วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ออม วิจักษ์' นักเรียนทุนญี่ปุ่น 'ขอทำวิจัยพัฒนาประเทศ'

'ออม วิจักษ์' นักเรียนทุนญี่ปุ่น 'ขอทำวิจัยพัฒนาประเทศ'

  • Share:

จากเด็กขอนแก่นสู่โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดของประเทศ ก่อนได้ทุนเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น คือ เส้นทางของ "ออม วิจักษ์ ยศปัญญา" วัย 21 ปี ที่ขณะนี้กำลังศึกษาสาขา Advanced molecular chemistry course ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยโทโฮะคุ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ที่ตอนนี้กำลังคร่ำเคร่งกับการทำโปรเจกต์จบเรื่องเกี่ยวกับปฏิกิริยาของแสง...

หากยังจำกันได้ว่า "ไทยรัฐออนไลน์" ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการ Future Global Leadership Program (FGL) Tohoku University Summer School 2014 : Visit Us ไปก่อนหน้าที่ ซึ่งในโอกาสนั้น "สวัสดี...แคมปัส" ก็มีโอกาสคุยกับ ออม นักเรียนไทยในโครงการ FGL ที่คอยดูแลแขกทั้งไทย และเทศ

ออมกำลังแนะนำนักเรียนจากประเทศอินโดนีเซียให้ทำการทดลอง

"สวัสดี...แคมปัส" จำได้ว่า ออม เดินเข้ามาสวัสดี พร้อมกับแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง โดยตลอดทริป 3 วัน ออม ทำหน้าที่เจ้าบ้านได้เป็นอย่างดี พร้อมกับได้เสียงกระซิบจากเด็กๆ ที่นั่นว่า ออม ทำให้ภาพคนไทยในสายตาคนญี่ปุ่นดีงามเลยทีเดียว ด้วยความขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ และมีน้ำใจ จึงไม่แปลกที่เราอยากจะดึงตัว ออม ถึงชีวิตการเรียน และเส้นทางของออมในวันนี้

จากเด็กขอนแก่นสู่นักเรียนญี่ปุ่น
ออม จบจากชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น ออมบอกว่า ตอนเรียน ม.ต้น เป็นเด็กที่โดดเด่นพอสมควร ได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนและจังหวัด เข้าแข่งขันด้านวิชาการ คือ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นประจำ แทบไม่ได้หยุด จากนั้นสามารถสอบเข้าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์อันดับ 1 ของประเทศไทยได้ แต่ก็ถ่อมตัวว่าที่สอบติดเพราะความฟลุก แต่ที่นั่นเอง ก็เปลี่ยนมุมมองเส้นทาง และโอกาสทางการเรียนของออมไปเลย

"พอ ม.4 สอบเข้ามหิดล ฟลุกติด ก็เลยรู้ว่า เส้นทางการเรียนที่จริงมีอะไรมากกว่าเรียนในมหาวิทยาลัยในไทย แต่เราก็สามารถไปเรียนต่างประเทศได้นะ คือมองข้ามไปอีกสเต็ป ซึ่งตอนนั้นสมัครหลายอัน ประจวบเหมาะกับที่โทโฮะคุ มีเปิดสาขานี้พอดี มีทุนให้ด้วย ก็ลองดู สุดท้ายก็ได้"

ออม วิจักษ์ ที่มหาวิทยาลัยโทโฮะคุ

พลิกมุม! จากเด็กเรียนมุ่งแข่งขัน สู่กิจกรรมเพื่อสังคม
จากที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ออม เป็นเด็กเรียนโดดเด่นเรื่องการแข่งขันวิชาการ สมัยอยู่ ม.ต้น แต่เมื่อเข้าเรียนที่ ร.ร.มหิดลฯ แล้ว ออมได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามเงื่อนไขของโรงเรียน แต่นั่นกลับเป็นจุดเปลี่ยนของออมที่อยากทำอะไรดีๆ เพื่อคนอื่น

"พอย้ายมามหดิล ทุกคนเก่งหมดเลย กิจกรรมที่ทำก็เป็นค่าย บำเพ็ญประโยชน์เยอะ เพราะ ร.ร.มีเงื่อนไขต้องทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้ ร.ร. 40 ชม. สังคม 40 ชม. ของออมได้ไป 180 ชม. ทำทั้งค่าย ร.ร. และค่ายที่สอนน้องๆ ใน ร.ร.ที่ด้อยโอกาสจริงๆ เล่นเกม สอนภาษาอังกฤษ อ.ที่นู่นก็รู้สึกขอบคุณพวกเรามากๆ ทำให้เราก็ภูมิใจ และดีใจที่สุด ทำให้เปลี่ยนความคิดตอนแรกที่อยากเป็นคนๆ หนึ่งที่เรียนจบ กินเงินเดือน เหมือนทั่วๆ ไป ตอนนั้นก็เปลี่ยน เราอยากทำอะไรเพื่อคนอื่นสังคม ลองดูว่างานอะไรที่สอดคล้องกับความคิดของเรา"

และงานวิจัย คือ สิ่งที่ตอบโจทย์ความคิดของ ออม ซึ่ง ออม ให้เหตุผลว่าที่จริงเป็นสิ่งที่ ร.ร.มหิดลฯ ปลูกฝังนักเรียนมาตลอด ซึ่งงานวิจัย คือ การสร้างสรรค์งาน เพื่อประโยชน์ของสังคมในวงกว้าง คนได้รับประโยชน์เป็นล้านๆ คน เพราะเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ

ที่มหาวิยาลัยโทโฮะคุ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น

เปิดชีวิตนักเรียนทุนในญี่ปุ่น
ออม บอกว่า ก่อนมาญี่ปุ่นได้เรียนภาษาญี่ปุ่นแบบเร่งรัด 2 เดือน แต่ยังพูดไม่ได้ เพราะไม่ได้เจอคนญี่ปุ่นเลย ซึ่งตอนไปญี่ปุ่นครั้งแรก ก็ไปคนเดียว เพราะพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง อาจทำให้ล่าช้ามากขึ้น นอกจากนี้ ออม ยังเจอเรื่องเฟลจากการเดินทาง และชีวิตในวันแรกๆ เริ่มต้นด้วยการโดนเขม่นบนเครื่องบิน เพราะใจดีลุกย้ายที่นั่งให้กับผู้โดยสารที่ต้องการนั่งข้างเพื่อน ทำให้สัมภาระส่วนหนึ่งเฉียดกางเกงของคนญี่ปุ่นบนเครื่องระหว่างสลับที่ ตามด้วยถูกล้อหลังจนจักรยาน เพราะจอดเกินเข้าไปในทางปกติ ซึ่งตอนนั้นคนญี่ปุ่นตอบกลับมาสั้นๆ ว่า "จึ๊!"

"ใจตกไปที่ตาตุ่ม คนญี่ปุ่นขนาดนี้เลยเหรอ วันแรกๆ ยังไม่รู้จักใคร ไม่มีเน็ต ไม่มีมือถือ คอมพิวเตอร์อยู่ในกระเป๋าเดินทาง ที่จะถึงวันถัดมา จำได้วันแรกกินข้าว แฟมิลี่ มาร์ท เพราะไม่รู้จะไปไหน ทางก็ไม่รู้ แต่ก็ผ่านมาได้ เพราะเริ่มเจอเพื่อนและรุ่นพี่ ที่สำคัญ พอเปิดเทอมปุ๊บ ยุ่งเลย! เรียนหนักมาก ตั้งแต่ 08.50-17.50 น. วันละ 5 คาบ พอยุ่งก็ไม่ได้คิดอะไร อีกอย่างเราไม่ได้คิดบ้านมาก เพราะเคยอยู่หอที่มหิดลมาแล้ว ก็ต้องดูแลตัวเองประมาณหนึ่ง"

ออม เล่าต่อว่า แต่การดูแลตัวเองในต่างแดน ไม่เหมือนกับย้ายเข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องดูแลทุกๆ อย่าง เหมือนที่ผู้ใหญ่ดูแลตัวเอง ทั้งต้องฝึกทำอาหารเอง เพราะราคาสูงมาก ต้องปั่นจักรยานไปเรียน 10-20 นาที ยิ่งย้ายแคมปัสก็ยิงปั่นไกลขึ้นไปอีก ออมยอมรับว่า เคยตั้งคำถามว่า "ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้"

หน้าห้องเรียน

"คนเซนได ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย ช่วงแรกทำเอกสารยากมาก ทำบัญชี ทำบัตร อาจารย์ก็ช่วยเต็มที่ แต่ตอนนี้เซนได เหมือนเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งไปแล้ว แล้วรู้สึกว่า เราก้าวข้ามไปอีกขึ้น โตอีกระดับ ตอนแรกเหนื่อย ทำไมเหนื่อยขนาดนี้ พอถึงจุดๆ นึง เรามองไปที่แม่ แม่เราซักให้คนทั้งบ้าน ทำสะอาดทั้งบ้าน เรามาเรียนแค่นี้ทำไมท้อ ดูพ่อเรา ทำงานทั้งวัน บางทีก็ออกไปดึกๆ เพราะทำงานองค์การโทรศัพท์ อันนี้แค่ธรรมดาๆ มันยังมีหนักขึ้นอีก ต้องสู้ให้ได้ เราต้องอยู่ให้ได้ จะมาอยู่แบบกดดันไม่ได้ ต้องคิดถึงพ่อแม่ จะมาคิดมากอะไรตลอดเวลา เราไม่เคยพูดกับพ่อแม่เลย ตอนนี้รู้สึกดีมากกับที่นี่"

อุปสรรคจากความสมบูรณ์แบบของออม
ออมบอกว่า จริงๆ เป็นคนพวก Perfectionist ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ รวมถึงคิดมาก เครียด ซึ่งตอนนี้ก็ยังเป็น แต่ปล่อยวาง และเข้าใจได้มากขึ้น

"สมัยเด็กๆ และตอนนี้พยามทำทุกอย่างให้เฟอร์เฟกต์ โตขึ้นก็มีมุมมองว่าเราคุมทุกอย่างไม่ได้ เราต้องปล่อยมันไป ทำงานเราให้ดีที่สุด เพราะคิดแบบนี้ เหมือนมันคิดกลับเลย กลายเป็นว่าเราอยากทำอะไรเพื่อคนอื่นแทน อยากเกิดมีค่า ไม่ใช่เกิดมาแล้วตายไป ไม่มีใครจำได้ว่าเราเคยอยู่ตรงนี้มาก่อน เลยมาทำงานด้านวิจัย เพราะคิดว่ามีประโยชน์ ไหนๆ เกิดมาแล้ว ขอสักนิด ชื่อเสียงเป็นผลพลอยได้เล็กๆ น้อยๆ อยากให้ตัวเองมีค่า เพราะเคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ามาก่อน"

แนะนำน้องๆ หากอยากมาเรียนต่างประเทศ

"ภาษาอังกฤษ!!!!!!" ออม ตอบทันที เมื่อ "สวัสดี..แคมปัส" ถามว่า มีข้อแนะนำอะไรสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศบ้าง ออม บอกว่า ต้องใช้เวลานาน 3 ปี ในการผลักดันตัวเองให้เก่งภาษาอังกฤษ พูดได้ อ่านได้ เขียนได้ สื่อสาร

"ตอนเราอยู่ ม.ต้น เราเก่งอังกฤษ ได้เกรดสี่ตลอด แต่พอมา ม.ปลาย เพื่อนๆ ไปเทสต์ในระดับประเทศ ก็พบว่าเราห่างไกลมาก ก็ใช้เวลาสามปีในการพยายาม ตอนนี้อยากพูดแต่ภาษาอังกฤษ (หัวเราะ)"

ออม วิจักษ์ จากเด็กขอนแก่น สู่นักเรียนทุนญี่ปุ่น

ข้อนำแนะข้อต่อไป คือ การเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4-5 เพราะ ม.6 ไม่น่าจะทันแล้ว อย่างน้อยต้องรู้ว่ามหาวิทยาลัยที่จะไปต้องการอะไรบ้าง นอกจากนี้ อย่าคิดว่าการเรียนต่างประเทศ คือ การมาเที่ยว แต่นี่คือการมาเรียน ต้องเตรียมใจให้พร้อม

"บางคนคิดว่ามาเที่ยวก็มาได้ ทำไมจะมาเรียนไม่ได้ล่ะ แต่นี่ความรับผิดชอบขีวิตตัวเอง ไม่ได้มาสบาย หรือใช้เงินบำรุงความสุขตัวเอง มันไม่ใช่ สุดท้าย อย่าวิตกกังวล อย่ากลัวไปก่อน อย่างเรามาหลังแผ่นดินไหวใหญ่ไปครึ่งปี ที่มีกัมมันตรังสี วันที่สัมภาษณ์ก็วันนั้นเลย แต่เราหาข้อมูลว่าสถานการณ์เป็นยังไง ถ้ามันอันตรายก็อย่าไป แต่ถ้ามั่นใจว่ามันไม่อันตราย ก็ไม่ต้องตกใจ หรือตื่นต้นมากเกินไป ขณะเดียวกัน ตอนนี้คนไทยกระจายอยู่ทุกประเทศ เราจะเจอรุ่นพี่ ซึ่งเขาจะต้อนรับอยู่แล้ว"

ขอจบ Ph.D เก็บประสบการณ์ ก่อนกลับมาพัฒนาประเทศ!
ออม บอกว่า ความฝันและแผนในชีวิต คือ ต้องเรียนให้จบปริญญาเอก หรือดอกเตอร์ให้ได้ เพราะหากจะทำวิจัย ต้องเรียนไปให้ถึงขั้นนั้น ซึ่งแน่นอนว่าจะยังเป็นสายเคมี แต่ยังไม่เจาะจงว่าจะเฉพาะด้าน ตอนนี้ขอทำโปรเจกต์จบให้เรียบร้อยก่อน

สาธิตน้องๆ ต่อ

"ตอนนี้เรื่องเรียนต่อ ยังไม่ได้ดูมหาวิทยาลัย แต่คงทำงานนอกประเทศไทยก่อน 10-15 ปี อาจเป็นอาจารย์ ทำวิจัยเรื่องที่สนใจ เพราะประเทศไทยยังไม่มีอุปกรณ์เรื่องที่เราอยากรู้ อยากสร้างผลงานให้เป็นที่รู้จักระดับหนึ่ง แล้วกลับไทย มาพัฒนาประเทศของเรา ไม่อยากกลับมา ในขณะที่ยังไม่เก่ง ไม่แข็งแกร่ง เพราะไม่งั้นเราก็เป็นแค่ลิ่วล้อ ซึ่งพ่อก็บอกว่าอย่าเพิ่งกลับ ให้สร้างพลัง สร้างความรู้ สร้างอุดมการณ์ก่อน ให้เราเป็นที่ยอมรับ"

ออม เล่าว่า ทุกวันนี้ เราซื้อเทคโนโลยี อุปกรณ์มาก แต่เราไม่ได้สร้างความรู้เท่าไร อย่างแอปเปิลที่คิดมือถือขึ้นมา คิดเท่านี้เอง เอาเงินประเทศได้เท่าไร ซึ่งคิดว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคของสงครามความคิด ที่ไม่ได้ครอบงำ และต่อสู้ด้วยกองทัพ แต่เป็นความคิด เป็นเรื่องเศรษฐกิจ

"สวัสดี...แคมปัส" ไม่แปลกใจที่วันนี้ ออม เดินทางมาถึงจุดนี้ จุดที่ได้มองเห็นตัวเอง มองเห็นโลก มองเห็นสังคม มองเห็นว่า ตัวเองมีคุณค่า มีประโยชน์ และสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับประเทศได้ ซึ่งหากเพื่อน "สวัสดี...แคมปัส" อยากเดินตามเส้นทางแบบเดียวกับ ออม ลองนำคำแนะนำ และประสบการณ์ที่ออมถ่ายทอดไว้ที่นี่ ไปปรับใช้ดู บางทีอาจจะเจอสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง.

มุมสีเขียวกับต้นไม้ในมหาวิทยาลัยโทโฮะคุ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้