วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปัด‘ประยุทธ์นิยม’ แจกเงินชาวนา

ปัด‘ประยุทธ์นิยม’ แจกเงินชาวนา

  • Share:

คลังฟุ้งกระตุ้นจีดีพี ขั้วการเมืองรุมเย้ย

รัฐบาลดาหน้าปฏิเสธเดินซ้ำรอยประชานิยม “สมหมาย” ฟุ้งแจกเงินชาวนาช่วยกระตุ้นจีดีพีโต 2% ปัดแหลก “ประยุทธ์นิยม” โมเดล จ่อดัน ก.ม.มรดกเข้า ครม.ปลายเดือน ธ.ก.ส.เด้งรับ 20 ต.ค. เริ่มจ่ายได้ แถมโปรโมชั่นคืนความสุขกันล้นทะลัก “บิ๊กป๊อก” ปัดไล่แจกเงินหวังซื้อใจกลุ่มรากหญ้า เพื่อไทยเกทับมาตรการแค่นี้ยังจิ๊บๆ เย้ยก็ประชานิยมอีหรอบเดียวกัน “กรณ์” ชี้ไม่ต่างกับเช็คช่วยชาติ ศึกโยกย้ายระอุ “บิ๊กต๊อก” ซัดกลับ “หมอพรทิพย์” ใช้ตาชั่งคนละตัว ย้ำ “ชัชวาลย์” เหมาะสมสุด “บิ๊กโด่ง” แบ่งงาน 4 เสือ ทบ. น้อง “ประยุทธ์” คุมถุงเงิน ตั้งเพื่อน ตท.14 นั่ง ผอ.ททบ.5 “พรเพชร” ปัดแทงกั๊กอำนาจถอดถอน โยนที่ประชุม สนช.ตัดสิน “วิษณุ” ชี้ช่องมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายได้ ใครเสียประโยชน์ให้ส่งศาล รธน. ป.ป.ช.ได้ฤกษ์เปิดกรุสมบัติ 195 สนช. “จตุพร” จวก “สมชาย” ตัวเต้าข่าวจัดวันเกิด

หลัง ครม.คลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นไปที่กลุ่มรากหญ้า โดยเฉพาะมาตรการจ่ายเงินอุดหนุนให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าสุดท้ายรัฐบาล คสช.ก็หนีไม่พ้นวงจรประชานิยม ล่าสุดนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ยืนยัน ธ.ก.ส.จะเริ่มจ่ายเงินชาวนาได้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.

“บิ๊กตู่” สั่งเตรียมงานสโมสรสันนิบาต

เมื่อเวลา 08.25 น. วันที่ 2 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ด้วยรถเบนซ์กันกระสุนสีดำ ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร มี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ น.ส.เรณู ตังคจิวรางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง รอรับที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้ พล.อ.วิลาศ เตรียมการประชุมจัดงานสโมสรสันนิบาต เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ในวันที่ 7 ธ.ค.57

ชวนยุ่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายชิเกะคะสุ ซะโต เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นำนายมิโนะรุ คิอุชิ รมช.ต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะผู้แทนพิเศษรัฐบาลญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งถือเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศชาติแรกที่เข้าพบ ภายหลังการหารือ ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รมช.ต่างประเทศญี่ปุ่นนำสารนาย ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงความยินดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมเชิญให้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยนายกฯอธิบายเหตุผลความจำเป็นการเข้าบริหารแผ่นดินของ คสช. ซึ่งนายมิโนะรุเข้าใจ สถานการณ์และขอให้ไทยเดินตามโรดแม็ปที่วางไว้ รวมทั้งดูแลนักลงทุนชาวญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นแสดงความสนใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบริหารจัดการน้ำ และยืนยันจะเดินหน้าร่วมลงทุนพื้นที่ทวายในเมียนมาร์ และขอไทยผ่อนปรนมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าอาหารญี่ปุ่น ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์รับปากดูแลให้

จากนั้นนายมิโนะรุ คิอุชิ เข้าหารือทวิภาคีกับ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยนายดอนเปิดเผยว่า ได้หารือถึงความร่วมมือและการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ถก “เต็ง เส่ง” เปิดตลาดเมียนมาร์

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างวันที่ 9-10 ต.ค.ว่า ภารกิจวันแรกจะพบปะหารือเต็มคณะกับนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม จากนั้นช่วงค่ำรัฐบาลเมียนมาร์จัดพิธีเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ วันที่สองนายกฯและคณะจะพบปะกับนักธุรกิจไทย ที่ไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ เพื่อหารือถึงการลดอุปสรรคด้านการค้าการลงทุน ที่รัฐบาลไทยจะได้หารือขอความร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันมีนักธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยไปลงทุนที่ประเทศเมียรมาร์ในหลายด้าน

ทำเนียบฯซ้อมแผน รปภ.วีไอพี

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ น.ส.เรณู ตังคจิวรางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นประธานการประชุมทีมรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ในทำเนียบรัฐบาล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลฝ่ายพลเรือน เข้าร่วมประชุมซักซ้อมแผน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มผู้เรียกร้องต่างๆ ที่อาจเดินทางมาชุมนุมบริเวณทำเนียบฯ โดยให้หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการรักษาความปลอดภัย ให้รู้ว่าเมื่อเกิดเหตุหน่วยไหนจะทำหน้าที่อะไร เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยมีประสิทธิภาพ และนำแผนกลับมารายงานต่อที่ประชุมในครั้งต่อไป

ฟุ้งแจกเงินชาวนาช่วยกระตุ้นจีดีพี

ที่กระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 1 ต.ค. ทั้งแผนการจ้างงาน เร่งรัดการเบิกจ่าย รวมถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา 1,000 บาทต่อไร่ ว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจ ไทยปีนี้ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากภาคส่งออกขยายตัวได้มากขึ้นน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 2 วันก่อนคุยกับ รมช.มหาดไทยบอกว่าเงินท้องถิ่นจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วพอสมควร รัฐบาลยังคาดหวังว่ารายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ตรง จะเป็นปัจจัย หนึ่งที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ 3 เดือนนี้ ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้หารือทั้งมาตรการดูแลนักท่องเที่ยว มาตรการทางด้านภาษีที่จะเข้ามาช่วยเหลือ

ปัดแหลกไม่ใช่ “ประยุทธ์นิยม”

นายสมหมายกล่าวว่า สำหรับโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา 1,000 บาทต่อไร่ เม็ดเงินนี้จะเริ่มจ่ายให้ชาวนาได้ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.เป็นต้นไป ยืนยันไม่ใช่ประชานิยม หรือ “ประยุทธ์นิยม” อย่างที่หลายฝ่ายระบุ แต่เป็นมาตรการที่มีเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ คือ 1. เห็นว่าปัจจุบันยังมีชาวนาที่ยากจนจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อน ขณะที่ราคาข้าวในปัจจุบันก็ตกต่ำกว่าระดับที่ชาวนาจะอยู่ได้ จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อลดต้นทุนการผลิต 2. ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะส่งออกไม่ได้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจมาก ถ้ารัฐบาลงอมืองอเท้าจะทำให้เศรษฐกิจแย่ลง ดังนั้น กลุ่มชาวนากลุ่มผู้มีรายได้น้อย จึงเป็นกลุ่มที่รัฐบาลเห็นว่าเหมาะสมที่จะเข้าไปกระตุ้นเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย แต่ไม่ใช่มาตรการถาวร เป็นมาตรการที่ทำเพียงครั้งเดียว

ดัน ก.ม.มรดกเข้า ครม.ปลาย ต.ค.

รมว.คลังกล่าวอีกว่า ส่วนการชะลอแผนขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพราะเห็นว่าไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก แนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้ปิดตาย แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะทำระยะนี้ ขณะนี้ต้องโฟกัสไปที่การช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมากกว่า ส่วนเรื่องภาษีมรดกกระทรวงการคลังพร้อมนำเข้า ครม.ปลายเดือน ต.ค. หรือต้นเดือน พ.ย. คาดว่าราวกลางเดือน ต.ค.สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะส่งร่างฉบับที่พิจารณามาให้ มั่นใจว่าจะทันบังคับใช้ภายในปี 2558 ซึ่งกระทรวงการคลังพยายามปิดช่องโหว่ของกฎหมาย และอัตราการจัดเก็บภาษีร้อยละ 10 สำหรับทรัพย์สินมรดกที่เกินกว่า 50 ล้านบาทนั้นยังเป็นอัตราเดิม แต่จะเปิดช่องให้มีการปรับแก้อัตราการจัดเก็บได้ภายใน 3-5 ปี หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ ส่วนร่างภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างจะเสนอเข้า ครม.ต่อจากร่างกฎหมายภาษีมรดกอย่างกระชั้นชิด เบื้องต้นจะกำหนดให้มีผลบังคับใช้หลังจากประกาศใช้ประมาณ 1 ปีครึ่ง ระหว่างนี้ต้องเร่งให้กรมธนารักษ์ประเมินราคาที่ดินทั่วประเทศให้ครบ 30 ล้านไร่ด้วย ให้สอดรับกับกฎหมายฉบับนี้

ธ.ก.ส.เริ่มจ่ายเงินชาวนา 20 ต.ค.

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการ ขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในฤดูกาลผลิตปี 2557/58 ที่ดำเนินการร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้แล้วทั้งสิ้น 2.87 ล้านครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 88 จากเป้าหมาย 3.5 ล้านครัวเรือน ส่วนเกษตรกรที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกประมาณ 600,000 ครัวเรือน คาดว่าจะขึ้นทะเบียนได้ทันการเริ่มเบิกจ่ายวันที่ 20 ต.ค.นี้ เพราะ ธ.ก.ส.มีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว

นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ปัจจุบัน ธ.ก.ส.มีสภาพคล่องมากกว่า 100,000 ล้านบาท เชื่อว่าสามารถรองรับมาตรการอุดหนุนต้นทุนชาวนาไร่ละ 1,000 บาทของรัฐบาล ที่คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 40,000 ล้านบาทได้โดยไม่มีปัญหา ธ.ก.ส.จะสำรองจ่ายเงินให้รัฐบาลก่อน และให้รัฐบาลตั้งงบประมาณประจำปี 2559 จ่ายคืนภายหลัง คาดว่าจะเริ่มโอนเงินเข้าสู่บัญชีชาวนาได้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.เป็นต้นไป

คืนความสุขโปรโมชั่นล้นทะลัก

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้เปิดตัวสินเชื่อ 3 โครงการช่วยเหลือชาวนาตามมติ คสช. ประกอบด้วย 1.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีรายละไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน รัฐบาลรับภาระจ่ายดอกเบี้ยชดเชยให้ ธ.ก.ส.แทนเกษตรกร ในวงเงินชดเชยดอกเบี้ย 2,292 ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าว วงเงินรวม 17,280 ล้านบาท เป้าหมายพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน จำนวนข้าวเปลือกรวม 1.5 ล้านตัน เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย.2557-30 ก.ย.2558 และ 3.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อเพื่อนำไปรวบรวมข้าว 18,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อเพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม 2,000 ล้านบาท

ปัดไล่แจกเงินหวังซื้อใจชาวนา

ที่องค์การตลาด ถนนกำแพงเพชร 6 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบให้รองนายกรัฐมนตรีแบ่งความรับผิดชอบติดตามการใช้งบประมาณรายจ่ายเป็นกลุ่มจังหวัดว่า เป็นแนวทางที่ดี โดยกระทรวงมหาดไทยได้พูดคุยกันแล้วว่าต้องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายของรัฐต้องเอาไปใช้อย่างโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง จะมีผู้ลงไปติดตามตรวจสอบทุกเรื่อง ส่วนนโยบายจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ถือเป็นสิ่งดี เราเลือกใช้นโยบายนี้มากกว่าการไปทำวิธีอื่นที่จะมีปัญหาตามมา ที่สำคัญคือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะสนับสนุนกลไกทั้งฝ่ายปกครองและส่วนท้องถิ่น เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส และขออย่ามองว่าเป็นโครงการประชานิยม ยืนยันว่าเป็นการดูแลผู้ด้อยโอกาส ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เดี๋ยวจะกระทบเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ขอให้เป็นการไปช่วยผู้ยากไร้ก็แล้วกัน

หั่นงบอุดหนุน อปท.โปะงบลงทุน

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีมีลูกจ้างองค์การปกครองท้องถิ่น (อปท.) ร้องเรียนถูกเลิกจ้างเพราะถูกตัดงบประมาณท้องถิ่นนั้น งบประมาณท้องถิ่นปี 2558 มีการลดงบประมาณอุดหนุนทั่วไปลง เพื่อนำไปเพิ่มในงบลงทุน ซึ่งจะกระทบกับ อปท.เล็กๆ ที่ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ จากการจัดเก็บรายได้เลี้ยงตัวเองยังไม่พอ ซึ่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปตรวจสอบว่ามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหนอย่างไร จากนั้นจะพิจารณาว่าจะเยียวยาแก้ไขอย่างไร เมื่อถามต่อว่าในความเป็นจริงแล้วเพดานงบประมาณสำหรับค่าจ้างร้อยละ 40 มากเกินไปหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คิดว่าสัดส่วนนี้คงพิจารณากันมาดีแล้ว เพราะออกเป็นกฎหมาย ยังมีวิธีแก้หลายวิธีให้สามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องขยายเพดานงบประมาณ โดยขอรอดูว่ามีผลกระทบในส่วนนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วค่อยดูว่าจะแก้อย่างไร

“บิ๊กเต่า” สั่งเร่งตีปี๊บภาพมุมบวก

ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน เรียกประชุมเพื่อมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมการจัดหางาน โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามโรดแม็ปรัฐบาลและให้ทุกกรมไปสร้างอิมเมจสร้าง
ภาพลักษณ์ด้วยการไปคิดสโลแกน เพื่อให้ประชาชนจดจำ เป็นจุดขายให้คนเชื่อมั่น ศรัทธา พึ่งพาได้ อาทิ คิดไม่ออกบอกกรมพัฒน์ฯ หรือสายด่วน 1694 ของกรมการจัดหางาน เป็น 1694 โทร.ฟรีมีงานทำ ไม่ใช่โทร.ฟรีไม่มีคนรับ และห้ามขึ้นป้ายคัตเอาต์โฆษณารูปรัฐมนตรีริมทางด่วนเหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้าโฆษณางานแต่ละกรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน ให้ทำได้เต็มที่ แต่ต้องมั่นใจว่าช่วยเหลือประชาชนได้จริง

หยันอดีตปลัดยุคโบราณขอช่วยงาน

“วันนี้ผมเดินไปไหนมีคนอยากเข้ามาถ่ายรูปด้วย ต้องระวังตัว โดยเฉพาะพวกนักธุรกิจเจ้าของบริษัทจัดหางาน ไม่รู้เอารูปไปทำอะไร หรืออย่างกรณีมีรุ่นพี่คนหนึ่งอาสาพาอดีตปลัดกระทรวงแรงงานหลายคนมาช่วยงาน มาช่วยดูเงินกองทุนประกันสังคม ผมก็ไม่รับปากเพราะไม่รู้จะมาดูอะไร อดีตปลัดยุคก่อนๆที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ จะเข้ามาช่วยงานในยุคที่รัฐมนตรีเล่นไอแพด เล่นไลน์ มันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก” พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว

พท.เกทับมาตรการแค่นี้ยังจิ๊บๆ

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้ว เกรงว่าจะไม่เพียงพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจประเทศที่กำลังมีปัญหามาก ทั้งผลกระทบจากสภาวะการเมือง และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ การเร่งเบิกจ่ายงบ ประมาณอาจช่วยได้บ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนการให้เงินสนับสนุนชาวนาไร่ละ 1,000 บาทนั้น อาจน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับราคาข้าวในปัจจุบัน สิ่งที่อยากเห็นคือการทำโซนนิ่งเพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าว และกระจายการทำการเกษตรหลายประเภท โดยเฉพาะการปลูกพืชพลังงาน อยากเห็นฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น และไม่อยากให้รังเกียจนโยบายประชานิยม เพราะการช่วยเหลือประชาชนที่ยากจน ด้อยโอกาสเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่ทำให้ฐานะการเงินประเทศสั่นคลอน รัฐบาลต้องส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ และ SME แบบควบคู่กันไป หรือ Dual Track

เย้ยก็ประชานิยมอีหรอบเดียวกัน

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายแจกเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่แตกต่างไปจากนโยบายประชานิยมที่พรรคเพื่อไทยถูกโจมตีมาตลอด เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับชาวนา เพราะไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องช่วยเหลือทุกภาคส่วน ส่วนจะใช้ชื่อโครงการอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ยึดหลักการคือดูแลประชาชนให้อยู่ดีมีสุข เราเห็นด้วยที่รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกร แต่ไม่อยากให้รัฐบาลจำกัดจำนวนไร่ว่าช่วยแค่ไม่เกิน 15 ไร่ เพราะชาวนามีต้นทุนมากมาย เช่น ค่าปุ๋ย จึงอยากให้จ่ายเงินช่วยเหลือทั้งหมด ขณะเดียวกันอยากให้รัฐบาลดูแลเกษตรกรในภาพรวม ทั้งชาวสวนลำไย อ้อย มันสำปะหลังด้วย อย่าเจาะจงช่วยเหลือแค่ชาวสวนยางหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

แนะแก้ปัญหาให้ครบวงจร

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นโยบายช่วยเหลือลดต้นทุนแก่ชาวนา ดังกล่าว ไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน รัฐบาลไม่ควรให้เงินชาวนาอย่างเดียว เพราะเงิน 1,000 บาทต่อไร่ในความเป็นจริงชาวนาไม่พอใช้ และในทางปฏิบัติอาจเกิดการทุจริตสวมสิทธิกันได้ ควรแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ เช่น จัดเกษตรโซนนิ่ง แนะนำให้ชาวนาที่ประสบปัญหา ซ้ำซาก เปลี่ยนการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตและรายได้ที่ดีกว่า วางกลไกทางการตลาด และเทคโนโลยีการส่งออก ที่รัฐบาลเคยประกาศว่าจะไม่ใช้นโยบายประชานิยม เป็นเพียงแค่วาทกรรมทางการเมือง จริงๆประชานิยมคือการสนับสนุนเม็ดเงินลงไปให้ประชาชนได้ประโยชน์ อย่าไปกระดากหรืออาย เราไม่สามารถฝืนความเป็นจริงได้ มิเช่นนั้นเกษตรกรอาจได้รับความเดือดร้อน

“กรณ์” ชี้ไม่ต่างกับเช็คช่วยชาติ

นายกรณ์ จาติกวนิช อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า นโยบายแจกเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท หากคำนวณจากราคาข้าวปัจจุบัน ชาวนามีกำไรเพียงไร่ละ 1,000 บาท ดังนั้นนโยบายนี้มีผลในการเพิ่มกำไรต่อไร่ให้ชาวนาถึงเท่าตัว หลักคิดจึงไม่ต่างกับเช็คช่วยชาติในสมัยวิกฤติเศรษฐกิจปี 52 ที่ให้เงิน 2,000 บาทกับผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 15,000 ต่อเดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและกระตุ้นการบริโภค และคล้ายกองทุน SML ของรัฐบาลพลังประชาชนที่มีเจตนาเป็นทุนให้หมู่บ้านไปทำโครงการที่เป็นประโยชน์ แต่นโยบายนี้มีข้อด้อยในทางปฏิบัติคือ ข้อเท็จจริงมีชาวนายากจนไม่มีที่ทำกินของตนเองเกือบ 800,000 ครอบครัว จะรับเงินช่วยเหลือได้หรือไม่ ส่วนที่อ้างว่าแบบนี้ไม่ใช่ประชา–นิยม แต่ถ้าเป็นนักการเมืองทำเหมือนกันถือว่าใช่ ท่านคงเข้าใจแล้วว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ ประเทศไม่เสียหายก็ต้องทำ ดังนั้นอย่ามาว่ากันเลย

“พรเพชร” ปัดแทงกั๊กอำนาจถอดถอน

วันเดียวกันเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ว่า สนช.กั๊กเรื่องถอดถอนว่า ไม่ใช่เรื่องของการกั๊กว่าจะไม่ให้มีการถอดถอน แต่คำร้องถอดถอนที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นมานั้นเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งสิ้นสุดไปแล้ว จึงต้องส่งเรื่องกลับไปให้ ป.ป.ช.ทบทวน แต่ถ้า ป.ป.ช.ส่งเรื่องยืนยันความผิดมา สนช.ก็ต้องนำกลับมาพิจารณาว่าฐานความผิดนั้นยังคงมีอยู่หรือไม่ เข้ากับกฎหมายใดบ้าง เมื่อพิจารณาแล้วตนก็จะใช้ดุลพินิจบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ แต่ยังไม่สามารถบอกได้เพราะยังไม่ได้รับเรื่องจาก ป.ป.ช. ส่วนกระแสข่าวว่า สนช.คืนความสุขให้คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) ด้วยการออกประกาศเพิ่มเบี้ยประชุมนั้น ไม่มีการปรับเพิ่มเบี้ยประชุม ไม่มีการคืนความสุข มีแต่จะปรับลดโดยให้เบิกค่าเบี้ยประชุมได้วันละ 2 ครั้ง จากเดิมเบิกวันละกี่ครั้งก็ได้ตามที่เข้าประชุม

28 สนช.ใหม่ปฏิญาณตนทำหน้าที่

ต่อมาเวลา 10.00 น. มีการประชุม สนช. มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระที่ประชุมรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งสมาชิก สนช. เพิ่มเติม 28 คน และให้ สนช.ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเพิ่มเติมกล่าวปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนายพรเพชรกำชับถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม สนช. ข้อที่ 82 และข้อที่ 63 เกี่ยวกับการพ้นจากสมาชิกภาพการเป็น สนช. กรณีขาดประชุมหรือไม่อยู่ลงมติในที่ประชุมเกินกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนครั้งที่มีการแสดงตน

“วิษณุ” แนะส่งศาล รธน.ตีความ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รอง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องของ 2 องค์กร โดย ป.ป.ช.ต้องสำรวจว่าตัวเองมีสิทธิและอำนาจตามกฎหมายที่จะเสนอต่อ สนช.หรือไม่ ส่วน สนช.ก็ต้องพิจารณาว่ามีอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่ ถ้ามีก็รับไว้และดำเนินการไป หากใครที่ได้รับผลกระทบไม่พอใจมีขั้นตอนการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ตอนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 รู้ว่าปัญหานี้จะมีแต่เราจงใจไม่แตะ เพราะเกี่ยวพันกับอำนาจขององค์กรต่างๆที่มีอยู่ หากมาเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะทำให้ต้องเกิดมาตราขึ้นอีกเป็นกระบวนการใหญ่ รัฐธรรมนูญจะกลายเป็น 70 มาตราเลย จึงต้องทิ้งปัญหาให้แต่ละองค์กรคิด ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็มีศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด เมื่อถามว่าหากมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ววินิจฉัยไม่ตรงกับที่ สนช.ตีความจะเป็นอย่างไร นายวิษณุตอบว่า ศาลรัฐธรรมนูญใหญ่ที่สุด เรื่องนี้เป็นข้อเดียวใน 100 ข้อ ที่คิดไว้ว่า มีปัญหา ต้องรอดูอีก 99 ข้อ

ชี้ช่อง สนช.มีอำนาจวินิจฉัยเอง

เมื่อถามว่า กรณีนี้เข้าข่ายมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้ สนช.วินิจฉัยเองหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ป.ป.ช.จะส่งไปได้หรือไม่นั้นเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. ส่วน สนช.ได้รับมาแล้วจะมีอำนาจพิจารณาหรือไม่นั้นเป็นมาตรา 5 แล้วพิจารณาไปตามข้อหา เนื้อหา เพราะไม่มีมาตราใดรองรับอยู่ อยู่ที่ สนช.ว่า จะใช้ประเพณีการปกครองประเทศไทยมาเป็นฐานดำเนินการได้หรือไม่ รวมทั้งไปดูคำวินิจฉัยเก่าๆ ที่เคยมีมาแล้ว กรณีที่กฎหมายพ้นไปหรือคนพ้นจากตำแหน่งแล้วยังสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ จะมีคำวินิจฉัยอยู่หลายเรื่องในเรื่องนี้ ซึ่งอำนาจตรงนี้เราเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวว่าถ้าองค์กรอื่นมีปัญหาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ สนช.มีปัญหาเรื่องอำนาจให้ สนช.ตีความเอง ส่วนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ก็มีสิทธิไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ

กกต.ยืดลงดาบ “ปู” ทัวร์นกขมิ้น

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวน แถลงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวก ที่เดินทางลงพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานโดยใช้ทรัพยากรของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐไปหาเสียงระหว่างที่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ว่า คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วันเป็นครั้งที่ 2 เพื่อรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานและพยานให้ครบถ้วน

พร้อมเปิดกรุสมบัติ 195 สนช.

นายธวัชชัย ศิริสธนพันธ์ ผอ.สำนักตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินภาคการเมือง ป.ป.ช. กล่าวถึงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 195 คน ในวันที่ 3 ต.ค.ว่า เป็นการเปิดเผยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่ง ป.ป.ช.พร้อมตรวจสอบอย่างละเอียดทุกขั้นตอน หากพบว่าทรัพย์สินส่วนใดที่ได้มาโดยไม่มีเอกสารชี้แจงที่มาที่ไปได้ชัดเจน จะตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะครบกำหนดการยื่นในวันที่ 3 ต.ค. ขณะนี้มีรัฐมนตรียื่นบัญชีทรัพย์สินมายัง ป.ป.ช.แล้ว 20 กว่าคน โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินมาเรียบร้อยแล้ว

ไม่รับคำร้องเบรก สปช.ยโสธร

อีกเรื่อง นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ อดีต ส.ว.ยโสธร ผู้เข้ารับการสรรหา สปช.ยโสธร กล่าวว่า หลังจากยื่นคำร้องต่อศาลปกครองอุบลราชธานี ขอให้ คสช.และคณะกรรมการสรรหา สปช.ยโสธร ชะลอการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาเป็น สปช.ยโสธรไว้ก่อน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกไม่เป็นไปตามกติกานั้น ล่าสุดศาลปกครองอุบลราชธานี มีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง จึงไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ให้จำหน่ายคดีออก

“อ๋อย” รอดูรัฐประหาร “เสียของ”

วันเดียวกัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ที่ว่าอย่าให้ “เสียของ” นั้นคืออย่างไรแน่? บางคนบอกว่ารัฐประหารครั้งที่แล้วเสียของ ที่ไม่สามารถขจัดคุณทักษิณกับพวกให้หมดสิ้นไปจากการเมืองไทย ถ้าอย่างนั้นจะไม่ให้เสียของก็ต้องหาวิธีขจัดคุณทักษิณกับพวกให้ได้ในคราวนี้ แต่ข้ออ้างในการรัฐประหารครั้งนี้คือ ต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ถ้าอย่างนั้นการรัฐประหารครั้งนี้จะเสียของหรือไม่ ก็ต้องวัดกันที่สุดท้ายแล้วสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในสังคมได้หรือไม่ อย่าลืมว่าเรื่อง 2 เรื่องนี้ไม่ได้ไปทางเดียวกัน แถมยังขัดกันเองด้วย ยิ่งมุ่งขจัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงหลักการมากเท่าใด ก็ยิ่งเกิดความขัดแย้งมากเท่านั้น นี่ไม่ใช่ทฤษฎีหรือความคิดทางวิชาการ แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาในประเทศไทย”

“บิ๊กโด่ง” แบ่งงานให้ 4 เสือ ทบ.

ที่กองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. ได้ลงนามคำสั่งมอบหมายงานให้ 4 เสือ ทบ. ชุดใหม่ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รอง ผบ.ทบ. จะดูแลกลั่นกรองงานในภาพรวม พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (1) ดูแลงานด้านกำลังพลและงานพิเศษที่ได้รับมอบหมาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (2) ดูแลงานด้านส่งกำลังบำรุงและกิจ– การพลเรือน พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสธ.ทบ. ดูงานด้านการข่าว ยุทธการ ต่างประเทศ ฝึกศึกษา ปลัดบัญชี

ตั้งเพื่อน ตท.14 เป็น ผอ.ททบ.5

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พล.อ.อุดมเดชได้สั่งการในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ให้ทุกหน่วยงานของกองทัพบกสานต่องานให้เกิดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพิทักษ์ เทิดทูนสถาบัน โดยกองทัพบกยังคงให้การสนับสนุนและปฏิบัติตามนโยบายของ คสช.และรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความสามารถ นอกจากนี้ พล.อ.อุดมเดช ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.สุรวัช บุตรวงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 14 (ตท.14) เป็น ผอ.ททบ.5 แทน พล.อ. ชาตอุดม ดิตถะศิริ พร้อมแต่งตั้ง พล.ท.อภิชาติ มีสมมนต์ พล.ท.ตฤณ กาญจนานันท์ และ พล.ท.สุชาติ ผ่องพุฒิ เป็นรอง ผอ.ททบ.5

“บิ๊กต๊อก” ตอกกลับ “หมอพรทิพย์”

เวลา 15.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณี พญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความไม่พอใจการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะหลัง ครม.มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมว่า ขอย้อนถามว่าผิดหวังวัดจากตาชั่งของหมอพรทิพย์หรือตาชั่งตน ความเหมาะสมของตนกับหมอพรทิพย์นั้นแตกต่างกัน คิดว่า พล.ต.อ.ชัชวาลย์สามารถทำงานในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ ยืนยันว่าการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ไม่มีประเด็นเรื่องกำจัดคนขั้วอำนาจเก่ามาเกี่ยวข้อง มองประเด็นเรื่องการทำงานเป็นหลัก เห็นว่าสามารถทำงานรองรับ นโยบายตนได้ หากทำงานไปสักระยะแล้วเห็นว่าไม่มีความสามารถก็เปลี่ยนแปลงได้ และขณะนี้ให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ควบทั้ง 2 ตำแหน่งไปก่อน

เลือก “เมธี-ปรีชา” นั่ง ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ

อีกเรื่อง ที่รัฐสภามีการประชุม สนช. เพื่อพิจารณาเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ตำแหน่ง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมมาตรา 36 (3) หลังการประชุมลับเพื่อพิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติเชิงลึกของผู้เข้ารับการสรรหาทั้ง 17 คน ที่ประชุม สนช.จึงมีมติเลือกนายเมธี ครองแก้ว และนายปรีชา ชวลิตธำรง เป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยคะแนน 144 และ 134 คะแนน จากนั้นที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ พล.อ.วิทวัส รชตะนันท์ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

ผ่าน 3 วาระรวดแก้ ก.ม.รัษฎากร

นอกจากนี้ ที่ประชุม สนช. ยังให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. โดยนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 63 เพื่อให้ระยะเวลาการขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียให้สอดคล้องกับมาตรา 27 ตรีแห่งประมวลรัษฎากร ที่มีบทบัญญัติในลักษณะทำนองเดียวกัน พร้อมทั้งแก้ไขบทบัญญัติการขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วของบุคคลที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีและยื่นรายการตามมาตรา 56 ให้มีความชัดเจนขึ้น ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเป็นการแก้ไขเพียงไม่กี่มาตรา จึงตั้งกรรมาธิการเต็มสภา และมีมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 194 ต่อ 2 และงดออกเสียง 2

สรส.กฟน.โวยโดนสั่งปิดปาก

ที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ถนนเพลินจิต พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พร้อมนายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย โดยมีนายสมชาย โรจน์รุ่งวศินกุล ผู้ว่าการ กฟน.ให้การต้อนรับ แต่ปรากฏว่านายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟน. ได้นำกระดาษกาวปิดปากระหว่างเดินเข้าห้องประชุม จนนายสมชายต้องมาเจรจา นายเพียรจึงยอมเอากระดาษกาวปิดปากออก และบอกผู้สื่อข่าวว่าโดนขอไม่ให้พูดหรือยื่นหนังสือต่อ รมว.มหาดไทย ซึ่งสิ่งที่ตนจะเสนอ พล.อ.อนุพงษ์ คือปัญหาภายในองค์กรทั้งเรื่องโครงสร้างองค์กรที่ยังไม่เรียบร้อย กระบวนการแต่งตั้งภายในที่มีปัญหามีบริษัทเอกชนเข้ามาแทรกแซงการทำงานภายใน โดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง

ฮึ่ม “ตู่” จัดงานวันเกิดห้ามมีนัย

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวถึงกรณี คสช. อนุญาตให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. จัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ว่าจะเลี้ยงฉลองให้เกิดมงคลแก่ชีวิตก็ดำเนินการไป ถ้ามีนัยอื่นแล้วก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคมก็ไม่เห็นด้วย หวังว่าการจัดงานจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ ถ้าอยากจะระลึกถึงวันเกิดอันเป็นมงคลก็ทำให้เป็นมงคลก็คงดีทั้งกับประเทศชาติและสังคม เมื่อถามว่าต้องกำชับให้ ผวจ.ติดตามดูแลด้วยหรือไม่ รมว.มหาดไทยตอบว่า ฝ่ายความมั่นคงดูแลแล้ว เคยบอกแล้วว่าถ้าทุกคนมุ่งทำให้เกิดความสงบสุข เห็นต่างก็อยู่ร่วมกันได้ ทุกอย่างจะเดินไปได้

“จตุพร” จวก “สมชาย” ตัวปล่อยข่าว

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าในวันเกิดของตนวันที่ 5 ต.ค. จะไม่มีการจัดงานวันเกิด หรือนัดพบปะสังสรรค์คนเสื้อแดงที่เขาใหญ่ตามที่เป็นข่าวแน่นอน กำหนดการดังกล่าวน่าจะเป็นกำหนดการปลอม ได้สอบถามจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้รับคำตอบว่าไม่มีใครไปจัดงานใดๆทั้งสิ้น ยืนยันว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ของคนเสื้อแดงในช่วงนี้แน่นอน ทราบว่ากำหนดการดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยนายสมชาย แสวงการ สนช. สงสัยว่าน่าจะมีคนเขียนขึ้นมา แต่ขอย้ำว่าจะไม่มีการจัดงานใดๆแน่นอน

นายอนุวัฒน์ ทินราช อดีตประธาน นปช.อีสาน ผู้ประสานงานคนเสื้อแดง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ไม่มีเรื่องการเคลื่อนไหวชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นเรื่องของงานทำบุญหลวงปู่ทวด ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของนายจตุพร ไม่มีการนัดหมายมาชุมนุมคนเสื้อแดง แต่ถ้าใครจะไปร่วมทำบุญเป็นเรื่องของเขา และทราบว่านายจตุพรไม่ได้จัดงานวันเกิด ยืนยันไม่มีเรื่องการเมืองแน่นอน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้