วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ถกร่าง ก.ม.อุ้มบุญ โวยช่องโหว่เพียบ ชี้ตัดโอกาสเพศหลากหลาย

ถกร่าง ก.ม.อุ้มบุญ โวยช่องโหว่เพียบ ชี้ตัดโอกาสเพศหลากหลาย

  • Share:

วงเสวนาล้อมวงแจง ร่างกฎหมายอุ้มบุญเลือกปฏิบัติ คนหลากหลายเพศไม่สามารถใช้ได้ เตรียมเสนอนโยบาย แนะปรับความคิดใหม่ให้ทันยุค โลกนี้ไม่ได้มีแค่สองเพศ...

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานเสวนา "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ : กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ"

น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวว่า แค่ชื่อร่าง พ.ร.บ. ก็แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ว่า เพื่อคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เท่านั้น ทั้งที่มีผู้ได้รับผลกระทบอีกมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่รับตั้งครรภ์ ซึ่งหากไม่มีคนนี้จะไม่สามารถพัฒนาการเทคโนโลยี และทำให้เกิดชีวิตใหม่ขึ้นได้ เมื่อดูเนื้อหาร่างกฎหมาย ยิ่งเห็นชัดว่ามีการเลือกปฏิบัติกับผู้หญิงที่รับตั้งครรภ์ เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ทางกฎหมายกับเด็กที่เกิดมา และไม่ให้ความสำคัญในเชิงจิตวิญญาณสายสัมพันธ์ของความเป็นมนุษย์ ขณะที่กลุ่มหลากหลายทางเพศ ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะกำหนดไว้ว่า การดำเนินการให้ตั้งครรภ์แทน ทำได้ 2 วิธี คือ 1.ใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิและไข่ของสามีภรรยา ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และ 2.ห้ามใช้ไข่ของหญิงที่รับตั้งครรภ์ ดังนั้นกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจะไม่มีโอกาสใช้เทคโนโลยีนี้ จึงถือเป็นการออกกฎหมายที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนทุกคนใช้สิทธิได้อย่างเท่าเทียม ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่กระทบหลายฝ่าย ดังนั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก่อนนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

ถกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอุ้มบุญ แนะขยายวงดูแลครบทุกเพศ

"ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่คิดว่าโลกมันหมุนไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้น จึงต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และให้ข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ด้วย เพราะเท่าที่ทราบเรื่องนี้ จะรู้กันเฉพาะหน่วยงานที่ทำงานด้านสิทธิเด็กและด้านการแพทย์เท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วควรต้องให้หน่วยงานที่ทำงานด้านสตรีเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน" น.ส.นัยนา กล่าว

ด้าน รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการพิจารณารายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. พบว่า ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของผู้จัดทำร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ ยังเข้าใจคำว่าครอบครัวต้องเป็นเรื่องชายหญิงคู่สามีภรรยาเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในโลกปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ระบบครอบครัวเปลี่ยนไปแล้ว มีคู่รักเพศเดียวกันด้วย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ร่างกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก ขณะนี้กำลังมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับภาคประชาชน ซึ่งเปิดกว้างเรื่องการจดทะเบียนสมรส และยอมรับการใช้ชีวิตคู่ของคู่รักเพศเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่จัดทำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ ต้องคำนึงถึงมิติครอบครัว หรือคู่ชีวิตที่กว้างขวางไปจากเดิม นอกจากนี้ บุคคลหรือองค์กรที่จะกำกับดูแลเรื่องนี้ ก็ต้องเป็นผู้ที่มีความเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงด้วย

น.ส.ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า ปัจจุบันมีคู่ชีวิตเพศเดียวกันจำนวนมาก ที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัว เช่น คู่ชายหญิงทั่วไป และมีความพร้อมมีบุตร ทั้งการขอรับอุปการะเด็กกำพร้าเป็นบุตรบุญธรรม และใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งการขอรับอุปการะบุตรบุญธรรม สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2522 แต่การใช้เทคโนโลยีฯ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ขณะที่รายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิด โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. ... ไม่ได้ช่วยสนับสนุนให้เกิดครอบครัวที่มีความหลากหลาย ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม กลับกีดกัน เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ ซึ่งการเสวนาวันนี้จะสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อไป.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้