วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
2 ต.ค. 2557 05:01 น.
วัดใจรัฐบาลใหม่ ตัดสินใจแร่ใยหิน

วัดใจรัฐบาลใหม่ ตัดสินใจแร่ใยหิน

โดย
2 ต.ค. 2557 05:01 น.
  • Share:

หนึ่งในข่าว “เกือบดี”...ประเดิมรัฐบาล “บิ๊กตู่” ป้ายแดง

ต้องยกนิ้วให้ข่าว...กรมโรงงานอุตสาหกรรมตาสว่าง เตรียมประกาศยกเลิกใช้แร่ใยหินในเมืองไทย

จะไม่ให้ดีใจทนไหว ในเมื่อประเทศไทยถูกจัดอันดับน่าอับอายขายหน้าครองตำแหน่งประเทศที่มีการบริโภคแร่ใยหินสูงเป็นอันดับ 2-4 ของโลก (นำเข้าปีละนับแสนตัน) มาหลายปี ทั้งที่ชั่วโมงนี้มีกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พากันปฏิเสธ และสั่งห้ามใช้แร่ชนิดนี้ในประเทศของตน

แร่ใยหิน หรือที่ฝรั่งเรียก Asbestos เป็นชื่อทั่วไปของเส้นใยจากแร่ซิลิเกต ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นเส้นใย อยู่รวมกันเป็นมัด

จุดเด่นของมันอยู่ตรงที่มีคุณสมบัติแข็ง เหนียว ทนไฟ ทนความร้อน ทนกรด ทนด่าง และสารเคมีหลายชนิด แต่มีความยืดหยุ่น สามารถนำไปปั่นเป็นเส้น และทอเป็นผืนได้ แร่ใยหินจึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในหลายผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความแข็งแกร่ง ทนทาน

ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องลอนมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ ฝ้าเพดาน ท่อระบายน้ำซีเมนต์ กระเบื้องยางไวนิลปูพื้น ผ้าเบรก คลัตช์ วัสดุหุ้มแบตเตอรี่ ฉนวนกันความร้อน กระดาษอัด และอุตสาหกรรมสิ่งทอทนความร้อน

แต่ในข้อดี ก็แฝงไว้ด้วยพิษสงไม่น้อย องค์การอนามัยโลกเคยออกคำเตือนว่า “แร่ใยหิน” ทุกประเภท ล้วนเป็นสารก่อมะเร็งทั้งสิ้น

มะเร็งซึ่งเกิดจากการสูดดมเอาผงแร่ใยหินเข้าปอด โดยเฉพาะเหยื่อกลุ่มเสี่ยงซึ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งจากแร่ใยหินสูง มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ

ผู้ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและโรงงานที่มีการใช้แร่ใยหิน กับคนงานก่อสร้าง และรื้อถอนอาคาร กับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้แร่ใยหินเป็นส่วนผสม รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่มีโอกาสสัมผัสกับแร่ใยหิน จากการรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้แร่ใยหินเป็นส่วนผสม

เพราะบุคคลเหล่านี้ มีโอกาสจะสูดดมเอาฝุ่นละอองจากแร่ใยหิน ที่ฟุ้งกระจายเข้าปอด

แม้จะมีข้อมูลทางระบาดวิทยา จากมหาวิทยาลัยบางแห่ง ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งปอด กับการสัมผัสแร่ใยหิน ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยว

เช่น การสัมผัสแร่ใยหินที่มีความเข้มข้นต่ำ (Accumulative Dose=10-50 ล้านเส้นใย/ลบ.ฟุต/ปี) ยังไม่พบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดก็ตาม

ซึ่งแย้งกับการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลอง และในมนุษย์ของ International Agency for Research on Cancer ที่ระบุว่า แร่ใยหินทุกชนิด ล้วนเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ทั้งสิ้น

องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำว่า หนทางที่ดีที่สุดในการป้องกันและลดความเสี่ยงเกิดโรคจากแร่ใยหิน ก็คือ เลิกใช้แร่ใยหินทุกประเภท

ด้วยเหตุนี้ ทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน ซึ่งจะมีความร่วมมือกันเป็นประชาคมในปีหน้านี้ จึงมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแพร่ของแร่ใยหิน และสินค้าที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน ภายใต้การดูแลของ “สภาผู้บริโภคอาเซียน” (Southeast Asian Consumer Council)

องค์กรดังกล่าวได้กำหนดมาตรการร่วมกันว่า จะใช้ระบบ “One ban all ban” เป็นข้อตกลงร่วมในการแบนสินค้าของทุกประเทศในอาเซียน ตามกติกา “ถ้าประเทศใดมีการแบนสินค้าใดแล้ว ทุกประเทศในภูมิภาคก็จะร่วมแบนด้วยทั้งหมด”

นั่นอาจเป็นหนทางหนึ่งในการยับยั้งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากแร่ใยหินในภูมิภาคนี้อันเป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ สมัชชาองค์การอนามัยโลก (World Health Assembly หรือ WHA) ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการยับยั้งความเสี่ยงจากโรคมะเร็งที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีในสถานที่ทำงานและในสภาพแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีบางฝ่ายอ้างอิงถึงเอกสารชุดเดียวกันของ WHA ไปในอีกทาง โดยเน้นย้ำข้อความในเอกสารว่า ที่ประชุมใหญ่สมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 60 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2550 มีมติว่า

“แร่ใยหินแต่ละชนิด มีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงควรจัดให้มีการดูแลที่ต่างกัน ไม่ได้มีมติให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินแต่อย่างใด”

แต่เมื่อได้มีการตรวจสอบข้อความในเอกสาร “ทั้งฉบับ” ในเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก ตั้งแต่ย่อหน้าแรกจนถึงย่อหน้าสุดท้าย พบว่า ล้วนระบุถึงการกำจัดโรคที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน และชี้ชัดว่า “แร่ใยหินทุกชนิด” เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

เอกสารดังกล่าวยังได้ระบุด้วยว่า ขณะนี้มีประชากรโลกราว 125 ล้านคน ที่มีการสัมผัสกับแร่ใยหินในสถานที่ทำงาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกประมาณการล่าสุดว่า ประชากรโลกกว่า 107,000 คน ที่เสียชีวิตไปในแต่ละปีจากโรคมะเร็ง มีส่วนเกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน

สอดคล้องกับการสืบค้นเวชระเบียนของสถาบันโรคทรวงอก และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยแพทย์บางแห่งในไทย พบข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งเยื่อหุ้มปอดมีประวัติสัมผัสกับแร่ใยหินมานานกว่า 20 ปี จำนวน 5 ราย

รายแรกเป็นวิศวกร อายุ 75 ปี ป่วยจากการสัมผัสแร่ใยหินมาเป็นเวลานานถึง 24 ปี แพทย์วินิจฉัยพบเมื่อปี 2550 รายที่ 2 เป็นชายวัย 51 ปี ทำงานในโรงงานไฟเบอร์ซีเมนต์ สัมผัสแร่ใยหินนานถึง 23 ปี วินิจฉัยพบเมื่อปี 2551

ข่าวเศร้าก็คือ กว่าจะรู้ตัวก็สาย และปัจจุบันทั้งสองรายได้เสียชีวิตไปแล้ว

รายที่ 3 เป็นวิศวกร อายุ 53 ปี สัมผัสแร่ใยหินมานาน 25 ปี เพิ่งวินิจฉัยพบเมื่อปี 2552 ปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่สถาบันมะเร็ง

รายที่ 4 เป็นลูกจ้างในโรงงานผลิตกระเบื้องที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อายุ 50 ปี สัมผัสแร่ใยหินมานาน 25 ปี เพิ่งวินิจฉัยพบเมื่อ 4 ปีก่อน

และรายที่ 5 เป็นชายวัย 56 ปี มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง สัมผัสแร่ใยหินมาตลอด 20 ปี แพทย์เพิ่งวินิจฉัยพบเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

ทุกวันนี้มีสารทดแทนแร่ใยหิน อย่าง PVA ซึ่งมีใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศ เป็นทางเลือกรองรับการเลิกใช้แร่ใยหินในไทย แต่ก็น่าแปลกที่เจ้าของอุตสาหกรรมในบ้านเราหลายรายยังไม่อยากเลิกใช้

เมื่อไม่นานนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่งประกาศว่า จะเสนอให้เลิกใช้แร่ใยหินในผลิตภัณฑ์ กระเบื้องแผ่นเรียบ กระเบื้องยางปูพื้น ภายในระยะเวลา 2 ปี และเลิกใช้ในผลิตภัณฑ์กระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรก คลัตช์ ท่อซีเมนต์ ภายในระยะเวลา 5 ปี

แม้จะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการคุ้มครองคุณภาพชีวิตคนไทย แต่ก็ถูกสังคมจับตาว่าเป็นเพียงกระแสลดแรงเสียดทาน เพื่อยืดเวลาการเลิกใช้แร่ใยหินในเมืองไทยออกไปอีกระยะเท่านั้นหรือไม่...

ล่าสุด กลุ่มที่รณรงค์ต่อต้านการใช้แร่ใยหิน จึงได้เรียกร้องไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มีการปกป้องอันตรายที่เกิดจากแร่ใยหิน และคืนความสุขให้ประชาชนตามเจตนารมณ์ที่ได้ประกาศ

จุดจบของแร่ใยหินในเมืองไทย จะถึงคราวอวสานอย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่ จึงต้องรอวัดใจคำตอบจาก คสช. และรัฐบาล.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้