วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เช็กประท้วงประชาธิปไตย 'ฮ่องกง' กระทบมั่นคง 'ไทย' ?

เช็กประท้วงประชาธิปไตย 'ฮ่องกง' กระทบมั่นคง 'ไทย' ?

  • Share:

สถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ผู้รักประชาธิปไตยในฮ่องกงเริ่มเข้าสู่สัปดาห์ที่สองด้วยความตึงเครียดมากขึ้น โดยผู้ชุมนุมชาวฮ่องกงหลายพันคนยังคงปักหลักชุมนุมท้าทายอยู่บริเวณสถานที่ราชการย่านแอดมิรัลตี ใจกลางเกาะฮ่องกง ซึ่งนำโดย นายโจชัว หว่อง นักศึกษาวัยเพียง 17 ปี ผู้ซึ่งเป็นแกนนำหลัก

ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความแตกแยกในสังคม ระหว่างประชาชนเองก็เริ่มผลิบาน จนแบ่งแยกเป็นสองความคิด คือ กลุ่มนิยมประชาธิปไตยในฮ่องกงใช้ริบบิ้นสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ และกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้ใช้ริบบิ้นสีฟ้าเป็นสัญลักษณ์ แม้ว่านายเหลียง เจิ้นอิง หัวหน้าคณะผู้บริหารเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้แถลงการณ์เน้นย้ำว่า หน่วยงานรัฐฯ และสถานศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากการประท้วงจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ จะต้องกลับมาเปิดตามปกติในวันจันทร์ (6 ต.ค.) นี้ แต่ทว่าในส่วนของผู้ชุมนุมเองก็หวั่นเกรงกับวิธีการจัดการกับผู้ชุมนุม หลังทางการฮ่องกงประกาศจะเปิดทำการสถานที่ราชการต่างๆ ที่อาจจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้กลับมาเจรจากันอีกหนึ่ง

ดูเหมือนเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกง ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับสถานการณ์ไทยในช่วง 6 เดือนที่มีการเรียกร้องของคนทั้งสองกลุ่มให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และเลือกตั้งก่อนปฏิรูป จนเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 และทำให้ความรุนแรงจากสองความคิดทางการเมืองสงบลง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  อย่างไรก็ตาม แม้คลื่นลมจะสงบลงแล้ว แต่ทว่าการประท้วงในฮ่องกงในขณะนี้ ถือเป็นโอกาสของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในการปลุกกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยที่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย อีกทั้งยังหยิบยกการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกง เปรียบเทียบกับการชุมนุมไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ กรณีการประท้วงฮ่องกงจะมีแนวโน้มส่งผลมายังประเทศไทย และปลุกกระแสฝ่ายตรงข้ามลุกขึ้นมาหรือไม่ว่า ตนมองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบทางตรง แต่อาจส่งผลกระทบในทางอ้อมเกี่ยวกับกระแสการชุมนุม ซึ่งอาจจะไม่เห็นชัดมากนัก แต่คงจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการชุมนุมที่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลพยายามโจมตีมาโดยตลอด ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการชุมนุมที่ฮ่องกงอาจจะมีการเจรจาพบกันระหว่างทางฮ่องกง และกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมองว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มฝั่งตรงข้ามไปยังจีนด้วยการให้เปิดเสรีนั้นคงเป็นเรื่องที่ยาก

ส่วนความเหมือนและความแตกต่างของการชุมนุมทางการเมืองของไทยที่ผ่านมาก่อนการรัฐประหาร และสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงขณะนี้ รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ตนมองว่ามีพื้นฐานที่เหมือนกัน คือการแก้ไขกฎกติกา และบริบทของตัวแทนที่เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งระบบในประเทศไทยมีเสรีกว่าฮ่องกงมาก ส่วนแนวโน้มของสถานการณ์ในฮ่องกงอาจจะไม่มีความรุนแรงเพราะอยู่ในช่วงเจรจากันอยู่ระหว่างผู้ประท้วง และทางการฮ่องกง อีกทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ประเทศจีนต้องมีความระมัดระวังในการจัดการกับการชุมนุม เนื่องจากฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจ ซึ่งมองว่าสุดท้ายแล้วจีนคงจะไม่มีการเปิดเสรีในรูปแบบของประชาธิปไตย

  สำหรับสถานการณ์ประเทศไทยในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคง รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวอีกว่า ขณะนี้แนวโน้มการประท้วงในไทยยังไม่กังวลมากนัก เพราะยังมีกฎอัยการศึกอยู่ และรัฐบาลมีความตั้งใจทำให้บรรยากาศดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความเคลื่อนไหวต่างๆ มีหน่วยงานที่ต้องเข้าไปดูแล โดยรัฐบาลมีกลไกเพิ่มเติมขึ้นมา และมีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว พร้อมมุ่งผลักดันเรื่องสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และรองลงมาคือเรื่องเฉพาะหน้าความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก  

ด้าน ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ ไทยรัฐออนไลน์ กรณีการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ฮ่องกง หากเปรียบเทียบกับการประท้วงของกลุ่มผู้ชุมนุมของไทยที่ผ่านมา ทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือแม้แต่กลุ่มที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ คือกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส). ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. นั้น ยืนยันว่า มีความแตกต่างกันมาก การประท้วงในฮ่องกง เป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่การประท้วงในบ้านเรานั้นส่วนตัวเห็นว่า มันไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนที่ฮ่องกง แต่เป็นความขัดแย้งของขั้วอำนาจทางการเมืองเสียมากกว่า

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่การประท้วงที่ฮ่องกงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเริ่มที่จะดุเดือด และสถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงขึ้น ขณะช่วงก่อนหน้านี้เหมือนมีความพยายามปลุกเร้ากระแสของกลุ่มต่อต้าน คสช. มากขึ้นในโลกโซเชียลมีเดีย ดร.ไชยวัฒน์ ระบุว่า ยิ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า กระบวนการของประเทศไทยไม่ใช่เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยแท้จริง แต่อาจมีผลประโยชน์เบื้องหลังแอบแฝง

"ทั้งนี้ ต้องแยกแยะก่อนว่า การมีเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่แสดงถึงการเป็นประชาธิปไตยทั้งหมดก็จริง เพราะเลือกตั้งมาแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็ปรากฏชัดว่า ก็ยังมีการทุจริตคอร์รัปชันอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือ การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ให้ได้อย่างจริงจัง และยั่งยืน ซึ่งถือเป็นปัญหาหนึ่งที่เป็นบ่อเกิดปัญหาอื่นๆตามมา แต่ที่กล่าวเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า การปกครองด้วยระบอบอื่นจะดีไปกว่าประชาธิปไตย ซึ่งก็เห็นชัดตอนนี้ประเทศไทยปกครองโดย คสช.ก็ยังปรากฏข่าวกรณีไมค์ทำเนียบฯแพง ซึ่งตอนนี้ก็เงียบหายไปแล้ว แท้จริงแล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ หากจับได้ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น และสืบสวนสอบสวนจนได้ความจริงแล้ว ก็ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเอาจริงเอาจัง ตามตัวบทกฎหมายไปตามปกติ จะเป็นการดีที่สุด" ศ.ดร.ไชยวัฒน์ กล่าว

ท้ายที่สุดแล้ว การชุมนุมประท้วงประชาธิปไตยทางการเมืองของฮ่องกงที่ฝ่ายความมั่นคงไทยการันตีว่าเอาอยู่! และไม่สะเทือนในทางตรงมากนัก ทว่าสุดท้ายจะต้านปลุกกระแสปฏิวัติร่มของฮ่องกงในโซเชียลมีเดียอยู่หรือไม่ โดยจะต้องไม่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมจนควบคุมได้ยาก ต้องมาลุ้นกัน! 

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้