ไลฟ์สไตล์
100 year

ปลุกมวลชนร่วมวงปฏิรูป ต้นธาร5สายไหลพรั่งพรูตามกรอบโรดแม็ป

ทีมข่าวการเมือง
6 ต.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

“หากไม่ปฏิรูปประเทศ ความขัดแย้งจะกลับมา”

ข่าวแนะนำ

นั่นคือเหตุผลหลักของผู้จับงานด้านปฏิรูปประเทศมายาวนาน นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ทีมการเมือง ซึ่งพยายามบอกแก่สังคมเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมขึ้นขบวนรถไฟแห่งการปฏิรูป

เพราะขณะนี้มีโจทย์ใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปคือ ระบบราชการ ระบบงบประมาณ ระบบกฎหมาย มันติดไปหมด พูดไปก็ซับซ้อน

ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลชูและสร้างกลไกปฏิรูป ในฐานะเป็นรัฐมนตรีจะเน้นดูแลกระทรวงเฉพาะในส่วนที่ทำได้ก่อน เช่น ออกกฎกระทรวงดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ขณะที่ในภาพใหญ่ของการปฏิรูป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เน้นตลอดให้มองเรื่องการปฏิรูปในภาพรวม

ก็เป็นโอกาสของสังคมที่จะร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปไปด้วยกัน แม้ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่อยากปฏิรูป แต่ยังเคลือบแคลงในความจริงใจและโอกาสที่เป็นจริงในการปฏิรูป เพราะยังไม่กระจ่างชัดว่าการปฏิรูปคือปฏิรูปอะไร

ในช่วงที่มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุด นายอานันท์ ปันยารชุน และ นพ.ประเวศ วะสี ชูเป้าหมายต้องปฏิรูปเพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการปักธงที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาเรามีการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญ นำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญปี 40

ขณะนั้นเชื่อว่าประเทศไทยจะดีขึ้น ชัดเจนว่าช่วยให้ประเทศดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ทั้งหมด เพราะยังไม่นำไปสู่การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

พอผ่านเหตุการณ์ช่วงนั้น มาถึงช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง กปปส.ชุมนุมและชูธงการปฏิรูป ขณะนั้นรู้สึกว่าสังคมไทยเริ่มกลับมาวนเวียนกับการปฏิรูปการเมืองอีกแล้ว อยากได้นักการเมืองดีๆมาปกครองประเทศ

แทนที่จะมีคุยกันว่าเราควรปฏิรูปกติกาและกลไกในสังคม ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลมันต้องมีการแก้ มีการจัดการกติกาเชิงโครงสร้าง

และแล้วสังคมก็เริ่มรับรู้ว่าการปฏิรูปมีทั้งการเมืองและปฏิรูปเพื่อปากท้องประชาชน แต่กลับมีการพูดถึงการปฏิรูปอย่างจริงจังน้อยกว่าที่ควร

ขณะที่การปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเป็นธรรม ไม่ได้ทำง่ายๆในเวลาอันสั้น จึงมีโจทย์ว่าจะต้องมีกลไกเพื่อช่วยสังคมเดินหน้าปฏิรูป เป็นการทำงานระยะยาว

เมื่อมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เป็นกลไกปฏิรูปแล้ว น่าจะพูดถึงกลไกที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จึงมีความคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ เมื่อเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งแล้วจะต้องมีกลไกดูแลการปฏิรูปคู่ขนานกับกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ หรือจะให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

กลไกปฏิรูปอาจไม่ใช่ สปช.แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะกลไก สปช.ก็มีความเสี่ยง ที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งมาช่วยรับหน้าที่ปฏิรูปประเทศไทย ถ้าเป็นอย่างนั้นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจะหายไป

เมื่อประชาชนตื่นตัว ต้องเอาความตื่นตัวนั้นมาใช้ประโยชน์ ถ้าทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดว่า การปฏิรูปที่มีคนมาทำคู่ขนานกับรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้เราเสียโอกาส

จึงมีไอเดียว่ากลไกการปฏิรูปไม่ใช่กลไกสภาฯ แต่เป็นกลไกที่มาจัดการการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง มีผู้มีความรู้มากำกับให้เกิดการสร้างกระบวนการและการสังเคราะห์ข้อเสนอ ไม่ใช่มาตัดสินใจแทน

เราเห็นความจำเป็นหรือไม่ที่จะมีกลไกปฏิรูปคู่ขนานกับนิติบัญญัติและรัฐบาล โดยทำตั้งแต่ช่วงนี้ ตอนนี้รัฐบาลเริ่มแล้วที่เรียกว่า โมเดล 1 เป็นกลไกปฏิรูปในรูปแบบสภาฯ

โมเดล 2 จะไม่เอาสภาฯ ไม่มีการเลือกคนเป็นตัวแทน แต่จะเป็นกลไกสร้างความมีส่วนร่วมและสังเคราะห์ข้อเสนอแนะ ฟังเป็น สังเคราะห์เป็น เป็นตัวเชื่อมโยงข้อสังเคราะห์นั้นเข้าสู่กลไกนิติบัญญัติและรัฐบาล ถ้ากลไกนี้ทำงานได้ดี เราอาจได้ข้อเสนอที่มากกว่าโมเดล 1 แต่ทำยากกว่าแน่ๆ

โมเดล 3 ผสมผสานระหว่างโมเดล 1 กับโมเดล 2 โดยมีสภาฯก็ได้ แต่ต้องมีกลไกสร้างการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง คู่ขนานหรือประกบติดไปด้วยกัน

กลไกการมีส่วนร่วมต้องมีกระบวนการจัดการอย่างจริงจังและได้ผล โดยมีผู้จัดการมืออาชีพ เช่น เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจัดกระ-บวนการ มีทีมวิชาการที่เข้าใจประเด็นที่เขากำลังคุยกันสามารถเลือกและสามารถเปิดโอกาสให้ผู้คนเสนอมาได้ทุกทาง ไม่ใช่แค่เวทีสัมมนา อาจจะส่งจดหมาย ใช้โซเชียลมีเดีย จัดประชุมกลุ่มเล็ก จัดรายการวิทยุโทรทัศน์ด้วย ถ้ามีกลไกการจัดการแบบมืออาชีพแบบนี้ได้ ฟังเป็น ฟังรู้เรื่อง คิดว่าการปฏิรูปจะเข้มข้นและสนุกสนาน

ทีมการเมือง ถามแย้งว่าปัญหาคือกลัว คสช.จะไม่รับข้อเสนอเหล่านี้ นพ.สมศักดิ์ บอกว่า ทีมวิชาการของ คสช.พูดชัดว่า จะทำให้ สปช.ทำงานง่ายขึ้น มีเวลาทำงานแค่ 1 ปี แทนที่จะเริ่มจากศูนย์ ก็มีกระบวนการทำการบ้านให้ก่อนล่วงหน้า

การรับฟังและมีส่วนร่วมมันไม่ได้จบง่ายๆ แม้มีการรวบรวมข้อมูลไว้มาก กระบวนการมีส่วนร่วมยังต้องมีอยู่ เป็นวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง จะเป็นตัวสำคัญที่กระตุ้นสังคมให้สนใจและมีส่วนช่วยการปฏิรูป

หัวใจของการปฏิรูปคือการมีส่วนร่วมแบบต่อเนื่อง เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วก็ต้องมีกระบวนการนี้ต่อไป นพ.สมศักดิ์ บอกว่า เป็นโจทย์สำคัญต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างน้อยกำหนดในหลักการว่า ต้องมีกลไกจะใช้โมเดล 1 หรือ 2 หรือ 3 มาดูแลการปฏิรูปเป็นส่วนคู่ขนานกับฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐบาล เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการปฏิรูปประเทศ คล้ายๆรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดหลักการให้ สปช.มีอำนาจหน้าที่ปฏิรูปประเทศ

ถ้าสังคมไทยเห็นด้วยว่าต้องมีกลไกนี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นความโชคดีของประเทศ อย่าไปปล่อยให้เป็นความเข้าใจของรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งว่า จะตั้งก็ได้ ไม่ตั้งก็ได้

ขอให้ฉายภาพการทำงานปฏิรูปประเทศร่วมกันระหว่าง คสช. รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สปช.กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นพ.สมศักดิ์ บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดอำนาจ หน้าที่ของแต่ละองค์กรชัดเจน

โดย คสช.ยังแอ็กทีฟอยู่ มีเป้าหมายปฏิรูประยะยาว คสช.ยังเชื่อมรัฐบาล สนช. สปช. และ สนช. และสปช.ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยกันมองอนาคตประเทศไทยผ่านการออกกติกาต่างๆ

สุดท้ายยังหวังว่ากลุ่มประชาสังคมที่สนใจเรื่องการปฏิรูปจะไม่หยุดอยู่เฉยๆ ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับรัฐบาล สปช. สนช.หรือไม่ ควรออกมาแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่อง

เช่น เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป สมาชิกเครือข่ายยังเชื่อมั่นเรื่องเหล่านี้อยู่ จะทำเวทีคู่ขนานเชิงสร้างสรรค์ ติดตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นใน สปช.

สนช. รัฐบาล และให้คำแนะนำอย่างสร้างสรรค์

ทีมการเมือง ถามว่า ปัญหาติดอยู่ที่ท่าที คสช.ไม่ชอบให้กลุ่มประชาสังคมจัดเวทีเสนอความเห็น นพ.สมศักดิ์ ชี้ทางออกว่า ประเด็นอยู่ที่เนื้อหาและวิธีการเป็นเงื่อนไขสำคัญ

แม้ไม่เข้าใจวิธีคิดเรื่องนี้ของฝ่ายความมั่นคง แต่เป็นเรื่องที่ต้องหาสมดุลให้เจอ การไม่หาสมดุลและเริ่มด้วยการห้ามคงไม่ดีแน่

ในทางกลับกันการห้ามไม่ให้มาคุยกันให้ชัดในประเด็นการปฏิรูปอาจมีปัญหาตามมา กลายเป็นสร้างความแตกแยก สร้างความเข้าใจผิดได้

ทีมการเมือง ถามปิดท้ายว่า ปมนี้อาจนำไปสู่การปฏิรูปไม่สำเร็จได้ นพ.สมศักดิ์ บอกว่า น่าเป็นห่วงการปฏิรูปในระยะยาวจะเป็นอย่างไร แต่ขอให้แยกระหว่างฝ่ายที่จะปลุกระดมสร้างความแตกแยก คิดว่ามันห้ามยาก ภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย และประเทศไทยเป็นประเทศเปิด

กับฝ่ายที่ต้องการปฏิรูป ในช่วงสังคมมีกระแสหลักเรื่องการปฏิรูป ต้องออกมาช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอ ถ้าสร้างพลังแห่งการมีส่วนร่วมไม่สำเร็จ ฝ่ายปลุกระดมสร้างความแตกแยกก็ยังมีพลังอยู่

เมื่อไม่สามารถกำจัดพลังเบี่ยงเบนทางลบได้ เรามีหน้าที่และมีโอกาสสร้างพลังทางบวก เพื่อดึงและชวนสังคมก้าวไปข้างหน้า สังคมไม่ควรตกอยู่ในโหมดมุ่งต่อสู้กันอย่างเดียว ควรออกมาร่วมเรียนรู้ ช่วยกันคิดและเสนอ

ไม่เช่นนั้นการปฏิรูปไม่มีทางสำเร็จ.

ทีมข่าวการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์การเมืองสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์รมช.สาธารณสุขปฏิรูประบบราชการระบบงบประมาณระบบกฎหมายโรดแม็ปคสช.

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564 เวลา 18:30 น.