก โดยร้อยละ 62.29 ยังเห็นว่ารัฐบาลจะสามารถปฏิรูปพลังงานได้ มีเพียงร้อยละ 19.22 ที่เห็นว่าปฏิรูปไม่ได้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้