วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
4หมื่นล.แจกชาวนา ไร่ละพัน กระตุ้นเศรษฐกิจ

4หมื่นล.แจกชาวนา ไร่ละพัน กระตุ้นเศรษฐกิจ

  • Share:

คลอด5มาตรการทุ่ม3.6แสนล้าน ‘ชัชวาลย์’ปลัดยธ.-ทูลเกล้าฯสปช. คืนความสุขปีใหม่ให้หยุดยาว5วัน

“รบ.ประยุทธ์” คลอดแพ็กเกจกระตุ้น ศก. ไตรมาสแรก 5 มาตรการ 3.64 แสน ล. เข็นจีดีพีโตตามเป้า “หม่อมอุ๋ย” รับหน้าเสื่อแจงแผน เร่งงบลงทุน-ค้างท่อมาจ้างงาน ซ่อม-สร้างโครงการเล็กๆปลุกรากหญ้าดัน ศก.ผงกหัว โปรย 4 หมื่น ล.อุ้มชาวนา แจกไร่ละพันบาท 1.6 ล้านครอบครัว ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง-โยกย้ายบิ๊กขรก.อีกระลอกใหญ่ ดัน “ชัชวาลย์” ขึ้นแป้นปลัด ยธ. “แรงงาน” ตั้ง 3 อธิบดี 3 รองปลัดฯแทนคนเกษียณ “เกษตรฯ”ได้ 5 อธิบดีใหม่คุมกรมบิ๊ก “ประยุทธ์” ส่งรายชื่อ 250 สปช.ขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว “บิ๊กป้อม” นำ ผบ.เหล่าทัพคนใหม่แนะนำตัว “ป๋าเปรม” ปธ.สนช.เล็งใช้มติ สนช.ถอดถอน “ปู-ขุนค้อน-นิคม” พร้อมพวก

การประชุม ครม.ในช่วงเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นเดือน รอยต่อของการเกษียณอายุราชการของข้าราชการประจำกระทรวงต่างๆ ทั้งนี้ ครม.มีการเห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการแทนตำแหน่งที่ว่างลงอีกหลายกระทรวง

“บิ๊กตู่” นั่งเบนซ์ใหม่คันโก้ประชุม ครม.

เมื่อเวลา 08.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั่งรถเบนซ์ สีดำ กันกระสุน เลขทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร เข้ามาทำงาน ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง โดยเหตุที่ต้องเปลี่ยนมาใช้รถคันดังกล่าว เนื่องจากเกษียณอายุราชการจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.แล้ว ส่วนรถเบนซ์ สีดำ ทะเบียน ศท 1251 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้ส่งคืนกองทัพบก อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม. ยังคงใช้ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ประชุมเหมือนครั้งที่ผ่านมา ขณะที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหมดใส่ชุดเสื้อผ้าไหมไทยโทนสีต่างๆ เข้าร่วมประชุม ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ใส่เสื้อผ้าไหมไทยสีเทาแขนยาวทรงพระราชทาน

ทำเนียบฯเข้มทุกจุดผวาความลับรั่ว

จากนั้นเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินลงจากห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้ามีสีหน้าที่ยิ้มแย้มทักทายผู้สื่อข่าว โดยระหว่างที่เดินจากตึกไทยคู่ฟ้าลงมาทางเชื่อมตึกสันติไมตรี เพื่อเข้าประชุม ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวได้พยายามตะโกนถามนายกฯว่า ได้ส่ง รายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง นายกฯเพียงยิ้ม โดยไม่ได้ตอบคำถาม ขณะที่การรักษาความปลอดภัยการประชุมยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด กันพื้นที่สื่อให้อยู่เฉพาะทางเชื่อมตึกสันติไมตรี และมีการตัดสัญญาณโทรศัพท์

นายกฯแจกการบ้าน รมต.ชุดใหญ่

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ช่วงท้าย การประชุม ครม.วันที่ 1 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดถึงนโยบายสร้างความปรองดอง และปฏิรูป ขอให้รัฐมนตรีทุกคนดึงประชาชนมาเป็น พวกให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะรากหญ้า เกษตรกร ชาวนาที่รายได้น้อย มีที่ดินทำนาไม่มาก และชาวสวนยางต้องได้รับการดูแล ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และให้ระวังการใช้คำพูด เวลาไปพูดกับประชาชน เพราะเดี๋ยวจะมองว่าเป็นประชานิยม การเคลื่อนไหวทางการเมือง ถ้าใครผิด หรือติดคดีก็ต้องพยายามนำมาดำเนินคดีในประเทศไทย โดย เฉพาะคนที่อยู่ประเทศกัมพูชา และการทำงานรัฐบาลไม่ใช่แค่เอากลุ่มเราแค่คนในรัฐบาลเท่านั้น แต่ควรมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นักธุรกิจมากินกาแฟพูดคุยกัน ไม่ต้องถึงขนาดดินเนอร์ทอล์ก อย่าอยู่โดดเดี่ยว หาเพื่อน หาคนช่วยคิดบ้าง

ไฟเขียวงบฯกระตุ้น ศก.แสนล้าน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า มาตรการภาพรวมส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใช้จ่ายงบ ประมาณที่มีอยู่ และที่ค้างอยู่ ที่ดึงออกมาเพื่อปฏิบัติงานเร่งด่วน คือ 1.การซ่อมแซมของทุกกระทรวง ทบวง กรม เน้นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ จ้างงาน ให้เศรษฐกิจกระเตื้องมีเม็ดเงินหมุนเวียน 2.การดูแล เกษตรกรที่มีรายได้น้อย เช่น กลุ่มชาวนา รวมถึง อีกหลายกลุ่มที่มีความเดือดร้อนจะทยอยแก้ทีละกลุ่ม เราพยายามจะทำให้เป็นระบบให้ได้ โดยอนุมัติในหลักการวงเงินแสนกว่าล้านบาท

เมื่อถามว่า ตอนนี้ตัวเลขส่งออกติดลบจะแก้ปัญหาอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องไปดูว่าติดลบเพราะอะไร คงไม่ใช่เป็นความบกพร่องของเราแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นเพราะกำลังการซื้อน้อยลง เศรษฐกิจโลกกำลังจะลง ที่เราเข้ามาวันนี้เราได้เตรียม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไว้แต่จะเกิดผลได้ทันทีคงยาก ต้องใช้เวลา แต่เราจะแก้วันนี้ให้ได้ก่อน จะต้อง ขยายตลาดเพิ่ม และดูมาตรการต่างๆ

อย่ามาโทษกันจีดีพีปีนี้พลาดเป้า

ต่อข้อถามว่า ถ้าเศรษฐกิจในปีนี้ไม่โตตามที่คาดไว้ จะถือว่าเป็นความผิดเพราะการบริหารของ รัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตอบยาก เรามาแก้ปัญหาขณะนี้ และแก้ปัญหาแบบที่ใครไม่เคยที่จะกล้าแก้มาก่อน เรามาแก้ปัญหาเป็นระบบ ไม่เคย มีรัฐบาลไหนทำ ถ้าจะเป็นความผิดของเราก็แล้วแต่สังคม ถ้าอยากจะเป็นแบบเดิมก็เอา คิดว่าอย่าเอามาเป็นสิ่งที่ว่าไม่เรียบร้อย ไม่ดีแล้วเอามาโทษ มาหาว่าเราไม่ดี ใช่ตนรับผิดชอบ เพราะตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่ประเด็นสำคัญปัญหาเหล่านี้สะสมมานานแค่ไหน ลองไปทบทวนดูว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ในอดีตแก้ปัญหามาอย่างไร วันนี้แก้ปัญหาอีกวิธีการหนึ่งซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนแต่ต้องใช้เวลา ถ้าเราทำได้เร็วก็จบ ถ้าทำไม่ได้เร็วก็ว่ากันต่อไป ขอถามว่าจีดีพีจะสูงขึ้นได้อย่างไรเมื่อเศรษฐกิจการส่งออกทำไม่ได้ หรือทำได้น้อย ดังนั้นจีดีพีตกแน่นอน

ครม.คลอดแพ็กเกจกระตุ้น ศก.

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เดือนแรก ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.2557 โดยใช้เงินทั้งสิ้น 364,465.4 ล้านบาท ซึ่งพิจารณาแล้วว่า ทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ประกอบด้วย 5 มาตรการ โดย 4 มาตรการแรกเป็นมาตรการเพื่อการสร้างงาน ได้แก่ 1.เร่งการใช้งบลงทุนของปีงบประมาณ 2557 ที่พบว่าค้างอยู่ 147,050 ล้านบาท ในจำนวนนี้กระทรวงต่างๆได้ทบทวนและปรับแผนมาแล้ว 132,160 ล้านบาท ยังเหลือ 14,889 ล้านบาท ที่รอแจ้งการปรับแผน โดยทั้งหมดนี้ให้กระทรวงทำสัญญาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.-ธ.ค.2557 จะเป็นการสร้างงานได้ทันทีจำนวนมาก จึงให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงรับผิดชอบเร่งรัดทำสัญญาหรือเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนปีงบ 2557 ให้แล้วเสร็จภายในสิ้น ธ.ค.นี้ ซึ่งในส่วนนี้หากมีเงินออกไปซัก 20% เศรษฐกิจก็กระเด้งตัวแล้ว จะเกิดการจ้างงานทันที

เร่งเซ็นจ้างงาน–ประมูลแสนกว่า ล.

รองนายกฯกล่าวอีกว่า 2.เร่งรัดทำสัญญาจ้าง รายจ่ายลงทุนปีงบประมาณ 2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ต.ค.2557 มีทั้งสิ้น 449,475 ล้านบาท มีแผน การใช้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณนี้ (ต.ค.-ธ.ค. 2557) 149,146 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 129,522 ล้านบาท ซึ่งสามารถเร่งทำสัญญาตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2557 ซึ่งส่วนนี้ได้ขมวดมาแล้วว่า มีโครงการใดบ้าง จึงได้ขอรัฐมนตรีทุกคนไปจี้อย่างรอบคอบให้มีการเซ็นสัญญาจ้างงานและประมูลให้ถูกต้อง ถ้าเงินในส่วนนี้ออกสัก 30-40% ก็หลายหมื่น ล้านบาทแล้ว โดยสองส่วนแรกนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจที่ชะลอมานานเริ่มกระดกตัวขึ้นทันที

จัดงบซ่อม-สร้างเล็กๆเข็นจีดีพี

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า 3.เป็นมาตรการพิเศษที่พยายามเร่งลงทุนขนาดเล็กๆทั่วประเทศ ภายหลังจากไปพบว่ามีงบจากโครงการไทยเข้มแข็งเหลือจ่ายอยู่ 15,200 ล้านบาท และงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินปี 2555-2557 ที่ยังไม่ขอรับจัดสรร 7,800 ล้านบาท รวมทั้งสองส่วนนี้ 23,000 ล้านบาท ซึ่งได้คุยกับกระทรวงต่างๆและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณว่าต้องการกระตุ้นการสร้างงานทั่วประเทศ โดยเน้นการซ่อม สร้าง และเน้นการซ่อมมากกว่าในจุดที่สนองตอบความต้องการของประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะโรงเรียนที่เสนอของบประมาณในปี 2558 แต่ไม่ได้รับจัดสรร จึงจะนำไปซ่อมสร้าง

ทั้งนี้ นับเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการได้รับไป 13,198 ล้านบาท โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รับ 8,844 ล้านบาท ที่จะนำไปซ่อมอาคารเรียน จัดหาครุภัณฑ์ให้กับโรงเรียน 6,850 แห่ง สร้างอาคารเรียนใหม่ชั้นประถมและมัธยม 1,084 หลัง ห้องสุขาโรงเรียน 100 หลัง ปรับปรุงอาคารเรียนและสาธารณูปโภคสถานศึกษาอาชีวะ 421 แห่ง วงเงิน 2,526 ล้านบาท ปรับปรุงอาคารและมหาวิทยาลัยของรัฐ 1,827 ล้านบาท ปรับปรุงซ่อมแซม อาคารสำนักงาน บ้านพัก ระบบชลประทาน ขุดลอกด้วยแรงงานคน 2,442 ล้านบาท ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่พักกระทรวงกลาโหม 736 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารที่พักแพทย์ พยาบาลและจัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ 2,724 ล้านบาท และบำรุงรักษาและบูรณะทางสายหลัก 3,898 ล้านบาท

“งานซ่อม สร้างจะเป็นงานเล็กๆหมดเลย จะเกิดการจ้างงานเร็ว กดปุ่มแล้วทำได้พร้อมกันทั่วประเทศ ธุรกิจก่อสร้างก็จะตื่นขึ้นทั่วประเทศ เศรษฐกิจก็จะเคลื่อนได้จริงๆ ธุรกิจอุปโภคบริโภคก็จะขยับ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากชนบทสู่เมืองใหญ่”

4.ทบทวนเงินที่กันไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปี 2548-2556 วงเงิน 24,900 ล้านบาท เพื่อให้เร่งลงนามในสัญญาภายในเดือน ธ.ค.2557 โดยให้แต่ละกระทรวงไปค้นหาว่าจะทำอะไร หากไม่รู้ให้คืนกลับมาตรงกลางและตนจะคิดเองว่าทำอะไร จะเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจใน 3 เดือนถัดไป

โปรย 4 หมื่น ล.อุ้มชาวนาทั่ว ปท.

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการที่ 5. เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คือมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้ชาวนา วงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมาตรการที่พยายามระมัดระวังให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะหากเทียบคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทมีรายได้เดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท แต่ชาวนาที่มีอยู่ 3.4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เป็นชาวนาที่มีที่ดินไม่เกิน 15 ไร่ จำนวน 1.8 ล้านครอบครัว

แจกอีกไร่ละพัน

ส่วนกลุ่มที่มีที่ดิน 15 ไร่ขึ้นไปมี 1.6 ล้านครอบครัว ซึ่งรายได้จากการขายข้าวปีนี้ 8,000 บาทต่อเกวียน ต่ำกว่าปีก่อนๆ น่าเป็นห่วง เพราะเคยคิดว่าแก้ปัญหาให้แล้วราคาข้าวจะไต่สู่ระดับสูงกว่านี้ และโอกาสที่ข้าวนาปีที่ผลผลิตจะออกในเดือน พ.ย.จะอยู่ที่เกวียนละ 8,000 บาท ชาวนาจะลำบากเพราะต้นทุนบวกกำไรอยู่ที่เกวียนละ 9,000 บาท ดังนั้นรัฐบาลจ่ายเงินให้ชาวนาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ทำให้ผู้ได้รับเงินสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท ถ้ามี 8 ไร่ก็ได้ 8,000 บาท แต่ถ้ามีมากกว่า 15 ไร่ก็ได้เพียง 15,000 บาท ซึ่งจะเป็นรายได้ของชาวนาในปีนี้ปีเดียวเท่านั้น

ส่วนปีต่อไปให้เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยเงินที่ให้ชาวนาจะใช้สภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)จ่ายไปก่อน แล้วรัฐบาลจะตั้งงบชดเชยให้ในปีหน้า ซึ่ง ธ.ก.ส.เต็มใจ

5 มาตรการนี้อย่าเรียกประชานิยม

“ชาวนาที่ปลูกข้าว 10 ไร่ จะเก็บเกี่ยวได้ 6.5-7 เกวียน ถ้าขายได้เกวียนละ 8,000 บาทจะได้เงิน 50,000 กว่าบาท แต่เป็นแค่ราคาขาย ยังไม่หักต้นทุน จึงมีรายได้น้อยกว่าทำงานในโรงงาน การมีเงินจากรัฐบาลไปช่วยจะทำให้ชาวนาอยู่ได้ และไม่ต้องห่วงชาวนาที่เช่าที่นาก็จะได้รับเงินเหมือนกัน เพราะได้ลงทะเบียนกับ ธ.ก.ส.ไว้แล้ว และที่รัฐบาลใช้เงินรอบนี้ 40,000 ล้านบาท ก็ดีกว่าไปขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวปีละ 250,000 ล้านบาท และทำแค่ปีเดียวเท่านั้น ไม่เรียกว่าเป็นโครงการประชานิยม เพราะไม่ได้ต้องการคะแนนเสียง ตอนนี้ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ชาวนาพิจิตรบุกทวงเงินจำนำข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุม ครม. ได้มีกลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดพิจิตรและนครสวรรค์เดินทางมายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งน้ำตาพร้อมกับเรียกร้องให้นายกฯ เร่งรัดการจ่ายเงินให้ชาวนาตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/2557 ซึ่งจนถึงขณะนี้ผ่านมากว่า 11 เดือนชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการดังกล่าว ทำให้ได้รับความเดือดร้อนให้เกษตรกรทั้งค่าครองชีพ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเช่านา จึงขอเร่งรัดอนุมัติจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน รวม 121 ราย จำนวนเงิน 20,646,007.01 บาท ตลอดจนขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอีกทางหนึ่งด้วย โดยชาวนาจะรอคำตอบถึงวันที่ 15 ต.ค.หากยังไม่มีความชัดเจนจะปิดถนนประท้วงต่อไป

ลูกจ้าง อปท.ร้องนายกฯระงับเลิกจ้าง

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (อปท.) นำโดยนายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมฯ และสหพันธ์พนักงานท้องถิ่นแห่งประเทศไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผ่านเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อติดตามความคืบหน้าการร้องเรียนเรื่องพนักงานจ้างท้องถิ่น (ลูกจ้างชั่วคราว) ถูกเลิกจ้าง โดยนายพิพัฒน์กล่าวว่า ลูกจ้างชั่วคราวต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาในเรื่องนี้ สั่งระงับการยกเลิกสัญญาจ้างพนักงานลูกจ้างทั่วประเทศไว้ชั่วคราว และแต่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารหารือกันเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา เนื่องจากแนวนโยบายของรัฐบาลในการปรับอัตราเงินเดือนและค่าจ้างให้แก่ข้าราชการเพิ่มขึ้นร้อยละ 8-10 เนื่องจากนโยบายดังกล่าวไม่ได้กำหนดจัดสรรเงินเพิ่มให้กับ อปท.เหมือนข้าราชการ ดังนั้น เมื่อรายรับของ อปท.เท่าเดิม จึงต้องลดปัญหาด้วยกับปรับลดพนักงานจ้างเหมา ลูกจ้างชั่วคราวซึ่งอยู่ระดับล่างสุดของ อปท.โดยในวันที่ 1 ต.ค.จะมีผู้ถูกเลิกจ้างประมาณ 1 หมื่นราย

ตั้ง 4 กุนซือ 1 รองเลขาฯนายกฯ

ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.นพ.ยุงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี 5 ราย ได้แก่ พล.อ.สกล ชื่นตระกูล พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล เป็นปรึกษานายกรัฐมนตรี และนายอนุสนธิ์ ชินวรรโณ เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง

“ชัชวาลย์” ตามโผนั่งปลัด ยธ.

ร.อ.นพ.ยงยุทธกล่าวว่า ครม.ยังมีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอนุสิษฐ คุณากร รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นเลขาธิการ สมช. ขณะที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้ น.ส.วิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล รองผู้อำนายการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง น.ส.มาลี วงศาโรจน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง และแต่งตั้งนายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

ก.แรงงานเติม 6 เก้าอี้แทนคนเกษียณ

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน จำนวน 6 ตำแหน่ง แทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ และตำแหน่งที่ว่างลง ประกอบด้วย ม.ล.ปุณฑริก สมิติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพีรพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นางปราณิน มุตตาหารัช รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน อีก 3 ตำแหน่ง ประกอบด้วย น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ นายอารักษ์ พรหมณี และนายวินัย ลู่วิโรจน์

เกษตรฯได้ 5 อธิบดีใหม่คุมกรมบิ๊ก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.ยังมีมติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9 ราย โดยตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ประกอบด้วย 1. นายสมปอง อินทร์ทอง 2. นายอนันต์ ลิลา 3. นายอภัย สุทธิสังข์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง และแต่งตั้ง 4. นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นอธิบดีกรมประมง 5. นายวราวุธ ขันติยานันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร 6. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

7. นายโอภาส กลั่นบุศย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ 8. นางวีณา พงศ์พัฒนานนท์ ผู้ตรวจราชการเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม และ 9.นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองปลัดกระทรวง เป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

“อรรถยุทธ์” ไปเป็น ออท.กรุงเวียนนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง ร.ท.อรรถยุทธ์ ศรีสมุทร อธิบดีกรมอาเซียน ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย สืบแทน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งทรงโอนไปรับราชการที่สำนักงานอัยการสูงสุด ในวันที่ 1 ต.ค.57 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.57 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

“บวรเวท” นั่งอธิบดีกรมศิลปากร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม 4 ราย ดังนี้ นายอนันต์ ชูโชติ เป็นรองปลัดกระทรวง 2.นายบวรเวท รุ่งรุจี เป็นอธิบดีกรมศิลปากร 3. น.ส.นันทิยา สว่างวุฒิธรรม เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 4.นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นอกจากนี้ ครม.ยังแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ 4 ราย คือ 1.นายกมล ศิริบรรณ เป็นรองปลัดกระทรวง 2.นายวัชรินทร์ จำปี เป็นรองปลัดกระทรวง 3.นายรังสรรค์ มณีเล็ก ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 4.นายพิษณุ ตุลสุข เป็นรองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

“พนม” ขึ้นชั้น ผอ.สำนักพุทธฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.ยังมีมติแต่งตั้งนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่งตั้ง 2 ราย ได้แก่ น.ส.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ รองปลัดกระทรวง เป็นเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และนายสุทธิเวช ต.แสงจันทร์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ

ส่งทูลเกล้าฯ 250 รายชื่อ สปช.แล้ว

เมื่อเวลา 13.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการนำรายชื่อสปช.ขึ้นทูลเกล้าฯว่า ได้เซ็นเสนอผ่านสำนักราชเลขาธิการไปแล้ว ส่วนรายชื่อที่หลุดออกมานั้นก็ไม่ถูกหมด และไม่ทราบด้วยว่ามันหลุดไปได้อย่างไร เพราะเป็นการกลั่นกรองขึ้นมา และรายชื่อไม่ตรงอยู่หลายคน แต่ส่วนใหญ่รายชื่อมันเดากันได้อยู่แล้ว ประเด็นที่ต้องชี้แจงคือว่ากลุ่มนี้มากลุ่มนี้ไม่มาเพราะไม่ได้สมัครมา ไม่เห็นด้วยในการที่จะเข้ามากับการปฏิรูป พอสมัครเข้ามาก็จัดคนระดับแค่เลขาฯ บางครั้งกรรมการคัดสรรดูแล้วมาตรฐานมันก็ไม่ได้

มีตั๋วฟรีให้คนอกหักนั่งทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมทางกองทัพบกส่งคนเข้าสมัครด้วย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ใช่ กฎหมายเขียนไว้ว่าให้ส่วนราชการที่เป็นนิติบุคคลส่งได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ส่งได้หน่วยละ 2 คน ดังนั้นเหล่าทัพต่างๆส่งมาซึ่งคัดกรองไม่ได้ทั้งหมดจะได้ในสัดส่วนของที่เป็นข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนก็เหมือนกันไม่ใช่ต่างคนต่างสมัครได้ บางคนไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ได้รับเลือกและไม่มีรายชื่อเพราะไม่มีใครส่ง แต่จะให้นโยบายให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไรกับคนที่เหลืออยู่ที่ไม่ได้รับเลือกโดยจะตั้งเป็นคณะทำงานอีก 3-4 คณะให้สอดประสานต่อเนื่องกัน ใครหลุดตรงไหนเติมตรงนั้นจะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม

“ประจิน” เก่าไป-“ตรีทศ” ใหม่มา

ทางด้านการอำลาตำแหน่งของ ผบ.เหล่าทัพที่เกษียณอายุราชการนั้น เมื่อเวลา 06.40 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ระหว่าง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะ ผบ.ทอ.คนเก่า กับ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง เสนาธิการทหารอากาศ ในฐานะ ผบ.ทอ.คนใหม่ โดยมีพิธีวางพานพุ่มถวายสักการะพระอนุสาวรีย์จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ จากนั้นได้ลงนามเอกสารรับ-ส่งหน้าที่ ผบ.ทอ.ต่อมาเวลา 07.00 น. พล.อ.อ.ประจิน และ พล.อ.อ.ตรีทศ ได้ร่วมพิธีสวนสนามจากภาคพื้นดินและภาคอากาศ การสวนสนามทางอากาศ ได้ใช้เครื่องบินขับไล่กริพเพน และเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 ด้วย โดยมีข้าราชการระดับสูงของกองทัพอากาศร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง พล.อ.อ.ประจินกล่าวส่งมอบหน้าที่ตอนหนึ่งว่า ขอให้ทหารอากาศทุกคนรับผิดชอบต่อหน้าที่ สามัคคี ยึดมั่นในคุณธรรม ผบ.ทอ.คนใหม่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เชื่อว่าจะเป็นผู้นำกองทัพอากาศให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงต่อไป

บิ๊กทัพฟ้าคนใหม่ลั่นอุ้ม รบ.-คสช.

ด้าน พล.อ.อ.ตรีทศกล่าวรับหน้าที่ว่า พร้อมปฏิบัติหน้าที่สนองพระเดชพระคุณด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะอย่างเต็มกำลังความสามารถให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ จะสนับสนุนการทำงานในหน้าที่ของ พล.อ.อ.ประจินต่อไปอย่างเต็มที่ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำพากองทัพปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม พัฒนากองทัพอากาศให้ก้าวหน้าสู่การเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาคต่อไป พล.อ.อ.ตรีทศยังให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีฯว่า สำหรับการวางตัวช่วงที่มี คสช.ควบคู่กับรัฐบาล พร้อมสนับสนุนตามแนวทางทุกนโยบาย

ทัพเรือผลัดใบวางโรดแม็ปยาว 10 ปี

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ท้องพระโรง พระราชวังเดิม พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ในฐานะ ผบ.ทร.คนเก่า ส่งมอบหน้าที่ให้กับ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.คนใหม่ โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมพิธีโดย พล.ร.อ.ณรงค์ มอบการบังคับบัญชาและส่งมอบตราประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือพร้อมลงนามในสมุดรับส่งหน้าที่ กองทหารเกียรติยศได้ยิงสลุตจำนวน 19 นัด พร้อมสวนสนามกองทหารเกียรติยศเทิดเกียรติให้แก่ พล.ร.อ.ณรงค์ ก่อนอำลาชีวิตการรับราชการ จากนั้น พล.ร.อ.ไกรสรให้สัมภาษณ์ว่า จะสานต่องานของ พล.ร.อ.ณรงค์ฝากไว้ในเรื่อง
วิสัยทัศน์ ที่กำหนดไว้ในปี 2558-2567 เป็นเวลา 10 ปีข้างหน้าที่จะต้องทำให้กองทัพเรือเป็นหน่วยกำลังทางทะเลชั้นนำทางภูมิภาค สร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของประชาคมอาเซียน และชาติพันธมิตร

“กัมปนาท” ขึ้น มทภ.1 วันแรก

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ทำพิธีรับ-ส่งมอบหน้าที่และการบังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 1 ให้ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 1 โดย พล.อ.ธีรชัยกล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพภาคที่ 1 มาแล้ว จึงมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 1 ภายใต้การนำของแม่ทัพภาคที่ 1 จะมีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน และเป็นหลักในการป้องกันรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติ และราชบัลลังก์

นั่งยันปฏิวัติซ้อนไม่มีแน่นอน

พล.ท.กัมปนาทกล่าวถึงกรณีการปฏิวัติซ้อน ว่า ตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและทหารอาชีพ เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา ผบ.ทบ.พูดอย่างไรก็ตามนั้น ยืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติแน่นนอน กองทัพภาคที่ 1 มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ต้องดำเนินการให้สมดุลกัน ทั้งเตรียมกำลังพล จะต้องพร้อมรบตามนโยบายของ ผบ.ทบ. และการใช้กำลังป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงภายในและความสงบเรียบร้อย ที่สำคัญคือการรักษาความสงบตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ

“บิ๊กป้อม” นำ ผบ. 4 เหล่าหา “ป๋า”

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ได้นำ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เข้าคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ ซึ่ง ผบ.เหล่าทัพได้มอบกระเช้าดอกไม้ให้ พล.อ.เปรม ทั้งนี้ พล.อ.เปรมได้ให้โอวาทว่า ขณะนี้กองทัพมีงานมากขึ้น ขอให้ทหารทำงานให้ประชาชนเห็นและต้องทำให้ดีด้วย จากนั้น พล.อ.เปรมได้มอบขวัญเป็นกล่องสีน้ำเงิน ภายในบรรจุพระสยาม เทวาธิราช ขนาด 1 นิ้วครึ่ง พร้อมกับเนกไทสีแสด จากนั้นเวลา 16.20 น. พล.อ.ประวิตรกล่าวภายหลังนำ ผบ.เหล่าทัพเข้าพบ พล.อ.เปรมว่า ท่านให้กำลังใจพวกเราและพวกเราก็ให้คำมั่นสัญญากับท่านว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งท่านไม่ได้กังวลในเรื่องกองทัพแต่อย่างใด

“บิ๊กตู่” ยันไปสี่เสาฯไม่มีอะไรในกอไผ่

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนำ ผบ.เหล่าทัพเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ด้วยว่า ไม่มีอะไรก็ไปอำลาในฐานะเป็นลูกหลานที่เป็นทหาร พล.อ.เปรมได้ให้กำลังใจมาในการแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองแค่นั้นไม่มีอะไร ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้ง ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ได้อยู่แล้ว ทหารไม่เคยทะเลาะกัน

“พรเพชร” ชี้ติดกึก รธน.ปี 50

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ กลับมายัง สนช.ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่องดังกล่าว เมื่อ ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และทราบจากข่าวเท่านั้นว่า ป.ป.ช.ส่งสำนวนกลับตามคำร้องเดิมคือนายสมศักดิ์และนายนิคมมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพียงอย่างเดียว เราก็ต้องทำตามนั้น ส่วนปัญหากฎหมายที่ยังมีความสับสนว่าถอดถอนได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ยกเลิกไปแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ต้องให้คำร้องที่ ป.ป.ช.ส่งมาก่อนว่ามีการแก้ไขอะไรหรือไม่จึงจะพิจารณาได้

เมิน รธน.มาตรา 5 เล็งขอโหวตฟัน

นายพรเพชรกล่าวต่อว่า การที่นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.อาจเสนอให้ที่ประชุมใช้ มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 ชี้ขาดเรื่องนี้นั้น เห็นว่ามาตรา 5 จะใช้เพื่อตีความกฎหมายเท่านั้น เช่น ตีความว่า สนช. ทำหน้าที่แทน ส.ว.ได้หรือไม่ แต่เรื่องการถอดถอนยังไม่เห็นอำนาจว่าจะใช้มาตรา 5 ได้ แต่เรื่องดังกล่าวก็อาจนำเข้าสู่ที่ประชุมให้ สนช. ชี้ขาดว่าถอดถอนได้หรือไม่ โดยการที่ประธานฯ นำเข้าที่ประชุมแล้ว หาก สนช.ไม่ เห็นชอบก็เสนอญัตติได้

“นิคม” ขู่ลงมติจะไปฟ้องศาล

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ สนช.ทุกคนพิจารณาถึงกระบวนการถอดถอนให้รอบคอบตามข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ และต้องพึงระวังให้มากที่สุดหากจะดำเนินการถอดถอน เนื่องจากการดำเนินการต่างๆของ สนช. จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่แก่การเมืองไทยที่อาจมีปัญหาต่อไปอนาคต แต่หากกระบวนการถอดถอนยังเดินหน้าต่อไป คงจะไม่ไปร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่จะฟ้องต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้ ศาลพิจารณาว่า การยกร่างข้อบังคับ สนช. พ.ศ.2557 โดยอาศัยเพียงกฎหมายลูกแล้วนำมาดำเนินการลงมติถอดถอน ส.ส. ส.ว.ที่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปตามอำนาจหน้าที่และมีเอกสิทธิ์คุ้มครองอย่างชอบธรรม ถือเป็นการประพฤติมิชอบของ สนช. หรือไม่ เพื่อให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการคุ้มครองตามกติกา

คสช.กำลังดูแดงจัดเบิร์ธเดย์ “ตู่”

พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษก คสช.กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดรวมตัวกันในวันที่ 5 ต.ค. ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่อทำบุญนมัสการหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก และร่วมพิธีทำบุญฉลององค์พระกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เนื่องในวันเกิด ว่า เบื้องต้นกำลังตรวจสอบ ว่ากลุ่มคนดังกล่าวได้ไปพูดคุยรายละเอียดการจัดงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือยัง หากการจัดกิจกรรมที่เป็นงานบุญไม่มีอะไรแอบแฝงในทางการเมืองหรือขัดกฎอัยการศึก ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ที่ผ่านมานายจตุพรให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการงดเคลื่อนไหวทางการเมือง

ครม.คืนความสุขให้หยุดปีใหม่ 5 วัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.นพ.ยุงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้วันศุกร์ที่ 2 ม.ค.2558 เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งจะทำให้ช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.57-4 ม.ค.58

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้