วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดกรุสมบัติสนช. นายพลรวยอื้อ

เปิดกรุสมบัติสนช. นายพลรวยอื้อ

  • Share:

น้องประยุทธ์มี79ล. ก๊วนนพดลล้วนอู้ฟู่

ป.ป.ช.เปิดกรุสมบัติ สนช. “อิสระ” เจ้าของน้ำตาล มิตรผล ครองแชมป์รวย 5 พันล้าน บิ๊กทหาร-ก๊วน 28 สนช.ติดชาร์ตเศรษฐีรวยทะลุหลักสิบ-ร้อยล้าน “บิ๊กติ๊ก” น้อง “นายกฯตู่” อู้ฟู่ 79 ล้าน เงินฝากแบงก์อย่างเดียว 42 ล้าน ด้าน “บิ๊กกี่” แจงบัญชีจิ๊บๆ แค่ 21 ล้าน “จักรทิพย์” โชว์ล่ำซำมี 962 ล้าน ขณะที่ ผบ.ตร.โชว์เบาะๆ 355 ล้าน พร้อมกรุพระเครื่องชื่อดัง “ปู่สมพร” จนสุดซอยเงินติดบัญชีแค่ 1.6 แสน “รัชตะ-อาคม” ยังไม่ยื่นทรัพย์สิน ป.ป.ช.รอดูคำชี้แจงจงใจหรือเข้าใจผิด “ประยุทธ์” ย้ำรัฐบาลตั้งใจจริงอัดเงินอุ้มชาวนา ว้ากยังไม่ถึงเวลาเลิกกฎอัยการศึก “วิษณุ” กาง รธน.แจงหว่านงบช่วย ปชช.ไม่ขัด ก.ม. “สุรชัย” รอ ป.ป.ช.ส่งสำนวนสอย “สมศักดิ์-นิคม” สัปดาห์หน้า เมินส่งศาล รธน.ตีความถอดถอน “เพื่อไทย” โวยติดหล่มล้างแค้นชงศาล รธน.ชี้ขาดอำนาจ สนช.

หลังจากศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องของ 28 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขอเพิกถอนมติ ป.ป.ช.ที่ให้ สนช.ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ล่าสุด ป.ป.ช.ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ สนช.195 คน โดยพบว่า สนช.ส่วนใหญ่โดยเฉพาะเหล่านายทหารระดับสูงมีทรัพย์สินระดับหลายสิบล้านบาทขึ้นไป ขณะที่อดีต ผบ.เหล่าทัพมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท

เปิดกรุ สนช. “อิสระ” แชมป์ 5 พันล้าน

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 195 คน กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 ส.ค.57 พบว่ามี สนช.ที่มีทรัพย์สินอยู่ในระดับเกิน 1,000 ล้านบาทอยู่ 2 คน ระดับเกิน 100 ล้านบาท จำนวน 51 คน ส่วนที่เหลือส่วนมากอยู่ระดับ 10 ล้านบาท โดย สนช.ที่รวยที่สุดคือนายอิสระ ว่องกุศลกิจ อดีตประธานหอการค้าไทย และประธานกรรมการบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด มีทรัพย์สินถึง 5,225,733,163 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน อันดับ 2 คือ นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ อดีต ส.ว.และเจ้าของธุรกิจโรงแรมในเครือปาร์คนายเลิศ มีทรัพย์สิน 1,313,781,715 บาท อันดับ 3 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. มีทรัพย์สิน 962,067,522 บาท มีของสะสมเป็นปืน 45 กระบอก และภาพวาดหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ส่วน สนช.ที่จนสุดคือ นายสมพร เทพสิทธา มีทรัพย์สินเป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารเพียงรายการเดียวแค่ 160,735 บาท

บิ๊กทหารรวยปลิ้น-บิ๊กติ๊กเงินฝาก 42 ล.

ส่วนบรรดานายทหารระดับสูง ผบ.เหล่าทัพและนายพลตำรวจ ล้วนมีทรัพย์สินทะลุหลักสิบล้านบาทขึ้นไป อาทิ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.มีทรัพย์สิน 34,159,030 บาท พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ. มีทรัพย์สิน 31,375,701 บาท พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด มีทรัพย์สิน 48,886,238 บาท พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกลาโหม มีทรัพย์สิน 108,633,943 บาท พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผบ.ตร. มีทรัพย์สิน 355,857,726 บาท มีของสะสมเป็นพระเครื่องชื่อดัง 12 ราย รวมมูลค่า 25 ล้านบาท อาทิ เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา พระซุ้มกอ พระขุนแผน หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน ขณะที่นายทหาร 5 เสือ ทบ.ต่างมีทรัพย์สินทะลุ 50 ล้านบาทได้แก่ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีทรัพย์สิน 79,821,468 บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารถึง 42 ล้านบาท มีของ สะสมเป็นพระเครื่องชุดเบญจภาคี มูลค่า 5 ล้านบาท พล.อ.ธีระชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. มีทรัพย์สิน 70,232,161 บาท พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสธ.ทบ. มีทรัพย์สิน 60,182,285 บาท พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาค 1 มีทรัพย์สิน 99,864,992 บาท พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีต รรท.ผบ.ตร. มีทรัพย์สิน 469,417,130 บาท พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. มีทรัพย์สิน 147,294,651 บาท

อดีต ผบ.กระเป๋าหนักหลักร้อยล้าน

นอกจากนี้ อดีต ผบ.เหล่าทัพหลายคนมีทรัพย์สินทะลุร้อยล้านบาท เช่น พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ อดีต ผบ.ทร. มีทรัพย์สิน 801,788,369 บาท พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเรืองรมย์ อดีต ผบ.ทร.มีทรัพย์สิน 185,355,186 บาท พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีต ผบ.ทอ. มีทรัพย์สิน 263,487,636 บาท

“บิ๊กกี่” แจง 21 ล้าน-28 สนช.ล้วนอู้ฟู่

ด้านกลุ่ม 28 สนช.ที่ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนมติ ป.ป.ช.ที่ให้ สนช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสนิทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม และเป็นกรรมการในมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด อาทิ “บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา มีทรัพย์สิน 21,313,634 บาท พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย 388,207,253 บาท พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ 207, 551,976 บาท นพ.ธำรง ทัศนาญชลี 84,125,882 บาท พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา 63,679,323 บาท พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ 26,573,780 บาท พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ 32,308,150 บาท พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ 41,907,918 บาท พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ 55,798,389 บาท พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ 136,563,177 บาท พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ 161,882,999 บาท พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 26,813,982 บาท พล.อ.ยุวกนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา ตท.12 เพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีทรัพย์สิน 340,479,260 บาท นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒน-บริหารศาสตร์ (นิด้า) มีทรัพย์สิน 94,982,259 บาท

“อำพน” ไม่เบาเฉียด 200 ล้าน

สำหรับ สนช.สายข้าราชการและนักวิชาการ อาทิ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. มีทรัพย์สิน 196,428,815 บาท พล.ต.อ.ชัชวาล สุขสมจิตร์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม มีทรัพย์สิน 27,058,457 บาท นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 159,778,744 บาท นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีทรัพย์สิน 108,651,925 บาท นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ มีทรัพย์สิน 237,058,513 บาท

“พรเพชร” โชว์เบาะๆร่วม 50 ล้าน

ขณะที่บัญชีทรัพย์สินของ สนช.ที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการ ป.ป.ช.มีทรัพย์สิน 18,727,155 บาท นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มีทรัพย์สิน 315,438,447 บาท นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. มีทรัพย์สิน 48,536,225 บาท นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง มีทรัพย์สิน 177,134,015 บาท นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่สอง มีทรัพย์สิน 36,773,372 บาท นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน มีทรัพย์สิน 276,938,687 บาท สำหรับนางกอบกาญจน์และนายณรงค์ชัยได้ยืนบัญชี ทรัพย์สินก่อนลาออกจาก สนช.เพื่อไปเป็นรัฐมนตรี

“รัชตะ-อาคม” ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในจำนวน สนช.ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด 197 คน มีผู้มายื่นบัญชีต่อ ป.ป.ช. 195 คน ขาด 2 คน ได้แก่ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม คงเข้าใจผิดว่าเมื่อลาออกจาก สนช.แล้ว จะไปรอยื่นบัญชีทรัพย์สินฯในตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ความเป็นจริงต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯในส่วน สนช. ขณะนี้ ป.ป.ช.ทำหนังสือแจ้งให้ทั้งสองคนมายื่นบัญชีทรัพย์สินฯแล้ว ส่วนจะมีความผิดข้อหาไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ต้องรอดูการชี้แจงก่อนว่าจงใจไม่ยื่นหรือเข้าใจผิด หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะไปตรวจสอบความถูกต้องของทรัพย์สินฯของ สนช.ทุกคน ถ้าพบว่ามีความผิดปกติจะส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงโทษต่อไป ขณะที่ สนช. 28 คน ที่เพิ่งปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ต้องยื่นทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน

สนช.บัญชีสองรายงานตัวครบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 16.00 น. นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล สมาชิก สนช.ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเพิ่มเติม ซึ่งแจ้งว่าติดภารกิจอยู่ต่างประเทศต่อสำนักเลขาธิการ ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการ สนช. เดินทางเข้ารายงานตัวแล้วเป็นคนสุดท้าย ทำให้ สนช.ที่ได้รับการแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 28 คน เข้ารายงานตัวครบทั้งหมดแล้ว

“สุรชัย” เมินยื่นตีความปมถอดถอน

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะส่งสำนวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ให้ สนช.พิจารณาดำเนินการถอดถอนว่า คาดว่าสัปดาห์หน้า ป.ป.ช.จะส่งสำนวนดังกล่าวมาให้ สนช.ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนฝ่ายธุรการ ส่วนสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และสำนวนถอดถอนอดีต ส.ว. 39 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.อยู่ระหว่าง ป.ป.ช.พิจารณา สนช.จะไม่ขอเรื่องมาพิจารณารวมกับ 2 สำนวนแรก ถือว่ายังอยู่ในดุลพินิจของ ป.ป.ช. ไม่ควรชี้นำหรือก้าวล่วงการพิจารณาถอดถอน สนช.จะพิจารณาดูเนื้อหาการถอดถอนอย่างละเอียดและรอบคอบที่สุด เชื่อว่า สนช.มีอำนาจและดุลพินิจพิจารณาเองได้ ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามที่หลายฝ่ายเสนอ เนื่องจากมีกลไกของ สนช.ในการพิจารณาอยู่แล้ว แต่หากมีผู้ร้องคัดค้านต้องดูเป็นรายกรณีว่าจำเป็นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่

พท.ชงศาล รธน.ชี้ขาดอำนาจ สนช.

ด้านนายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาล และอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว และขณะนี้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งไม่มีบทบัญญัติเรื่องการถอดถอนไว้ จะทำได้เพียงแต่ถอดถอน สนช.ด้วยกันเท่านั้น อีกทั้งเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนได้รับเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยกคำร้องกรณีที่นายสมชาย แสวงการ และพวก ร้องว่าพวกตนทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 68 โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ 50 ถูกยกเลิกแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาวินิจฉัยต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้อง ก็หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการวินิจฉัย

โวยต้องยึดกติกาอย่ามุ่งแต่ล้างแค้น

“หาก สนช.จะใช้อำนาจชี้ขาดเรื่องดังกล่าวตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญปี 57 ก็ขอยืนยันเช่นเดิมว่า รัฐธรรมนูญปี 50 จบไปแล้ว อยากให้อยู่ในกฎกติกา ไม่ใช่ไปล้างแค้นกัน ขณะนี้นโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการความปรองดอง ลดความขัดแย้ง เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ เรื่องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ของ สนช.ก็เช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญปี 50 จบไปแล้ว พวก สนช.ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินก็ได้ ถ้าตีความตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่มีบทบัญญัติไว้” นายอำนวยกล่าว

นายกฯตักบาตรถวายสังฆราช

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์สามเณรจำนวน 150 รูป เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติวันที่ 3 ต.ค.และบำเพ็ญกุศลครบ 1 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ และ ครม.เข้าร่วมพิธี หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไปวางพวงมาลา สักการะพระศพสมเด็จพระสังฆราช ที่ตำหนักเพ็ชร ก่อนเดินตรวจโครงการก่อสร้างอาคาร 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และชมนิทรรศการสัมพัจฉรานุสรณ์ครบ 1 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ ที่อาคารมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย

ให้สื่อใจเย็นรอดูโฉมหน้า 250 สปช.

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับรายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯไปเพียงสั้นๆว่า “อยู่ในวัดใจเย็นๆ” พร้อมกับยกมือพนมไหว้ก่อนกล่าวคำว่า “สาธุ” และก้าวขึ้นรถไปทันทีที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ถึงเสียงวิจารณ์การคัดเลือก สปช. 250 คน อาจไม่หลากหลายครอบคลุมทุกด้านว่า สปช.ที่คัดมาครอบคลุมทุกด้าน ขอให้มั่นใจว่าต้องปฏิรูปได้ทั้ง 11 ด้าน อีกทั้ง สปช.อาจจะตั้งคณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นได้อีก เพราะไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัว และสิ่งใดที่ควรปฏิรูปอาจตั้งเพิ่มได้อีก

ว้ากยังไม่เลิกกฎอัยการศึก

ต่อมาเวลา 16.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการพิจารณาเรื่องการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกเพื่อการท่องเที่ยว มีความจำเป็นหรือไม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ถ้ายกเลิกแล้วไม่มีฆ่ากันก็โอเคนะ นี่มันยังฆ่ากันอยู่เลย อย่าเพิ่งมาพูดเลย มันจะเป็นจะตายกันรึไง ผมไม่เข้าใจ”

“หม่อมอุ๋ย” หัวชนฝาโต้ประชานิยม

ที่หอประชุมกองทัพเรือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ว่าไม่ได้เป็นนโยบายประชานิยม เพราะไม่ได้หาเสียง แต่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลดลง และต้องการให้ชาวนาที่มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของผู้มีรายได้น้อยที่สุด จะดีกว่าไปกระตุ้นในส่วนอื่น อย่างไรก็ตาม การออกนโยบายอะไรย่อมมีคนโจมตี ทั้งนี้ สำหรับราคาข้าวขณะนี้อยู่ที่ประมาณตันละ 8,000 บาท เมื่อรวมกับที่รัฐบาลช่วยเหลือจะได้ประมาณ 9,000 บาท และยืนยันว่าการจ่ายเงินช่วยชาวนาครั้งนี้ จะให้เฉพาะนาปีเท่านั้น ส่วนคนที่ทำนาปรังเป็นพวกที่มีฐานะดีมีที่ดินจำนวนมาก

โปรยเงินช่วย ปชช.ไม่ขัด รธน.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นประชานิยมว่า มาตรการนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 ซึ่งรัฐบาลแถลงนโยบายไว้ว่าสิ่งที่ทำจะไม่เป็นประชานิยม และมาตรา 35 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวร ต้องไม่ให้มีเรื่องประชานิยมที่จะนำไปสู่การหาคะแนนเสียง โดยใช้งบประมาณรัฐ เพื่อหวังผลตอบแทนทางการเมือง ดังนั้น เห็นว่า 1.มาตรการดังกล่าวไม่ขัดกฎหมาย เพราะไม่ได้นำไปสู่ประชานิยม ไม่ได้นำไปสู่การได้คะแนนเสียง แต่เป็นการช่วยเหลือประชาชน 2.ไม่ขัดข้อกำหนดองค์การการค้าโลก หรือการให้เงินอุดหนุน หรือขัดต่อพันธะระหว่างประเทศ และเมื่อมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต้องเขียนให้ชัดเจน ต้องเขียนเกราะป้องกันไม่ให้มีการนำงบประมาณไปใช้ในโครงการที่ผูกพัน ทำให้เกิดหนี้ยาวนานแลกกับคะแนนนิยม

“บิ๊กตู่” ย้ำอย่าเชื่อคนอ้างชื่อ

กระทั่งเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยจะให้ภาครัฐช่วยเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเดิมที่กันไว้ รวมถึงงบลงทุนปี 2558 ให้สามารถเบิกจ่ายได้ในไตรมาสแรกของปีหน้า คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้และต้นปีหน้ากว่า 250,000 ล้านบาท หากทุกฝ่ายร่วมมือจะช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ในช่วงวิกฤติทั่วโลก ทั้งนี้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกำกับตรวจสอบ ไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าพบรายงานเข้ามาเราจัดคณะกรรมการไปตรวจพบ จะรีบลงโทษโดยเร็วและหยุดดำเนินการ ดังนั้น อย่าไปเชื่อคำแอบอ้าง คสช. รัฐบาล อ้างว่าตนหรือใครสั่งมา ไม่มีทั้งสิ้น ขอให้ตรวจสอบและยืนยันมาที่รัฐบาล

แจกเงินตั้งใจจริงช่วยชาวนา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการช่วยเหลือชาวนาที่มีรายได้น้อยว่ารัฐบาลเข้าใจดีถึงความเดือดร้อนของพี่น้องชาวนา ซึ่งใกล้หน้าเก็บเกี่ยวรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงราคา จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด รัฐบาลมีแนวทางช่วยเหลือทางการเงินเป็นมาตรการช่วยเหลือที่ดีกว่าเพื่อแบ่งเบาภาระ โดยมติ ครม.จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาผู้มีรายได้น้อย มีที่ทำกินขนาดเล็กโดยจะจัดสรรเงินจำนวน 1,000 บาทต่อไร่ แต่ไม่เกิน 15,000 บาท เฉพาะชาวนาที่ปลูกข้าวในปี 2558 เท่านั้น ส่วนที่ทำนาปรังไม่ได้เพราะปัญหาเรื่องน้ำมีอยู่ และยังได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งให้ความรู้ ความช่วยเหลือในเรื่องเกษตรผสมผสานเกษตรอินทรีย์

หวัง สปช.ทำหน้าที่ดีที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า กรณีการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผู้สมัครเข้ามากว่า 7,000 คน ตั้งใจเข้ามาช่วยเหลือประเทศชาติ เราไม่สามารถจะเลือกทุกคนเข้ามาในสภาปฏิรูปได้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่าจะพยายามหาวิธีให้ทุกคน และทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยให้ได้มากที่สุด ตนไม่ต้องการมุ่งหวังสิ่งใดจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องการให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ฉะนั้นต้องหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้ง ประเทศไทยมีความเสียหายมามากพอแล้ว อย่ากลับไปอีกเลย ช่วยกันคลี่คลาย ช่วยกันนำพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรืองเพื่อลูกหลานของเราดีกว่า

วอนสื่อเข้าใจการทำงานรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า สำหรับการตอบคำถามสื่อมวลชนนั้น ไม่เคยไปปิดกั้นอะไรเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน สื่อเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาสังคม ต้องดำรงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความเป็นกลางเสนอข่าวข้อเท็จจริงที่มีการตรวจสอบ ปราศจากข้อคิดเห็นเป็นอคติ ถ้าดีก็ว่าดี ไม่ดีก็บอกมาจะแก้ไขให้ หากไปชี้นำจะเกิดความเข้าใจผิดอย่างต่อเนื่อง การเสนอข่าวด้านเดียวทำให้สังคมวุ่นวายเกลียดชัง ดังนั้นต้องมีสติทั้งผู้ทำสื่อและ
ผู้เสพ ผู้อ่าน ผู้นำเสนอต้องมีความเป็นกลางตรวจสอบจนมั่นใจแล้วจึงเผยแพร่ ต้องระมัดระวังเพื่อเป็นประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม เพราะตนไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องอะไรอยากรู้ให้ถามมา โดยจะพูดในรายละเอียดให้น้อยลง เพราะในการปฏิบัติเป็นเรื่องของกระทรวง ทบวง กรม รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง

มทภ.1 จัดชุด ชป.กร.ตามเก็บข้อมูล

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมแนวทางการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการมวลชนกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ชป.กร.) กองทัพภาคที่ 1 ในพื้นที่ กทม. และเขตปริมณฑล 335 นาย พล.ท.กัมปนาท กล่าวว่า ตามโรดแม็ประยะที่ 2 ทหารจึงลดกำลัง กกล.รส.ลง เพื่อประหยัดงบประมาณและให้ประเทศกลับไปสู่การใช้กฎหมายปกติ แต่ยังมีชุดกิจการพลเรือนหรือ ชป.กร.ชุดละ 5 คนต่อเขต ทำงานคู่ขนานกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนใน กทม.และปริมณฑล ทั้งเรื่องสถาบันและประชาธิปไตย สะท้อนมุมมองและปัญหาจากประชาชนส่งให้ สปช. เป้าหมายให้เกิดความปรองดอง สร้างบรรยากาศไปสู่การเลือกตั้ง อย่ามองแง่ร้ายว่าจะไปสลายสีเสื้อหรือเอาไปเทียบกับการจัดชุดลงหมู่บ้านเหมือน คมช.ส่วนจะมีการยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือไม่ ขณะนี้มีทุกฝ่ายประเมินอยู่ ในฐานะหน่วยปฏิบัติยินดีจะดำเนินการตามนโยบายของนายกฯ แต่ทุกฝ่ายต้องประเมินร่วมกัน ต้องรอบคอบ อย่าผลีผลาม สำหรับความเป็นห่วงเรื่องคลื่นใต้น้ำต้องดูทุกมิติ แต่จะรักษาสภาพแวดล้อมให้เกื้อกูลต่อการเดินหน้าประเทศไทย

รบ.ยันไม่แทรกแซงตั้ง ปธ.สปช.

ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายมองว่าโผรายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ออกมาไม่มีความหลากหลายว่า ขั้นตอนการคัดเลือก 250 คนต้องผ่านหลายด่าน คณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะใช้วิธีการลงคะแนน คะแนนเต็ม 7 ผู้ได้รับคัดเลือกจะได้คะแนน 5-7 คะแนน เชื่อว่าวิธีดังกล่าวสร้างความหลากหลายได้ และคาดว่ารายชื่อ สปช.จะได้รับการโปรดเกล้าฯลงมาเร็ววันนี้ หลังการรายงานตัวแล้วจะนัดเรียกประชุมครั้งแรก เพื่อเลือกประธาน ขั้นตอนนี้รัฐบาลหรือใครไม่สามารถแทรกแซงได้ หนักใจเพียงแค่ สปช.มาคนละทิศละทาง ไม่รู้จักคุ้นเคยกัน ต้องกำหนดกระบวน การสรรหาให้ชัดเจน ส่วนบทบาทประธานมีไม่มาก ไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายใครได้ จากนั้นตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน ภายใน 15 วัน นับแต่วันประชุม สปช.ครั้งแรก ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือกจะมีการตั้งเวที แล้วนำข้อเสนอแนะส่งรัฐบาล สนช.หรือ คสช.

“จาตุรนต์” หวั่นปฏิรูปเลือกข้าง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าสิ่งที่ต้องรีบทำเมื่อมี สปช.แล้ว ถึงแม้ว่าสังคมไทยไม่อาจหวังอะไรจากการปฏิรูปที่กำลังจะทำกันอยู่นี้สักเท่าใด แต่เราไม่ควรปล่อยให้เกิดความเสียหายมากจนเกินไป เมื่อพิจารณาจากที่มาและรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นสมาชิก สปช.แล้วจะเห็นว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะดูจะจำกัดอยู่ในแวดวงของผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต กับผู้ที่สนับสนุนหรือเรียกร้องให้มีการรัฐประหารเสียเป็นส่วนใหญ่ การจะปฏิรูปโดยคนเพียงส่วนหนึ่งในฟากหนึ่งของสังคม อาจกลายเป็นการสร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้น หรือซ้ำเติมปัญหาเดิมให้หนักยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องรีบเปิดโอกาสให้ผู้คนที่หลากหลายสามารถเสนอความคิดเห็น และมีส่วนร่วมได้มากกว่าที่เป็นอยู่โดยเร็ว

“บิ๊กต๊อก” เดิมพันพลาดไปทั้งคู่

ที่สำนักงาน ป.ป.ท. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม แถลงถึงการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมว่ามาจากการเสนอชื่อโดย รมว.ยุติธรรม ไม่ใช่การเสนอชื่อจากบุคคลภายนอก ตนเคารพในข้อสงสัยของทุกคน แต่ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำงาน จึงต้องพิสูจน์กันด้วยงาน ส่วนจะใช้เวลาพิสูจน์เท่าไหร่ ไม่ได้ตั้งกรอบเวลาไว้ การแต่งตั้งคนเพื่อขับเคลื่อนงาน หากทำงานไม่ได้หรือทำให้สังคมเดือดร้อน นายกฯคงไม่ปล่อยไว้ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วย คือไปทั้งรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง คนที่ถูกตั้งมาก็ต้องไป ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความสุข เพื่อให้มั่นใจว่าเสนอชื่อไปไม่ผิดพลาด อย่างไรก็ตาม คงไม่ต้องเรียกประชุมผู้บริหารกระทรวง เพื่อปรับความเข้าใจหรืออธิบาย อะไรแต่จะมีการพูดคุยในการเรียกประชุมย่อยรายกรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการสัมภาษณ์ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ยืนฟังอยู่ด้านนอกห้องแถลงข่าว แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยใช้มือปิดปาก แล้วรีบเดินเลี่ยงออกไป

“วัชระ” หนุนรื้อ ก.ม.ปฏิรูปดีเอสไอ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยในการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสม–จิตร์ มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม การตั้ง การแต่งตั้งโยกย้ายควรคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และข้าราชการในกระทรวงก่อน เช่นเดียวกับการตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่ที่มีข่าวว่าจะเป็นนายตำรวจก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า จะมีการปฏิรูปองค์กรดีเอสไอให้กลับมาเป็นที่หวังของประชาชนได้ หลังจากหน่วยงานนี้ไปรับใช้นักการเมืองกลั่นแกล้งฝ่ายตรงกันข้าม แต่ควรแก้ไขกฎหมายเปิดช่องให้คณะกรรมการคดีพิเศษใช้ดุลพินิจกำหนดให้ชัดเจนว่า คดีใดจะเป็นคดีพิเศษ ป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางนี้รับคดีพิเศษกลั่นแกล้งฝ่ายตรงกันข้ามอย่างที่ผ่านมา

ยื่นสอบ “อดุลย์” ไม่ถอดยศ “ทักษิณ”

นายวัชระ กล่าวว่า จะไปยื่นหนังสือต่อประธาน ป.ป.ช.เพื่อกล่าวโทษ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. กรณีไม่ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตามระเบียบราชการ ทั้งที่มีข้อยุติจากผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยขอให้ชี้มูลความผิดอาญาและวินัยข้าราชการตำรวจตามอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติ และสัปดาห์หน้าจะไปยื่นหนังสือถึงพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามความเห็นผู้ตรวจการแผ่นดิน และจะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะกำกับดูแล สตช.เพื่อให้ สตช.ปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้