วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
Occupy Hong Kong ความเหลื่อมล้ำที่ท้าทายผู้นำจีน

Occupy Hong Kong ความเหลื่อมล้ำที่ท้าทายผู้นำจีน

  • Share:

การชุมนุม เรียกร้องประชาธิปไตย ของนักศึกษาประชาชนฮ่องกงหลายหมื่นคนตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปิดถนนในเกาะฮ่องกง ทำให้ธนาคารร้านค้าต้องปิดกันมากมาย ถือเป็นการท้าทายอำนาจของ รัฐบาลปักกิ่ง เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ประธานาธิบดี

สี จิ้นผิง ผู้นำกฎเหล็กของจีน หากเอาไม่อยู่บานปลายแน่นอน

กลุ่มผู้นำนักศึกษาประชาชน ที่ก่อการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งนี้ เรียกตัวเองว่า Occupy Central with Love and Peace หรือ “ยึดเซ็นทรัลด้วยความรักและความสงบ” โดยยึดพื้นที่ถนนตั้งแต่ย่านแอดมิรัลตี้ เซ็นทรัล คอสเวย์เบย์ ไปจนถึง มงก๊ก พร้อมกับยื่นคำขาดให้ นายเหลียง ชุน–ยิง ผู้ว่าการเกาะฮ่องกง ลาออกภายในวันที่ 1 ตุลาคม

ก่อนจะเกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงครั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่ง ได้ตัดสินใจให้ คณะกรรมาธิการเสนอชื่อผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการเกาะฮ่องกงคนใหม่ ซึ่งจะมีขึ้นในปี2017 เป็นผู้คัดเลือกรายชื่อผู้สมัครเหลือ 2–3 คน เพื่อให้ชาวฮ่องกงเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการฮ่องกงคนต่อไป

การตัดสินใจของรัฐบาลปักกิ่งครั้งนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวฮ่องกงเป็นอย่างมาก เพราะตอนที่อังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้กับจีนเมื่อปี 2540 รัฐบาลปักกิ่ง เคยให้สัญญาว่า จะให้ชาวฮ่องกงเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ในปี 2017 ตามนโยบาย “หนึ่งประเทศสองระบบ”

เมื่อรัฐบาลปักกิ่งไม่ยึดมั่นในคำสัญญา ยังคงใช้วิธีคัดเลือกผู้สมัคร 2–3 คน แล้วให้ชาวฮ่องกงไปเลือกตั้งกันอีกที เลือกตั้งเสร็จแล้ว ยังต้องรอให้รัฐบาลปักกิ่งมีคำสั่งแต่งตั้งเสียก่อน ผู้ชนะการเลือกตั้งจึงจะได้เป็น “ผู้ว่าการเกาะฮ่องกง” โดยสมบูรณ์ ทำให้กลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเห็นว่า นี่คือ “ประชาธิปไตยจอมปลอม” เพราะคณะกรรมาธิการคัดเลือกผู้สมัครส่วนใหญ่ก็มีใจเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลปักกิ่งอยู่แล้ว

ไม่น่าเชื่อว่า เกาะฮ่องกง ซึ่งจีนให้อังกฤษเช่าไป 99 ปี และมีการส่งมอบคืนให้จีนไปเมื่อปี 2540 หรือ 17 ปีก่อน จะเกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ตลอดเวลา 99 ปี ที่อังกฤษปกครองเกาะฮ่องกง รัฐบาลอังกฤษก็ส่งผู้ว่าการฮ่องกงตรงมาจากอังกฤษ ไม่เคยจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าการฮ่องกงแม้แต่ครั้งเดียว

รัฐบาลอังกฤษก็ปกครองฮ่องกงมาด้วยความสงบ ตลอดเวลา 99 ปี ไม่มีใครลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าการฮ่องกงโดยตรง แม้ในช่วงที่ฮ่องกงคืนกลับมาอยู่ใต้ธงจีน เป็นเขตปกครองพิเศษของจีน ก็ไม่เคยมีการลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย หรือต้องการเลือกตั้งผู้ว่าการฮ่องกง

แล้วทำไมวันนี้จึงเกิดขึ้น

คำตอบที่ผมขอฟันธงไว้ตรงนี้ก็คือ เพราะ “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในฮ่องกง

หลังจากที่ฮ่องกงคืนสู่อ้อมอกจีน ทำให้ทุนนิยมจากจีนแผ่นดินใหญ่ พุ่งเข้ามากอบโกยความมั่งคั่งจากฮ่องกงไปอย่างมากมาย ทำให้ราคาทุกอย่างแพงขึ้นจนจับไม่ติด ตั้งแต่ค่าครองชีพที่แพงลิ่ว ไปจนถึงราคาที่อยู่อาศัย ที่แพงขึ้นไปหลายเท่าตัว ทั้งที่ชาวฮ่องกงก็อยู่กันอย่างแออัดเหมือนอยู่ในรูหนูอยู่แล้ว คนฮ่องกงจึงต้องออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านทุกวัน

ราคาอพาร์ตเมนต์ในฮ่องกง (บ้านหายากมาก มหาเศรษฐีก็อยู่คอนโด) ขายกันเป็นตารางฟุต ตารางฟุตละกี่หมื่นกี่แสนบาท ผมเคยถามแต่จำไม่ได้แล้ว เริ่มตั้งแต่ 10 ตารางฟุตขึ้นไปจนถึงหลายร้อยตารางฟุต ราคาแพงมากแพงน้อยก็แล้วแต่ย่าน

ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกดูครับ บ้าน 10 ตารางฟุต หรือ 5 ตารางเมตร ต้องอยู่กัน พ่อแม่ลูก 3 คน คุณภาพชีวิตจะเป็นอย่างไร แล้วอยู่กันอย่างนี้เป็นแสนๆครอบครัว ไม่เชื่อลองคลิกเข้าไปดูสภาพบ้านอย่างนี้ในเน็ตดูได้ ชีวิตคนฮ่องกงจึงถูกกดดันทุกวินาทีที่มีชีวิต เมื่อมีโอกาสผมเชื่อว่าคนฮ่องกงจะออกมาต่อสู้แน่นอน

นี่คือ บทเรียนของความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ รัฐบาลบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องใช้เป็นบทเรียน โชคดีที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังไม่รุนแรง แต่ถ้าลดลงได้มากเท่าไร สังคมไทยก็จะมีความสงบสุขมากเท่านั้น นี่คือความยั่งยืน.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้