วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เสริมวัคซีนเด็กไทย พ้นหลุมพรางยุคเสื่อมสื่อดิจิตอล

เสริมวัคซีนเด็กไทย พ้นหลุมพรางยุคเสื่อมสื่อดิจิตอล

  • Share:

คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า เด็กยุคนี้เกิดมากับแท็บเล็ต ไอแพดในมือ เกิดมาพ่อแม่ผู้ใหญ่ก็พร้อมจะเลี้ยงดู หรือยัดเยียดอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำยุคเหล่านี้ให้ลูกได้ถือได้จับได้เสพกัน เรียกกันได้ว่า ตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลยเสียด้วยซ้ำ แล้วเด็กๆ พร้อมจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้หรือไม่? ยังเป็นคำถามที่หลายฝ่ายต้องร่วมกันเรียนรู้ร่วมกัน

เพราะสื่อยุคนี้หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว แต่สื่อเองก็ไม่ได้มีแค่ด้านบวก ให้ได้เปิดประสบการณ์เปิดโลกกว้าง สร้างองค์ความรู้อย่างเดียว แต่ด้านมืด มุมอับพิษร้ายในสื่อที่แฝงเร้นก็มีเช่นกัน ซึ่งส่วนนี้ยังไม่ได้รับการเผยแพร่ หรือให้ความรู้ในวงกว้างเท่าที่ควร ผู้ใหญ่เองอาจยังรู้ไม่ทันสื่อด้วยซ้ำ แล้วเด็กๆ ของเรารับมือเรื่องนี้ไหวหรือไม่ "ไทยรัฐออนไลน์" ขอพาไปหาคำตอบกัน พร้อมเสนอทางออกในเรื่องนี้กัน

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ และอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า ตอนนี้สังเกตได้ว่า เนื้อหาในสื่อมีความรุนแรงขึ้น มีหลายปัจจัย 1. คือเรื่องของการแข่งขัน โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เป็นสื่อเคลื่อนไหว ถือเป็นเจ้าตลาดในช่วงที่ผ่านมา แต่เด็กยุคใหม่เมื่อโต ขึ้นจะมีสัดส่วนในการดูทีวีลดลง เพราะว่ามีสื่อออนไลน์เข้ามาแทนที่ สื่อทีวีจึงพยายามหาทางดึงดูดเด็กวัยรุ่นให้กลับมาดู ก็พยายามใช้เทคนิคและเนื้อหาที่ล่อใจ โดย 3 มิติหลักที่ทีวีพยายามจะใช้คือ เรื่องของความรุนแรง เพศ และการใช้ภาษาที่หยาบคาย โดยสิ่งที่ทีวีพยายามใช้มากสุดคือเรื่องเพศ เพราะเป็นเรื่องที่ดึงดูดความสนใจในช่วงวัยของเขา ส่วนผู้ชมทั่วไป และเด็กที่ไม่เป็นวัยรุ่น เรื่องของความรุนแรงที่มีมากขึ้น รวมไปถึงข่าวที่ดึงดูดผู้ชมให้ดู ก็มีเรื่องความรุนแรง เรื่องของการตบตีกัน เรื่องของการใช้ภาพโหด ภาพเหยื่ออาชญากรรม รวมไปถึงออนไลน์มีทั้ง 3 องค์ประกอบที่กล่าวมา เพราะยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลจริงจัง เรื่องเพศ รูปลามก วาบหวิว รูปภาพโหด เรื่องภาษา ที่ใช้ภาษาผิดหลักภาษาและมีความรุนแรง ด่ากัน หรือเพจวัยรุ่นเอง มีการใช้ภาษาที่หยาบคาย

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ และอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ผลที่เกิดตามมา คือ เด็กและเยาวชนเกิดความชินชา รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถยอมรับได้ เพราะอาจคิดว่า ดูสื่อใช้ได้ เราก็ใช้ได้ แต่เรื่องของพฤติกรรมที่ตามมา คือ เมื่อเกิดการยอมรับแล้วจะเกิดการเลียนแบบตามมา ยอมรับว่าทำได้ เมื่อมีโอกาสก็เลียนแบบ เช่น เห็นการโชว์รูปโปรไฟล์เซ็กซี่ นมหก แต่งชุดว่ายน้ำ คนกดไลค์เยอะ เลยลองทำบ้าง เกิดผลเสีย หรือค่านิยมอันดีของวัฒนธรรมไทย โดยที่เขาไม่รู้ หรือความรู้เท่าทันสื่อยังไม่มี ทางเทคนิคเด็กๆรู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ยังไม่รู้ว่า อาจเกิดผลเสียที่ตามมาสู่ตัวเขาในการใช้สื่อที่ผิดประเภท หรือผิดวิธี เช่น ใช้ภาพเซ็กซี่ โพสต์รูปไม่เหมาะสม นำไปสู่อันตรายต่อตัวเองได้ การลดคุณค่าตัวเอง การให้ข้อมูลส่วนตัว คนนำไปใช้ในการล่อลวงต่างได้ ซึ่งเด็กยังไม่รู้เท่าทัน

เด็กยุคใหม่โตพร้อมกับโทรศัพท์เป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 จริงหรือ ?!?

ข้อเสนอเพื่อการแก้ไข เรื่องในระยะเร่งด่วนนั้น คือ การผ่านกฎหมายที่จริงจัง เพราะที่ผ่านมาไม่มีผลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร กฎหมายต้องรัดกุมและเกิดการบังคับใช้และดูแลให้ทั่วถึง เช่น ออนไลน์ควรมีการดูแลให้เข้มงวดกว่านี้ หรือว่า การล่อล่วง การใช้สื่อในโฆษณาที่อาจหลอกลวงชัดเจน ต้องมีกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง จากนั้นสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องช่วยกันเผยแพร่เรื่องของการรู้เท่าทันสื่อ และสื่อเองต้องช่วยกันตรวจสอบกันเองด้วย โดยเฉพาะสื่อหลักต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง พยายามแยกสู่การเป็นสื่อที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งให้ความรู้ประชาชนถึงสื่อที่มีหลากหลายประเภท

"พ่อแม่และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต้องพยายามสร้างบทบาทให้ "คืนพ่อแม่ให้กับลูก" ให้ลูกอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น ไม่ได้อยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างเดียว เพราะว่าถ้าปล่อยไป ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวจะลดลงและเป็นเรื่องน่าห่วง เด็กโตกับเทคโนโลยีจะขาดทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรืออาจเป็นเด็กที่มีความก้าวร้าว หรือเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากเกินไป" อาจารย์วรัชญ์ กล่าวตอนท้าย

แท็บเล็ตติดมือ เด็กน้อย เลี้ยงด้วยสิ่งนี้โอเคหรือไม่?

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ (ครูหยุย) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า หากเราดูปรากฏการณ์การรับสื่อกับเด็กและเยาวชน สิ่งที่พบคือ มนุษย์เราเจริญเติบโตมีพัฒนาการตามวัย และมีกระบวนการเรียนรู้ ทั้งจากบ้าน โรงเรียน ครอบครัว แต่ปัญหาที่พบคือ น้ำหนักการเรียนรู้ในส่วนนี้ยังไม่พอกับการเรียนรู้ของเด็กจากที่โลกภายนอกเปลี่ยนไป สื่อเป็นฐานันดรที่ 5 ที่เข้ามามีผลต่อเด็กมากขึ้น สื่อพยายามสร้างวิธีการให้เด็กเรียนรู้และติดตามสื่อนั้นอยู่ทั้งวัน

"ตอนนี้โลกทั้งโลกมีปัญหาคล้ายคลึงกัน 3 เรื่อง คือ เรื่องเพศ ตอบสนองการเติบโตตามช่วงวัย เด็กสนใจ เหมือนกับมีกล่องใบหนึ่งที่สั่งห้ามเปิด ทุกคนก็อยากจะเปิดกัน คล้ายๆ กัน สื่อลามกห้ามดู เด็กก็สนใจอยากจะรู้กัน สื่อประเภทนี้จึงได้รับความนิยม ขายได้ทั้งบนดินใต้ดิน 2. ความรุนแรง คือกลุ่มที่ผจญภัย ต่อสู้ ดึงดูดความสนใจแก่เด็ก เพราะว่าลุ้นระทึก ฆ่ากัน บู๊ ถูกจริตกับช่วงวัย และ 3.เรื่องบริโภค-วัตถุนิยม เทรนด์ของโลกทั้งโลกเป็นแบบนี้หมด"

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ (ครูหยุย) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เพียงแต่ว่า สิ่งที่ต่างกันของประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว คือ มองเห็นว่าจะทำอย่างไรที่เด็กจะมีความพร้อมจะเรียนรู้ เลือกที่จะเสพได้ หรือว่าเสพแล้วไม่เป็นธาตุของมัน สามารถไปดูหนัง ยิงกันได้ไม่กลับยิงใคร พอวัยหนึ่งก็ดูหนังแล้วกระตุ้นทางเพศได้ แต่ไม่ได้เป็นอะไร การสร้างกระบวนการที่ดี แรงสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ เช่น กองทุนเพื่อส่งเสริมการผลิตสื่อดีๆ หลายอย่างให้เกิดพื้นที่ได้ สร้างพื้นที่ให้คนเล็กคนน้อย ทำงานวิจัย หนุนให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของสื่อเองที่ตรงกับภูมิภาค ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ เช่น สื่อของชาวเขาเอง เป็นต้น ถือเป็นช่องทางที่สำคัญ เกิดการสร้างพลัง และแรงบันดาลใจในพลังสร้างสรรค์ได้

นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวว่า รายการเด็กและสื่อที่พบในปัจจุบันนั้น พบว่าจะมีสปอนเซอร์เป็นอาหารและขนมกรุบกรอบ เป็นหลักถือว่าไม่สร้างสรรค์ และปัจจุบันพบว่า ครอบครัว ชุมชน และตัวเด็กเองนั้น เป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตสื่อ

"ตอนนี้ในแวดวงของการรับสื่อ คำว่า "ผู้รับสื่อ" จะไม่มีแล้ว ทุกคนเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้ผลิตเองได้ ทั้งทำคลิป ผลิตหนังสั้น สร้างบทความ ฯลฯ เพราะฉะนั้น เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมได้มาก"

นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.)

และเสนอทางออกให้เด็กเท่าทันสื่ออีกประการ คือ ให้เด็กมีสื่อที่ช่วยให้เข้าถึงปัญหา เช่นในชุมชนที่เขาอยู่เอง ได้ลงไปสำรวจแล้วนำมาเสนอ ซึ่งในต่างประเทศมีกองทุนสนับสนุนชัดเจนจากรัฐบาล รัฐบาลจะลุงทุนจัดตั้งกองทุนเองเพื่อให้เกิดการสร้างสื่อที่เหมาะสมกับเด็ก เป็นการปลูกฝังการเรียนรู้ที่ดี เพื่อเติบโตเป็นอนาคตที่ดีและกำลังสำคัญของประเทศของไทยเราเองมีการเสนอ พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่กำลังรอการพิจารณาอยู่ในขณะนี้ จะทำให้เข้าถึงสื่อกลุ่มเล็กๆ สื่อพื้นบ้านในชุมชนได้มากขึ้น กองทุนจะทำให้เกิดความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

สื่อถือเป็นปัจจัยร่วมกระตุ้นทั้งบวกและลบในการเรียนรู้ของเด็กไทยของเรา การรู้เท่าทันสื่อที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคดิจิตอลนี้ ต้องเริ่มสร้างที่ตัวเด็กและครอบครัวเอง ที่จะสร้างการรับรู้ วิจารณญาณ จิตใจที่เข้มแข็ง ที่สำคัญ สื่อเองต้องตระหนัก พร้อมทั้งย้อนกลับมาที่ตัวเองด้วยว่า กำลังสร้างค่านิยม หรือชี้นำที่ไม่ถูกต้องหรือ?

ยุคนี้ต้องแชต แชร์ เทคโนโลยีสื่อสารใช้ข้างกายตลอดเวลา

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้