วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นักแสดงหนุ่ม-นศ.สาว ร่วมจับต่างด้าวแก๊งล้วงกระเป๋า

นักแสดงหนุ่ม-นศ.สาว ร่วมจับต่างด้าวแก๊งล้วงกระเป๋า

  • Share:

นักแสดงหนุ่มร่วมกับนักศึกษาสาว ตามจับต่างด้าวลักทรัพย์บนรถประจำทางได้พร้อมของกลาง ตำรวจบุกค้นที่พัก เพื่อนร่วมแก๊งหนีรอดหวุดหวิด...

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่ สน.บุปผาราม พ.ต.ท.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว สว.สส.สน.บุปผาราม ร.ต.อ.อนันต์ สว่างอัมพร รอง สว.สส.สน.บุปผาราม และ ร.ต.อ.เสกสรรค์ ปะเทสังข์ รอง สว.สส.สน.บุปผาราม ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายเบิ้ม อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาสัญชาติกัมพูชา พร้อมของกลางแท็บเล็ต ยี่ห้อซัมซุง กาแลคซี แทป 3 จำนวน 1 เครื่อง เงินสด 500 บาท บัตรเอทีเอ็ม 2 ใบ และเป้สีดำ 1 ใบ โดยจับกุมตัวได้หลังก่อเหตุล้วงกระเป๋าผู้เสียหายจำนวน 2 คน ที่ป้ายรถประจำทางตรงข้ามห้างบิ๊กซี สาขาถนนอิสรภาพ แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพฯ


ด้าน พ.ต.ท.ปราโมทย์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 1 ต.ค. นายเบิ้ม ผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ร่วมกับนายตรี อายุ 35 ปี เพื่อนสัญชาติเดียวกันที่ยังหลบหนี ตั้งแก๊งล้วงกระเป๋าบริเวณป้ายรถประจำทางดังกล่าว และมีผู้เสียหาย 2 ราย รายแรกชื่อ น.ส.ปาริฉัตร จิตเจริญ อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ทรัพย์สินเป็นโทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส 1 เครื่อง เงินสด 500 บาท และบัตรเอทีเอ็ม 2 ใบ อีกรายชื่อนายจตุรวิช หรืออู๋ กลมเกลี้ยง อายุ 24 ปี นักแสดงซีรีส์ละครธรรมนำชีวิต ได้ของกลางเป็นแท็บเล็ต ยี่ห้อซัมซุง กาแลคซี แทป 3 จำนวน 1 เครื่อง โดยหลังก่อเหตุผู้เสียหายทั้ง 2 รายไหวตัวทัน จึงช่วยกันวิ่งไล่จับกุมนายเบิ้มเอาไว้ได้ พร้อมด้วยของกลางจำนวนหนึ่ง มีเพียงโทรศัพท์มือถือไอโฟน 5 เอส ของน.ส.ปาริฉัตร ที่นายเบิ้มส่งให้นายตรีนำติดตัวหลบหนีไป ชุดจับกุมจึงเดินทางไปควบคุมตัวนายเบิ้มมาสอบสวนขยายผล และดำเนินคดีที่สน.บุปผาราม


จากการสอบสวน นายเบิ้มให้การรับสารภาพเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้เคยลักลอบเข้าเมืองไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกตำรวจ สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จับกุมและผลักดันกลับประเทศกัมพูชา เพิ่งหาโอกาสลักลอบเข้ามาได้อีกครั้งเมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้ว โดยไปรับจ้างเป็นคนงานก่อสร้าง และเข็นของในตลาดย่านอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ปรากฏว่ารายได้ไม่พอส่งกลับไปเลี้ยงลูกสาว 2 คน วัย 7 ขวบ และ 5 ขวบ ที่บ้านเกิด จึงชักชวนนายตรี เพื่อนร่วมสัญชาติ นั่งรถเมล์เดินทางมาวางแผนล้วงกระเป๋าเหยื่อบริเวณป้ายรถประจำทางฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาอิสรภาพ เนื่องจากเห็นว่าคนพลุกพล่าน ใกล้สถานศึกษาและห้างสรรพสินค้า ทำให้หาจังหวะก่อเหตุง่ายดี ไม่คิดว่าจะมีผู้เสียหายรู้ตัวจนถูกช่วยกันตามจับกุมไว้ได้


ด้าน น.ส.ปาริฉัตร หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ เพิ่งเลิกเรียน จึงชักชวน น.ส.ศิลาณี ลอยเลื่อน อายุ 22 ปี เพื่อนร่วมห้อง ไปไหว้พระที่วัดระฆัง ย่านวังหลัง โดยเดินเท้าออกจากสถาบันมารอรถประจำทางสาย 57 ที่ป้ายรถดังกล่าว เมื่อรถมาถึง กำลังจะขึ้นประตูด้านหน้า ปรากฏว่านายเบิ้มได้ทำทีมาเบียดแย่งขึ้นรถแบบร้อนรน จากนั้นนายเบิ้มก็รีบเดินลงจากรถทางประตูด้านหลัง พอรถแล่นออกจากป้ายได้สักพัก ตนรู้สึกว่ากระเป๋าสะพายใบเล็กข้างตัวที่ใส่โทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส เงินสด 500 บาท และบัตรเอทีเอ็ม มีน้ำหนักเบาลงผิดปกติ เลยก้มดู พบว่าทรัพย์สินทั้งหมดถูกล้วงเอาไปแล้ว จึงรีบตะโกนบอกให้โชเฟอร์จอดแล้วลงจากรถไปกับน.ส.ศิลาณี เพื่อวิ่งย้อนไปตามหาตัวนายเบิ้มที่ป้ายรถประจำทางอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าน่าจะยังวนเวียนอยู่แถวนั้น เนื่องจากระยะเวลาคล้อยหลังไปไม่ถึง 5 นาที

"พอตนกับเพื่อนวิ่งมาถึงป้ายรถประจำทาง ก็พบตัวนายเบิ้มจริงๆ แต่เมื่อสบสายตากัน ปรากฏว่านายเบิ้มรีบวิ่งหนีทันที โดยพยายามวิ่งขึ้นรถประจำทางสาย 40 หลบหนีไปทางย่านวังหลัง ตนและเพื่อนจึงวิ่งไล่ตามขึ้นไปลากตัวลงมาจากบนรถ โดยมีนายจตุรวิช ผู้เสียหายอีกรายที่ถูกก่อเหตุหลังตนเพียงไม่นาน ช่วยวิ่งตามมาจับกุมตัวด้วย จากการตรวจสอบเป้สีดำของนายเบิ้ม พบแท็บเล็ตยี่ห้อซัมซุง กาแลคซี แทป 3 ของนายจตุรวิช ซุกซ่อนอยู่ 1 เครื่อง ส่วนทรัพย์สินของตนเหลือเพียงเงินสด 500 บาท และบัตรเอทีเอ็ม 2 ใบเท่านั้น เมื่อสอบถามว่าโทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส ของตนหายไปไหน นายเบิ้มบอกว่า ยื่นให้เพื่อนร่วมแก๊งหลบหนีไปแล้ว จึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้ตำรวจเดินทางมารับตัวนายเบิ้มไปดำเนินคดีที่โรงพัก" น.ส.ปาริฉัตร กล่าว

ขณะที่นายจตุรวิช กล่าวว่า ปัจจุบันตนเป็นอาจารย์อิสระ รับสอนดนตรีและร้องเพลง นอกจากนั้นยังเป็นนักแสดงอิสระ มีผลงานการแสดงซีรีส์ละครธรรมนำชีวิต ทางช่อง 3 มาแล้ว 2 ตอน คือ ตอนความดีของพ่อ และตอนฉากคนชั่ว ก่อนเกิดเหตุนั่งรถประจำทางสาย 40 มากับลูกศิษย์จากย่านหัวลำโพง เพื่อจะมาซื้อสายกีตาร์ที่ซอยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยระหว่างที่นั่งรถมา ก็ฟังเพลงเสียบหูฟังเข้ากับแท็บเล็ตมาตลอดทาง ขณะที่รถแล่นมาถึงป้ายดังกล่าว ซึ่งห่างจุดหมายเพียง 100 เมตร ตนและลูกศิษย์ก็พากันลงจากรถ จังหวะที่เท้าแตะพื้นฟุตบาทตรงป้ายรถเพียงชั่วครู่ ปรากฏว่าเพลงที่ฟังอยู่เกิดเงียบหายไปดื้อๆ ทีแรกนึกว่าแบตเตอรี่แท็บเล็ตหมด หรือไม่ก็หูฟังหลุดจากที่เสียบ แต่เมื่อเอามือควานเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างตัว ปรากฏว่าแท็บเล็ตหายไปแล้ว สักพักตนเห็นน้องนักศึกษาสาว 2 คนวิ่งไล่กวดจับกุมคนร้ายผ่านหน้าไปพอดี จึงเข้าไปช่วยน้อง จนทราบว่าแท็บเล็ตของตนก็ถูกคนร้ายรายเดียวกันลักทรัพย์เอาไปด้วย


ร.ต.อ.เสกสรรค์ กล่าวว่า หลังควบคุมตัวนายเบิ้มมาได้แล้ว ตนพร้อมกำลังฝ่ายสืบสวนได้พาไปขยายผลตรวจค้นยังที่พัก รวมถึงที่ ทำงานในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ปรากฏว่าไม่พบหลักฐานใดเพิ่มเติม ส่วนนายตรี เพื่อนที่ร่วมก่อเหตุ ไหวตัวทัน สามารถหลบหนีไปได้แบบหวุดหวิด จึงนำตัวนายเบิ้มกลับมาที่โรงพักเพื่อให้ผู้เสียหายชี้ตัวยืนยัน แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ และเป็นบุคคลต่างด้าวลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้