วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
4 ต.ค. 2557 05:01 น.
เฝ้าระวัง “อีโบลา” เชื้อร้ายมหันตภัยโลก

เฝ้าระวัง “อีโบลา” เชื้อร้ายมหันตภัยโลก

โดย
4 ต.ค. 2557 05:01 น.
  • Share:

“อีโบลา 2014” ทำลายสถิติที่ผ่านมา นับแต่มีการระบาดตั้งแต่ปี 1976 และทวีความรุนแรง...โดยมีผู้เสียชีวิตในเดือนที่แล้วมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 7 เดือนที่ผ่านมา

ข้อมูลยืนยันจากบทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์นายแพทย์ ไมเคิล คาลาแฮน (Michael Callahan)โรงเรียนแพทย์ฮาร์เวิร์ด (Harvard Medical School) สหรัฐอเมริกา และศาสตราจารย์พิเศษ (visiting Professor) ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ฯ www.cueid.org

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 23 กันยายน 2557 พบผู้ป่วยสะสม 6,553 ราย เสียชีวิต 3,083 ราย ประเทศที่ระบาดรุนแรงกว้างขวาง ได้แก่ 3 ประเทศ คือ กินี 1,074 ราย...ตาย 648, ไลบีเรีย 3,458 ราย...ตาย 1,830, เซียร์ราลีโอน 2,021 ราย...ตาย 605

ประเทศที่มีการระบาดในวงจำกัด คือ ไนจีเรีย 20 ราย...ตาย 8, เซเนกัล 1 ราย ไม่เสียชีวิต, คองโก 70 ราย...ตาย 42 และที่เฝ้าระวังคือไอวอรีโคสต์ซึ่งมีพื้นที่ติดกับไลบีเรียที่มีการระบาดใหม่ ในอำเภอ Maryland และ Grand Kru

คุณหมอไมเคิลมีประสบการณ์ตรง ทำงานเกี่ยวกับโรคติดเชื้อร้ายแรงทั่วโลกรวมถึงทวีปแอฟริกา และร่วมอยู่ในทีมอีโบลาในแอฟริกาหลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา...รวมทั้งล่าสุดในปีนี้และเดินทางกลับเมื่อเดือนกันยายนนี้ รวมทั้งกำลังเตรียมตัวกลับไปอีกเพื่อนำความช่วยเหลือไปให้ผู้ป่วย

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา คาดประมาณจำนวนผู้ป่วยในประเทศไลบีเรียและเซียร์ราลีโอน โดยใช้แบบจำลองสถานการณ์ โดยถ้าประสิทธิภาพการควบคุมโรคในปัจจุบันไม่ดีขึ้น...

ภายในปลายเดือนมกราคม 2558 จะพบผู้ป่วยประมาณ 550,000 คน

แต่ถ้าข้อมูลขณะนี้มีการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริง สถานการณ์น่าจะเลวร้ายกว่านี้ โดยที่ตัวเลขจะสูงขึ้นเป็น 1.4 ล้านคน

สถานการณ์การแพร่กระจายรวดเร็วขึ้น จากการที่ระบบสาธารณสุขในประเทศระบาดอ่อนล้าใกล้พังพาบ และบุคลากรสาธารณสุขติดเชื้อเสียเอง...แม้ว่าการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อจะค่อนข้างตรงไปตรงมาด้วยเครื่องป้องกันมาตรฐานไม่หรูหรา แต่ในแอฟริกาขาดแคลนอุปกรณ์อย่างหนัก จนแม้แต่แพทย์ พยาบาลติดเชื้อและเสียชีวิตไปด้วย...

ผลกระทบไม่เพียงแต่จำนวนป่วย เจ็บ ล้มตาย แต่กระทบความมั่นคง เศรษฐกิจ ระบบการศึกษาโรงเรียนเปิดไม่ได้ และที่สำคัญคือกระทบระบบสาธารณูปโภค น้ำ ไฟ และก่อให้เกิดความหมางเมินระหว่างผู้นำประเทศในแอฟริกา

ประสบการณ์ตรง ณ ถิ่นระบาดในแอฟริกา... “ไวรัสอีโบลา” ติดต่อจากสัตว์ป่าสู่คนและคนสู่คน ลิงแอฟริกัน ชิมแปนซี ค้างคาวเป็นตัวแพร่ โดยเฉพาะค้างคาว ทั้งนี้ โดยที่ค้างคาวจะไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น และน่าจะเป็นตัวการสำคัญตั้งแต่เริ่มพบการระบาดตั้งแต่ปี 1976 หรือปี 2519

ทั้งนี้...จากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อโดยตรงจากการนำมาฆ่าชำแหละเป็นอาหาร การติดต่อจากคนป่วยผ่านทางการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ เลือด น้ำนม น้ำอสุจิ และสิ่งคัดหลั่งในช่องคลอดจากเพศสัมพันธ์ โดยที่ไวรัสจะอยู่ในน้ำนม อสุจิ น้ำในช่องคลอดได้นานหลายเดือน

การสัมผัสยังรวมถึงการปนเปื้อนมาที่ปาก เยื่อบุจมูก ตา และแม้แต่การไอ จาม มีละอองฝอยกระเด็นเข้าหน้า และการที่สิ่งคัดหลั่งกระเด็นติดตามเสื้อผ้า เครื่องใช้ ที่นอน เอามือไปป้ายสัมผัสเครื่องใช้เหล่านี้มาขยี้ตา หรือสัมผัสเยื่อบุต่างๆ

ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดในแอฟริกาติดเชื้อจากการที่เฝ้าดูแลคนป่วยในครอบครัว โดยที่ไม่มีชุดป้องกันตัว ถุงมือ หมวก กาวน์กันน้ำ และอาการเริ่มต้นเหมือนกันหมด คือ ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยลำตัว ปวดหัวรุนแรง และคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ประมาณร้อยละ 20 ที่คุณหมอไมเคิลเจอที่คลินิกจะมาด้วยเจ็บคอ เป็นอาการแรก...

เมื่อโรคลุกลาม อาการท้องเสียจะรุนแรงมากขึ้น จนเกิดภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ โดยเฉพาะร่างกายขาดเกลือแร่โปแตสเซียม และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตตั้งแต่เนิ่นๆ

“การที่ท้องเสียรุนแรงทำให้มีการปนเปื้อนเรี่ยราดไปทั่ว” คุณหมอไมเคิลและทีมเชื่อว่า อุจจาระจากการที่มีท้องเสียเป็นการแพร่กระจายโรคที่สำคัญที่สุดทางหนึ่ง ส่วนอาการที่มีตกเลือดทั้งตัวที่
น่ากลัวนั้นพบไม่มากนัก เนื่องจากเสียชีวิตไปก่อนหน้าจากท้องเสีย ช็อก เกลือแร่แปรปรวนในเลือด

...แต่เมื่อมีการตกเลือด จะมีเลือดออกทางจมูก ปาก กระเพาะอาหาร และบางคนตกเลือดได้ทันทีทันใด และตายภายใน 1 ชั่วโมง สำหรับระยะฟักตัวของโรคตั้งแต่ได้รับเชื้อเข้าร่างกายจนมีอาการเริ่มแรกจะตกอยู่ภายใน 21 วัน...โดยที่อาจมีอาการออกมาเร็วภายใน 2-3 วันก็ได้...ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยตายภายใน 8 วัน

ขณะนี้ที่คลินิกในไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และในประเทศที่ระบาดเริ่มมีการนำยาและวัคซีนหลายชนิดเข้ามาใช้ แม้ว่ายาจะอยู่ในขั้นทดลองก็ตาม แต่หัวใจสำคัญที่ช่วยชีวิตในทีมของคุณหมอไมเคิลที่มอนโรเวีย คือ การรักษาประคับประคองชีพ ซึ่งจะทำให้ลดการเสียชีวิตลงไปได้ถึง 24 เปอร์เซ็นต์

ในแง่การช่วยชีวิตก็เหมือนกับที่ในประเทศไทยรักษาผู้ป่วยท้องร่วงอย่างรุนแรง เช่นจากอหิวาตกโรค...ด้วยการให้น้ำเกลือแร่ทางปาก ทางเส้นเลือด ทดแทนเกลือแร่ โปแตสเซียม แมกนีเซียม และเกลือคาร์บอเนต และรักษาโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียแทรกซ้อน

ที่สำคัญคือ คนไข้แอฟริกันหลายรายถูกเหมารวมว่าเป็นอีโบลา ทั้งๆที่เป็นมาลาเรีย ไทฟอยด์ หรือโรคอื่นๆ

คุณหมอไมเคิล ย้ำว่า ถ้าเกิดมีอีโบลาในประเทศไทย ต้องตระหนักว่าควรต้องตรวจหาโรคประจำในบ้านเราก่อนด้วย ยกตัวอย่างเช่น ไข้เลือดออกเด็งกี่ (dengue) ไข้ตัวงอ...ไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya) ติดเชื้อริกเก็ตเชีย เช่น ไทฟัส และแม้แต่ไข้หวัดใหญ่เองก็ตาม

คุณหมอไมเคิลได้แสดงความชื่นชมศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกฯที่ได้เฝ้าระวังโรคจากสัตว์ป่าสู่คนในประเทศไทยมานาน 12 ปี โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ฯได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำการตรวจค้างคาวไทย 699 ตัว ในภูมิภาคต่างๆ และลิง 50 ตัว...

ไม่พบ...ไวรัสในน้ำลาย เยี่ยว หรือมูล และตรวจหาหลักฐานของการติดเชื้อหรือแอนติบอดีในน้ำเหลืองในค้างคาวอีก 500 ตัว ไม่พบว่า...มีการติดเชื้อ

“นี่เป็นการเตรียมความพร้อม” คุณหมอไมเคิล ว่า “อีโบลามีต้นกำเนิดจากค้างคาวและแพร่สู่สัตว์อื่นๆ เช่น ลิง แม้แต่สัตว์ฟันแทะ และแพร่สู่คนต่อได้...นำมาซึ่งการที่ทางศูนย์ฯสามารถทำการตรวจ
ผู้อยู่ในข่ายสงสัยในประเทศไทยได้เลย”

การระบาดของเชื้อร้าย “อีโบลา” แม้ว่าจะน่ากลัว แต่การเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรการรัดกุม ชัดเจน จะช่วยให้มหันตภัยร้ายลดความน่าสะพรึงกลัวลงไปได้.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้