วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
SPDR ถือทองลดลง 1.19 ตัน

SPDR ถือทองลดลง 1.19 ตัน

  • Share:

ราคาทองคำอ่อนตัวลงในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามา แต่โดยรวมแล้วการเคลื่อนไหวของราคาทองยังเป็นการแกว่งตัวในกรอบค่อนข้างแคบ...

ก่อนที่จะปิดตลาดทรงตัวใกล้ระดับปิดของวันพุธ ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรปในช่วงเย็นวานนี้ ยังไม่มีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ เพิ่มเติม และมาตรการที่เตรียมนำมาใช้นั้น นักลงทุนบางส่วนยังไม่มั่นใจว่าจะเพียงพอสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มยุโรป โดยราคาทองปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ 1,214.90 ดอลลาร์ ต่อ ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.70 ดอลลาร์ ราคาทำจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดที่ 1,208 และ 1,222 ดอลลาร์ ต่อ ออนซ์ ตามลำดับ ส่วนราคาซื้อขายทองคำแท่งในประเทศชนิด 96.5% เมื่อวานนี้ ขายออกที่บาทละ 18,700 บาท และรับซื้อคืนที่บาทละ 18,600 บาท กองทุน SPDR รายงานว่าได้ลดปริมาณการถือครองทองคำลงราว 1.19 ตัน ส่งผลให้ปัจจุบันกองทุนถือครองทองคำรวม 767.47 ตัน

ประธานธนาคารกลางยุโรปได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมวานนี้ว่า ธนาคารกลางยุโรปจะเริ่มซื้อตราสารหนี้ที่ค้ำประกันด้วยสินเชื่อคุณภาพ (covered bonds) จากธนาคารพาณิชย์ในช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป และจะซื้อตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ABS- Asset-backed securities) ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซน และโครงการดังกล่าวจะใช้เวลาในการดำเนินการอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสินเชื่อและสนับสนุนการปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจยูโรโซน และประเมินว่ามาตรการต่างๆ ที่ธนาคารกลางยุโรปนำมาใช้นั้น จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อเคลื่อนไหวใกล้ระดับเป้าหมาย ประธานธนาคารกลางยุโรปยังกล่าวด้วยว่า ธนาคารกลางยุโรปมีเป้าหมายที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ด้วยการขยายงบดุลให้อยู่ในระดับเดียวกับในช่วงต้นปี 2555 โดยมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ดังกล่าวควบคู่กับการใช้มาตรการ TLTRO จะช่วยให้งบดุลของอีซีบีมีมูลค่าสูงเกือบแตะระดับ 3 ล้านล้านยูโร หรือ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ เหมือนกับในช่วงต้นปี 2555 และมาตรการใหม่นี้จะช่วยหนุนภาคส่วนต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจและเป็นช่องทางสำคัญในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ส่วนอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปนั้น ในการประชุมวานนี้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปมีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ระดับติดลบ 0.2% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ที่ระดับติดลบ 0.3% ส่วนรายงานข้อมูลจากสหรัฐฯ ในช่วงค่ำที่ผ่านมานั้นออกมาค่อนข้างไร้ทิศทาง โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเปิดเผยว่ายอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนสิงหาคมหดตัวลง 10.1% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2535 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 9.3% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยก่อนหน้านี้มาร์กิตเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงแตะ 57.5 ในเดือนกันยายน จากระดับ 57.9 ในเดือนสิงหาคม

นอกจากนี้สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ภาคการผลิตของสหรัฐฯขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงในเดือนกันยายนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นเดือนที่ภาคการผลิตขยายตัวในอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 ส่วนรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ปรากฏว่ามีผู้ขอรับสวัสดิการลดลง 8,000 ราย สู่ระดับ 2.87 แสนราย สวนทางกับผลสำรวจที่ประเมินว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ 2.97 แสนราย นักลงทุนต่างรอติดตามรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐซึ่งผลสำรวจประเมินว่าจะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น 2.13 แสนราย จากเดือนก่อนที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.42 แสนราย ในขณะที่อัตราการว่างงานจะทรงตัวอยู่ที่ 6.1%

ส่วนภาพการเคลื่อนไหวทางเทคนิคของราคาทองคำซึ่งวานนี้ราคาทองฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องจากการซื้อขายวันพุธ แต่โดยรวมเป็นการแกว่งตัวในกรอบแคบ และปิดตลาดเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ในขณะที่เครื่องมือทางเทคนิคบางชนิดเคลื่อนไหวในระดับขายมากเกินไป และมีสัญญาณการกลับตัวเกิดขึ้น ดังนั้นหากราคาทองคำยังสามารถทรงตัวเหนือแนวรับบริเวณ 1,200 ดอลลาร์ ต่อ ออนซ์ ได้ ยังคงมีแนวโน้มที่ราคาทองจะเริ่มมีการฟื้นตัวกลับ โดยมีแนวต้านของวันอยู่ที่บริเวณ 1,200-1,225 และ 1,240 ดอลลาร์ ต่อ ออนซ์ ตามลำดับ.