วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ภาษีที่ดินดันรายได้แสนล้าน สศค.ฟื้นอดีต 30 ปี ถึงปัจจุบันขยับขึ้น 4 พันเท่า

ภาษีที่ดินดันรายได้แสนล้าน สศค.ฟื้นอดีต 30 ปี ถึงปัจจุบันขยับขึ้น 4 พันเท่า

  • Share:

สศค.เผยผลศึกษาเปรียบเทียบราคาประเมินที่ดินปี 2521 กับปี 2550 ของกรมธนารักษ์ เบื้องต้น ราคาประเมินที่ดินใหม่สูงกว่าเดิมถึง 4,000 เท่า เขตบางขุนเทียนแชมป์พุ่ง 4,137 เท่า ส่วนในต่างจังหวัดเทศบาลนครระยองพุ่งขึ้น 3,999 เท่า เพื่อนำไปเป็นฐานคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คาดรายได้พุ่งแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระทรวงการคลังจะมีการเสนอให้รัฐบาลพิจารณานั้น ขณะนี้ สศค.กำลังอยู่ระหว่างการประเมินภาพรวมของราคาที่ดินทั่วประเทศ เพื่อนำมาคำนวณเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นสำหรับราคาที่ดิน ที่จะนำมาคำนวณภาษีของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยเฉพาะภาษีบำรุงท้องที่กรมที่ ดินประกาศใช้เมื่อปี 2521-2524 ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีรายได้จากภาษีดังกล่าวน้อยมาก

ดังนั้น สศค.จึงทำการประเมินที่ดินแบบเปรียบเทียบฐานของราคาที่ดินปี 2521-2524 กับราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินปี 2547-2550 ของกรมธนารักษ์ พบว่า ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินปี 2547-2550 เพิ่มขึ้นจากราคาปานกลางของที่ดินปี 2521-2524 เป็นจำนวนตั้งแต่ 4 เท่าไปจนถึง 4,137 เท่า

ทั้งนี้ราคาประเมินของที่ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการเพิ่มขึ้นสูงสุดคือ เขตบางขุนเทียนราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 82 เท่าถึง 4,137 เท่า ส่วนเขตอื่นๆ อาทิ พระนคร ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 5 เท่าถึง 19 เท่า, เขตราชเทวี ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 8 เท่าถึง 30 เท่า, เขตลาดพร้าว ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 4 เท่าถึง 81 เท่า, เขตยานนาวา ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 8 เท่าถึง 93 เท่า, เขตตลิ่งชัน ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 14 เท่าถึง 213 เท่า, เขตภาษีเจริญ ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 28 เท่าถึง 215 เท่า, เขตมีนบุรี ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 12 เท่าถึง 432 เท่า, เขตหนองจอก ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 42 เท่าถึง 259 เท่า

นอกจากนี้ ยังได้สุ่มตัวอย่างที่ดินที่จัดเก็บภาษีในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดอื่นๆ จำนวน 16 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พบว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินปี 2547-2550 เพิ่มขึ้นจากราคาปานกลางของที่ดินปี 2521- 2524 เป็นจำนวนตั้งแต่ 1 เท่าถึง 3,999 เท่า โดยราคาประเมินของที่ดินที่เพิ่มสูงสุดคือ ในจังหวัดระยอง เทศบาลนครระยอง ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 32 เท่าถึง 3,999 เท่า รองลงมาคือจังหวัดนครปฐม เทศบาลนครนครปฐม ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 2 เท่าถึง 2,416 เท่า, จังหวัดภูเก็ต เทศบาลนครภูเก็ต ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 2 เท่าถึง 1,362 เท่า

จังหวัดสมุทรสาคร องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สมุทรสาคร ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 19 เท่าถึง 599 เท่า จังหวัดอื่น เช่น จังหวัดลำปาง เทศบาลนครลำปาง ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 5 เท่าถึง 283 เท่า, จังหวัดลำปาง อบต.วังเหนือ ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 1 เท่าถึง 4 เท่า, จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 18 เท่าถึง 999 เท่า, จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลเวียงฝาง ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 21 เท่าถึง 24 เท่า และจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลเมืองบัวใหญ่ ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 1 เท่าถึง 499 เท่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สศค.กำลังรอข้อมูลราคาประเมินที่ดินล่าสุดที่จะประกาศใช้ในรอบปี 2559-2562 ซึ่งเป็นรอบของการประกาศทุก 4 ปีจากกรมธนารักษ์ ซึ่งคาดว่า จะทำแล้วเสร็จและประกาศในปี 2558 เพื่อนำมาใช้ในปี 2559 มาศึกษาอีกรอบว่า มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้สอดคล้องกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในอนาคต ซึ่งขณะนี้ นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง มอบหมายให้กรมธนารักษ์เร่งประเมินราคาที่ดินเป็นรายแปลงทั่วประเทศมีที่ดินที่มีโฉนดและ นส.3 ก.จำนวน 30 ล้านแปลง แต่สามารถประกาศราคาประเมินได้เพียง 7 ล้านแปลง ที่เหลือจะเป็นราคาประเมินรายบล็อก (พื้นที่)

ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะประกาศใช้นั้น จะเป็นการจัดเก็บภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง บ้าน ห้องชุดที่เป็นปัจจุบันโดยมีมูลค่าที่ดิน ซึ่งจะมีราคาแตกต่างกันตามทำเลที่ตั้งของที่ดิน ซึ่งเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีด้วยกันเอง เช่น จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2555 ก็จะใช้บัญชีกำหนดราคาประเมิน ทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดปี 2555-2558 ในการประเมินภาษี ถ้าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ก็จะมีราคาประเมินทุนทรัพย์สูงกว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ห่างจากริมถนนใหญ่ หรือลึกเข้าไปในซอย

นอกจากนี้ ยังมีภาษีที่เกี่ยวข้องคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดินใช้ค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปีเป็นฐานภาษี ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ที่จัดเก็บจากรายได้ค่าเช่า การกำหนดให้ใช้ดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริตมาก ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีในแต่ละปีได้น้อยมาก โดยปีล่าสุดภาษีบำรุงท้องที่จัดเก็บได้ปีละ 1,000 ล้านบาท ส่วนภาษีโรงเรือนและที่ดินจัดเก็บได้เพียงปีละ 23,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับงบที่รัฐบาลกลางต้องจัดสรรงบไปยังหน่วยงานท้องถิ่นปีละหลายแสนล้านบาท ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนราคาประเมินใหม่จะทำให้รายได้จากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มปีละเป็นแสนล้านบาท.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้