วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อุดมเดชยืนยันไม่มีปฏิวัติซ้อน หลังรับตำแหน่งผบ.ทบ.

อุดมเดชยืนยันไม่มีปฏิวัติซ้อน หลังรับตำแหน่งผบ.ทบ.

  • Share:

“ประยุทธ์” นำทีม ผบ.เหล่าทัพเข้าบ้านสี่เสาฯอำลา “ป๋าเปรม” หลังเกษียณอายุราชการ เริ่มต้นลุยงานสวมบทบาทรัฐบาล ให้คำมั่นจะตั้งใจแก้ปัญหาของชาติอย่างรวดเร็ว-ยึดมั่น โปร่งใส-ซื่อสัตย์สุจริต “ป๋า” มอบหลวงปู่ทวด รุ่นบ้านเกิด อวยพรให้สำเร็จสมความตั้งใจ “บิ๊กตู่” ส่งท้ายมอบงาน “อุดมเดช” รับไม้สานต่อสร้างความปรองดอง ผบ.ทบ.คนใหม่ลั่นบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย พร้อมนำกองทัพสนับสนุนรัฐบาลเต็มสูบ การันตีไม่มีการปฏิวัติซ้อน มติ ป.ป.ช.ไม่แก้ไขส่งกลับสำนวนเชือด “สมศักดิ์-นิคม” ให้ สนช.ถอดถอนตามหน้าที่ สั่งเจ้าหน้าที่ทบทวนเนื้อหาสอย “ปู” ให้รอบคอบ ศาลปกครองยกคำร้อง 28 สนช. ด้าน ป.ป.ช.เดินหน้าเปิดกรุสมบัติทันที 3 ต.ค.

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะ ผบ.ทบ.เดินสายอำลาตำแหน่งก่อน เกษียณอายุราชการ ล่าสุดได้ทำพิธีส่งมอบงานให้พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.คนใหม่ โดย พล.อ.อุดมเดชยืนยันพร้อมทำหน้าที่สานต่อการสร้างความปรองดอง และยืนยันจะไม่มีการปฏิวัติซ้อนเกิดขึ้น

“ประยุทธ์” ส่งมอบงาน ผบ.ทบ.ใหม่

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 30 ก.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน กองทัพบกจัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ ผบ.ทบ.โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะ ผบ.ทบ.คนที่ 38 ได้ส่งมอบหน้าที่แก่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.คนใหม่อย่างเป็นทางการ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ทำพิธีสักการะศาลพระชัยมงคลภูมิ จากนั้นถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหน้าหอประชุมกิตติขจร ภายใน บก.ทบ. แล้วจึงลงนามเอกสารส่งมอบหน้าที่และการบังคับบัญชาให้ พล.อ.อุดมเดช และมีพิธีส่งมอบธงประจำกองทัพบก รวมทั้งพิธีสวนสนามของกำลังพล 3 กองร้อย จากกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) กองพลทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ม.1 รอ.) และกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 6 (ปตอ.พัน.6) ซึ่งได้ร้องเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยและเพลงเพื่อผืนดินไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์เดินลงจากแท่นพิธีไปทักทายกำลังพลอย่างอารมณ์ดี พร้อมโบกมืออำลาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนกลับไปขึ้นรถเบนซ์สีดำ ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร รถประจำตำแหน่งคันใหม่ โดยเปิดกระจกรถลงโบกมือและชูสองนิ้วสัญลักษณ์แทนคำว่ารัก เคลื่อนขบวนช้าๆ ผ่านแถวกำลังพล ก่อนจะพ้นประตู บก.ทบ.ไป

พ้นตำแหน่งแต่ไม่ทิ้งอุดมการณ์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในการส่งมอบหน้าที่ตอนหนึ่งว่า การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทหารของชาตินับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจสูงสุด รวมทั้งเป็นโอกาสสำคัญในชีวิตที่ได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน และทำหน้าที่ยิ่งใหญ่พิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตยของชาติ ค้ำจุนราชบังลังก์ และสร้างสรรค์สันติสุขให้กับประชาชน ขอบคุณทุกคนที่เสียสละกำลังกายกำลังใจทำให้กองทัพและประเทศชาติก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป แม้จะต้องพ้นจากหน้าที่ผบ.ทบ.ไป แต่อุดมการณ์ที่ยึดมั่นมาตลอดจะยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย และเชื่อมั่นว่า ผบ.ทบ.คนใหม่เป็นผู้มีจิตวิญญาณความเป็นทหารเต็มเปี่ยม จะนำพากองทัพบกพัฒนาไปในทุกๆด้าน สมฐานะเป็นกองทัพของชาติ และพร้อมก้าวสู่เป็นกองทัพอาเซียนต่อไป

“อุดมเดช” รับไม้สานต่อปรองดอง

ด้าน พล.อ.อุดมเดชกล่าวรับหน้าที่ว่า ผบ.ทบ.ได้กำหนดบทบาทของกองทัพให้สอดคล้องกับสถานการณ์และยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยดำรงจุดยืนอยู่เคียงข้างประชาชนทุกโอกาส และเป็นหลักในการเข้าคลี่คลายปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของชาติ รวมทั้งความสงบสุขปลอดภัยของประชาชน ทำให้กองทัพดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีจนได้รับความไว้วางใจจากสังคม ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ผบ.ทบ.ต่อไป ขอตระหนักถึงความรับผิดชอบภาระหน้าที่สำคัญจะอุทิศทั้งกำลังกายและกำลังใจ สติปัญญา จะตั้งใจดำเนินภารกิจทุกด้านอย่างดีที่สุด ซื่อสัตย์ สุจริต ปกครอง บังคับบัญชายึดหลักความถูกต้องและเป็นธรรม โดยเฉพาะการสานต่อนโยบายทุกด้านให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่มีแต่ความสามัคคีปรองดอง มีสันติสุขและเสริมสร้างความมั่นคง มีเสถียรภาพให้กับชาติบ้านเมืองต่อไป

ลั่นบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย

จากนั้นเวลา 12.00 น. พล.อ.อุดมเดช ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับตำแหน่งว่า หน้าที่ของกองทัพบกคือพิทักษ์ รักษา และเทิดทูนสถาบันด้วยชีวิต และจะไม่ยอมให้ใครมาล่วงละเมิด หลังจากนี้ตนจะปฏิบัติตามภาระหน้าที่หลักคือการปกป้องอธิปไตยของชาติและดูแลพื้นที่ของประเทศไทยให้มีแต่ความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาเขตแดนต้องรักษาไว้ไม่ให้มีปัญหา ส่วนการดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วประเทศโดยเฉพาะช่วงนี้ ซึ่ง คสช.ยังคงอยู่ต่อไปเพื่อช่วยสนับสนุนรัฐบาล กองทัพบกยังคงเป็นหลักเรื่องการรักษาความสงบ ตนมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการให้เกิดความสงบให้ได้ ผู้ที่มีความคิดไม่เข้าใจหรือผู้เห็นต่าง ในภาพรวมต้องทำความเข้าใจ และจะต้องร่วมมือกัน คสช.และรัฐบาลกำลังดำเนินการเรื่องสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รัฐบาลทราบดีว่าเป็นยุทธศาสตร์ความสำเร็จในการปรองดองสมานฉันท์ต่อไป เพราะฉะนั้นกองทัพจะสนับสนุนส่วนนี้ บุคคลที่ไม่ได้ถูก คสช.คัดสรรเป็น สปช.ก็สามารถมีส่วนร่วมให้แนวคิดตามที่นายกฯระบุไว้

การันตีไม่มีปฏิวัติซ้อน

พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ขอฝากผู้ที่มีแนว ความคิดต่างหรือมีความคิดเห็นอย่างไร ขอให้นำเสนอความคิดเห็นมาในช่องทาง สปช.ทั้ง 11 ด้าน เราจะรับฟังแนวความคิดเห็นทั้งหมดจากส่วนรวม ฉะนั้นหากมีการประกาศรายชื่อ สปช.แล้วจะต้องสนับสนุนกัน อย่าไปทำสิ่งที่นอกเหนือกฎหมาย กองทัพบกจะไม่ยอมให้เกิดความไม่สงบ กองทัพบกเป็นกลไกหลักของรัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการเพื่อรอการเลือกตั้ง ที่ผ่านมานายกฯแสดงเจตนารมณ์ว่ามาด้วยความจริงใจ ต้องการทำให้ชาติบ้านเมืองดีขึ้นจริง ตนจะสืบสานและทำให้ดี เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจต่อประชาชนอย่างไรว่าในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.จะดูแลไม่ให้เกิดการปฏิวัติซ้อน เพื่อบ่อนทำลายรัฐบาล พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในปัจจุบันหรืออนาคต ผู้บังคับบัญชาได้ทำความเข้าใจไว้หมดแล้ว และทุกคนก็เดินในแนวทางเดียวกัน บางครั้งที่มีการเขียนไปต่างๆ ก็เข้าใจไปกันเอง เป็นความเข้าใจผิดของการถ่ายทอด และขอให้ทุกคนสบายใจ ไม่มีอย่างแน่นอน กองทัพบกจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติสงบ คสช.และรัฐบาลจะดำเนินการเคียงคู่กันไปจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยตามกรอบแนวทางที่นายกฯมอบหมายไว้

“บิ๊กตู่” นำ ผบ.เหล่าทัพอำลา “ป๋าเปรม”

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะคสช.ในฐานะ ผบ.ทบ.นำ ผบ.เหล่าทัพ ประกอบด้วยพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน ในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะ ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะ ผบ.ทอ. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผบ.ตร. ปฏิบัติราชการประจำสำนักนายกฯ พล.อ.จิรเดช โมกขะสมิต ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก และ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่ออำลาตำแหน่งหลังเกษียณอายุราชการ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที

พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยภายหลังเข้าพบว่า มากราบลาประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งในการพบกันต่างฝ่ายต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการทำงาน โดย พล.อ.เปรมได้มอบหลวงปู่ทวดรุ่นบ้านเกิด ให้กับทุกคน เพื่อเป็นสิริมงคลให้คำมั่น รบ.ยึดซื่อสัตย์ โปร่งใส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าพบครั้งนี้เกิดจากการประสานงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นครั้งแรกที่นายทหารระดับสูงสุดของเหล่าทัพมาอำลาหลังเกษียณอายุราชการกันครบถ้วนทุกคน ซึ่งระหว่างการเข้าพบ พล.อ.เปรม ให้กำลังใจทุกคนในการทำหน้าที่ดูแลชาติบ้านเมือง รวมถึงอวยพรให้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้คำมั่นว่ารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาของประเทศชาติตามที่ตั้งใจไว้ และจะทำงานด้วยความรวดเร็ว ยึดมั่นในความโปร่งใสและซื่อสัตย์สุจริต ทำเพื่อประชาชน ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง พล.อ.เปรมยังได้ชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ว่าที่ผ่านมาทำหน้าที่ดูแลกองทัพได้ดี และขอให้รักษามาตรฐานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันที่ 30 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์จะไปร่วมงานมุทิตาจิต ที่จัดขึ้นโดยกองทัพบก ซึ่งเป็นงานเลี้ยงสำหรับผู้ที่เกษียณอายุราชการทั้งหมด และเป็นการอำลาตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์อย่างเป็นทางการ ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต

คสช.-ครม.นัดหารือแลกข้อมูล

ขณะที่เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกฯ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ และ พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค คณะทำงานนายกฯ เข้าสักการะพระพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า และไหว้ศาลพระภูมิ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หน้าตึกบัญชาการ 1 จากนั้น ร.อ.นพ.ยงยุทธให้สัมภาษณ์ว่าภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯพ้นจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.แล้ว จะนั่งทำงานที่ทำเนียบฯเป็นหลัก โดยแยกภารกิจในฐานะนายกฯและ คสช.ออกจากกันชัดเจน วันที่ 7 ต.ค. จะมีการประชุมร่วม ครม. และ คสช.เป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้คำแนะนำกลุ่มงานทั้ง 5 ด้าน คสช.ถือว่าทำงานคู่ขนาน ไม่ได้ก้าวก่ายรัฐบาล

รบ.ปัดข่าวสั่งเจาะไลน์ ปชช.

ร.อ.นพ.ยงยุทธยังกล่าวถึงกรณีที่เมื่อวันที่ 30 ก.ย. มีการปล่อยข้อความทางโซเชียลมีเดียว่า “แจ้งมาเพื่อทราบ ตั้งแต่ 1 ต.ค.57 ใช้ไลน์มั่วไม่ได้แล้ว เนื่องจากทางการไทยขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากมีบุคคลละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ผลิตไลน์ในญี่ปุ่นเห็นว่า เป็นการหมิ่นประมาทด้วยเช่นกัน จึงอนุญาตให้รัฐบาลไทยและ คสช.เข้าถึงข้อมูลในไลน์ได้ ทีมงานไอซีทีของ คสช.ตั้งทีมงานตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้” ว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายเรื่องนี้ ไม่ละเมิดสิทธิประชาชน และเชื่อว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว

ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า รัฐบาลหรือ คสช.ไม่มีนโยบายเจาะข้อมูลไลน์ของประชาชน ไม่ทำอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ได้ส่งผลดีต่อการทำงานของรัฐบาล เท่ากับละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่ทราบที่มาและไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ การรับข้อมูลข่าวสารต้องระมัดระวัง

นายกฯวางคิวเดินสายโกอินเตอร์

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะเดินทางเยือนเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ต.ค. เพื่อหารือเรื่องขยายความร่วมมือและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มเติม ปัญหาแรงงานต่างด้าว โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย รวมทั้งตอบรับเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ครั้งที่ 10 วันที่ 16-17 ต.ค. ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนระหว่างเอเชียและยุโรป และจะไปร่วมประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่สาธารณรัฐ ประชาชนจีน เดือน พ.ย. ส่วนผลการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยพิเศษ สมัยที่ 69 ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างชาติ โดยเฉพาะนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ มีท่าทีที่ดี และรับทราบสถานการณ์ของไทย แต่ขอให้ไทยทำตามโรดแม็ปที่พูดไว้ และการเลือกบุคคลเข้ามาเป็น สนช. ต้องโปร่งใส ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม

จ้อคืนความสุขฯเวลาเดิม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ถึงการจัดรายการคืนความสุขให้กับคนในชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่าวันที่ 2 ต.ค. นายกฯจะใช้ห้องรับรองพิเศษ ชั้น 1 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล บันทึกเทปรายการเป็นครั้งแรกแทน บก.ทบ.หลังพ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. เบื้องต้นยังคงใช้ชื่อรายการเหมือนเดิม ออกอากาศวัน เวลาเดิม คือทุกวันศุกร์ เวลา 20.15 น. แต่เปลี่ยนจากผลิตโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เป็นผู้ผลิต มาเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ (เอ็นบีที) ผลิตรายการแทน

ศาล ปค.รับคำร้องชะลอ สปช.ยโสธร

วันเดียวกัน นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ อดีต ส.ว.ยโสธร และผู้เข้ารับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จ.ยโสธร กล่าวว่า ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 29 ก.ย. เพื่อขอให้มีคำสั่งชะลอการนำรายชื่อ สปช.ยโสธรขึ้นทูลเกล้าฯ เนื่องจากเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาสปช.ยโสธร ทำเกินหน้าที่ ไม่ทำตามพระราชกฤษฎีกาการสรรหา สปช. พร้อมทั้งขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเรื่องนี้ทันที เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา แต่ยกคำร้องการไต่สวนฉุกเฉิน เพราะเห็นว่ายังไม่มีเหตุจำเป็น หลังจากนี้คงต้องรอคำสั่งศาลปกครองจะออกมาว่าอย่างไร ศาลฯไม่ได้บอกว่าจะนัดไต่สวนเมื่อใด แต่เชื่อว่าทำโดยเร็ว ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่ท้วงติงให้เป็นกรณีศึกษาถึงเสียงคัดค้านในสังคม ไม่ใช่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ ส่วนรายชื่อ สปช.ทั้ง 11 ด้าน เป็นไปตามที่คาดไว้ ไม่ค่อยมีตัวแทนจากนักการเมืองและภาคประชาชนเข้าร่วมมากนัก คิดว่าคงจะปฏิรูปไม่สำเร็จตามที่หวังไว้ คงจะปฏิรูปได้แค่ 2-3 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่ยอมรับในรัฐธรรมนูญที่แก้ไข หวังว่าขอให้แก้ไขให้ดีกว่ารัฐธรรมนูญปี 50 และสนองตอบความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด

“อภิสิทธิ์” ค้านเปลี่ยนระบบ ลต.

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายชื่อ สปช.ที่หลุดออกมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า คสช.ล็อกสเปกว่า อย่าไปมองในแง่ร้าย สังคมจะเป็นคนตัดสิน ต้องให้โอกาส สปช. ทำงาน ส่วนนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีรายชื่อเป็น สปช.ด้านพลังงาน ไม่ขัดมติพรรค เพราะไปในฐานะส่วนตัว แต่จะกลับมาเป็นนักการเมืองของพรรคอีกหรือไม่ คงตอบแทนไม่ได้ ทั้งนี้ สปช.ต้องกำหนดแนวทางปฏิรูป 11 ด้านให้เร็วที่สุด ส่วนด้านการเมืองที่ สปช.หรือคณะกรรมาธิการยกร่างจะไปจัดทำรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง เปลี่ยนสัดส่วน ส.ส. ส.ว. และการเลือกตั้งตรงหรือเลือกตั้งอ้อม ตนมองว่าไม่ใช่โจทย์ที่ถูกต้อง

จับตา คสช.ตั้งพรรคสืบทอดอำนาจ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะ คสช.และกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเตรียมตั้งพรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ แต่สถานการณ์อย่างนี้ก็มีคนคิดเรื่องตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่ใหม่จริงคือเอานักการเมืองเก่าเข้ามาเพื่อเป็นฐาน ตนพอจะทราบการเคลื่อนไหวต่างๆของนักการเมืองอยู่บ้าง ดังนั้นเชื่อว่ามีคนคิดและอาจมีคนทำ แต่จะทำจริงจังและสำเร็จหรือไม่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้

เด็ก พท.ตั้งป้อมกัดติดรัฐบาล

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ติดใจรายชื่อสมาชิก สปช.ทั้ง 11 ด้าน เพราะคงต้องออกมาเช่นนั้นที่ต้องใช้คนของตัวเองมาดูการปฏิรูปให้เป็นไปตามแนวทางที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หลังจากนี้จะติดตามดูการทำงานของ สปช.และรัฐบาล เพราะมีเวลาทำงานมาแล้ว 6 เดือน จะจับตาดูเรื่องกติกาการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากแก้ไขกติกายังไม่เป็นธรรมก็ไม่มีทางจะเกิดความปรองดองได้ รวมถึงเรื่องการแก้ปัญหาต่างๆของรัฐบาล หากพบว่าเรื่องใดดำเนินการไม่ถูกต้อง จะตั้งโต๊ะแถลงข่าวคัดค้านและให้คำแนะนำ ไม่ใช่จ้องจับผิด เป็นการเคลื่อนไหวในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย

ข้องใจก๊วน 40 ส.ว.พรึบสภาปฏิรูป

นายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาลและอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงมีอดีตกลุ่ม 40 ส.ว. เข้ามาเป็น สปช.จำนวนมาก เชื่อว่าเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.คงไม่ได้ตรวจสอบ หากตรวจสอบคงไม่เอาคนพวกนี้เข้ามาทำงาน จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น และการปฏิรูปจะไม่เป็นประชาธิปไตย อยากให้ประชาธิปไตยเป็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“จาตุรนต์” สับขบวนการถอนราก พท.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เห็นมีการพูดกันว่านอกจากจะผลักดันให้ สนช.อาศัยข้อบังคับมาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯแล้ว ยังจะถอดถอนอดีต ส.ส.และ ส.ว.ที่พยายามแก้รัฐธรรมนูญอีกด้วย ทั้งที่อำนาจถอดถอนหมดไปเมื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ส่วน อดีต ส.ส.และ ส.ว.ที่พยายามแก้รัฐธรรมนูญ ได้ทำตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูกตัดสินว่าทำผิดเข้าข่ายล้มล้างรัฐธรรมนูญ หากการถอดถอนอดีต ส.ส.และ ส.ว.เกิดขึ้นจริง เท่ากับเป็นการถอดถอนโดยคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร

“พรเพชร” ให้ดูกรอบ ก.ม.ปัจจุบัน

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาคำร้องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า เรื่องถอดถอนต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไปตามข้อบังคับการประชุม สนช.ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจส่งคำร้องมายัง สนช.มาหรือไม่ และ สนช.มีอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่ แต่โดยหลักคดีถอดถอนดังกล่าวทำผิดกฎหมายในรัฐธรรมนูญปี 2550 ถือว่าผิดแต่เป็นกฎหมายเก่า ปัจจุบันต้องดูว่ากฎหมายกำหนดอย่างไรและยอมรับหรือไม่ ส่วนประเด็นที่เข้าข่ายการถอดถอน คงเป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. ต้องดูว่าเรื่องใดต้องส่งมาที่ สนช. สำหรับกรณีที่สนช. 28 คน เข้าชื่อยื่นศาลปกครองว่ามติ ป.ป.ช.ให้ สนช.ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่าที่สอบถามสมาชิกเหล่านั้นก็ยื่นแสดงบัญชีฯแล้วก่อนยื่นร้องต่อศาลปกครอง เพื่อทดสอบข้อกฎหมายให้เป็นบรรทัดฐาน

สนช.ก๊อกสองรายงานตัวแล้ว 24 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การรายงานตัวของสมาชิก สนช.ที่ได้รับการแต่งตั้งเพิ่ม 28 คน ตลอดทั้งวันมี สนช.เข้ารายงานตัว 8 คน อาทิ พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ ในฐานะนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.วินัย สร้างสุขดี ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม นายปรีชา บัววิรัตน์–เลิศ พี่ชายของนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหร คมช. และนายบัญญัติ จันทน์เสนะ อดีต รมช.มหาดไทย รวม 2 วัน มี สนช.เข้ารายงานแล้ว 24 คน ยังเหลือไม่ได้เข้ารายงานตัวอีก 4 คน

ป.ป.ช.หารือปมสอย “สมศักดิ์–นิคม”

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่จากสำนักเลขาธิการวุฒิสภานำเอกสารสำนวนคดีถอดถอนของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไข รัฐธรรมนูญปี 50 เรื่องที่มาของ ส.ว.โดยมิชอบ จำนวน 24 แฟ้มที่บรรจุอยู่ในกล่องเอกสาร 4 กล่อง มาส่งคืนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ไปพิจารณาทบทวนข้อกฎหมายในการเอาผิดนายสมศักดิ์และนายนิคมใหม่ เนื่องจากสำนวนเดิมที่ ป.ป.ช.ส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาถอดถอน เป็นการอาศัยบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ในการถอดถอน ซึ่งปัจจุบันไม่มีผลบังคับใช้แล้ว จึงต้องส่งกลับมาให้ ป.ป.ช.พิจารณารวบรวมสำนวนใหม่อีกครั้ง

ตีกลับสำนวนเดิมส่งคืนให้ สนช.

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ตามที่ประธาน สนช.ได้ส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กลับคืนมายัง ป.ป.ช. เนื่องจากสำนวนการถอดถอนที่ ป.ป.ช.ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาดำเนินคดีเมื่อวันที่ 27 มี.ค.และ 4 เม.ย.57 เป็นการอ้างฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ไม่มีผลบังคับใช้แล้วนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว มีมติเสียงข้างมากว่า กรณีดังกล่าวเป็นการดำเนินคดีถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 64 ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 6 วรรคสอง ที่ระบุให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหน้าที่ ส.ส. และ ส.ว.อยู่แล้ว ดังนั้นที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมี มติให้ส่งเรื่องดังกล่าวกลับไปยัง สนช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยเป็นการยืนยันตามสำนวนเดิมของ ป.ป.ช.ที่พิจารณาตามรัฐธรรมนูญปี 50 ที่เคยส่งไปก่อนหน้านี้ ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายตามคำท้วงติงของ สนช. ทั้งนี้หลังจากที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนกลับไปยัง สนช.แล้ว ขึ้นอยู่กับสนช.จะพิจารณาดำเนินการถอดถอนต่อไปหรือไม่ เพราะถือว่า ป.ป.ช.หมดหน้าที่แล้ว

สั่ง จนท.ทบทวนเนื้อหาคดี “ปู”

นายสรรเสริญกล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังมีมติเป็นหลักการเกี่ยวกับกรณีถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่น กรณีการถอดถอน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกรณีถอดถอนอดีต ส.ว.จำนวน 39 ราย รวมทั้งการถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองอื่นๆว่า หากเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ถือว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะไต่สวนต่อไป โดยในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และอดีต ส.ว. 39 คนนั้น ที่ประชุมให้เจ้าหน้าที่ไปทบทวนดูในสำนวนเพื่อความรอบคอบว่ามีการกระทำความผิดในกรณีกฎหมายอื่นๆ นอกเหนือจากการทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลเรื่องดังกล่าวแล้วเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกครั้ง ซึ่งกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีเรื่องเกี่ยวกับการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ น่าจะเข้าข่ายตามความผิดกฎหมายอื่นๆด้วย แต่กรณีของอดีต ส.ว. 39 คน อาจจะมีปัญหาเพราะเป็นการกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะส่งสรุปสำนวนส่งให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาอีกครั้ง

ยกคำร้อง “มาร์ค–เทือก” ปิดไทยคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ป.ป.ช.ครั้งนี้ ยังมีมติยกคำร้องการไต่สวนกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีสั่งปิดสถานีดาวเทียมไทยคม ในช่วงมีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปี 53 ทำให้เว็บไซต์ในประเทศ 36 แห่ง ดาวเทียมต่างประเทศ 15 ประเทศ และสถานีโทรทัศน์พีทีวีถูกระงับการออกอากาศ เป็นการละเมิดสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมเห็นว่า การสั่งปิดสถานีไทยคมไม่มีความผิด เพราะผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎระเบียบอย่างสมเหตุผลในช่วงที่มีสถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบเกิดขึ้น

ศาล ปค.สูงสุดไม่รับคำร้อง 28 สนช.

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของ พล.อ.นพดล อินทปัญญา และพวกรวม28 คน ที่เป็น สนช.ยื่นฟ้อง ป.ป.ช. กรณีขอให้เพิกถอนมติ ป.ป.ช.ที่ระบุให้ สนช.ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. โดยศาลปกครองสูงสุดระบุเหตุผลว่า ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้อง มติ ป.ป.ช.ดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองและไม่ได้ทำให้พล.อ.นพดลและพวกได้รับความเดือนร้อนหรืออาจเดือดร้อนเสียหาย จึงยังไม่มีสิทธิที่จะมาฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ป.ป.ช.ลุยเปิดกรุ สนช. 3 ต.ค.

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องของ 28 สนช.ที่ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนมติป.ป.ช.เรื่องการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชนว่า เมื่อศาลปกครองไม่รับฟ้อง ก็เป็นหน้าที่ของป.ป.ช.ที่จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ สนช.ทั้งหมดในวันที่ 3 ต.ค.ต่อไป

ชาวมหิดลให้กำลังใจ “หมอรัชตะ”

เมื่อเวลา 08.30 น. นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข เดินทางมาร่วมงานมุทิตาจิตในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มหาวิทยาลัยมหิดล มีชาวมหิดลรวมตัวมอบดอกไม้ให้กำลังใจพร้อมบอกให้ นพ.รัชตะสู้ๆ โดย นพ.รัชตะกล่าวกับผู้มาให้กำลังใจด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า ความรู้สึกตอนนี้ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ และยังคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้ที่ระบุว่าขอเวลาทำงานหลังรับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข 3 สัปดาห์ ในเร็วๆ นี้จะนัดหมายว่าจะบริหารจัดการมหาวิทยาลัยอย่างไร ขอให้ทุกคนช่วยกันประคับประคองมหาวิทยาลัยให้เป็นปึกแผ่น คนที่มาให้กำลังใจบอกให้ตนสู้ๆ ก็จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมาภิบาล จะสู้เพื่อรักษาความถูกต้องให้มหาวิทยาลัย จากนั้นนพ.รัชตะโบกไม้โบกมือให้เหล่าผู้มาให้กำลังใจ ก่อนเดินเข้าตึกสำนักงานอธิการบดี โดยไม่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ต่อมา นพ.รัชตะเดินไปที่กระทรวงสาธารณสุข ผู้สื่อข่าวพยายามถามว่าจะเลือกนั่งเป็นรมว.สาธารณสุขหรืออธิบดีการบดี นพ.รัชตะกล่าวสั้นๆ ว่า ให้ใจเย็นๆ พร้อมหัวเราะ ก่อนเดินขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องทำงาน

ศาลแพ่งถอนคำสั่งเนรเทศ “สาธิต”

เวลา 09.00 น. ที่ศาลแพ่ง ศาลอ่านคำพิพากษา คดีที่นายสาธิต เซกัล นักธุรกิจชาวอินเดีย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) และคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง เรื่องละเมิดกรณีมีคำสั่ง ศรส.เมื่อ ก.พ.57 ให้เพิกถอนถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิต เนื่องจากร่วมชุมนุม กปปส.ปิดสถานที่ราชการ และให้ออกนอกราชอาณาจักรโดยมิชอบ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากระบวนการพิจารณาดังกล่าวไม่ได้เปิดโอกาสให้โจทก์เข้าชี้แจงโต้แย้ง จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่อไปในทางเลือกปฏิบัติไม่สุจริต นอกจากนี้ ศาลแพ่งยังมีคำพิพากษาคดีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศและข้อกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลออกประกาศตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยนำประกาศและข้อกำหนด ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการเพิกถอนถิ่นที่อยู่ชาวต่างด้าวมาบังคับใช้ ดังนั้นการที่จำเลยมีมติเพิกถอนถิ่นที่อยู่โจทก์ จึงไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและยังฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวด้วย จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของ ศรส. ขณะที่นายสาธิตกล่าวขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม ส่วนจะฟ้องกลับ ร.ต.อ.เฉลิมกับพวกหรือไม่ ต้องหารือกับทนายความอีกครั้ง และเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯว่าเป็นคนดี

กต.เด้งรับประสานขอตัว “ตั้ง อาชีวะ”

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการขอตัวนายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ” ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันที่มีข่าวว่าหลบหนีอยู่ในกัมพูชากลับมาดำเนินคดีในไทยว่า กำลังรอเรื่องจากสำนักงานอัยการสูงสุด หากส่งมาก็พร้อมประสานไปทันที เพราะไทยกับกัมพูชามีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอยู่แล้ว แต่การพิจารณาขึ้นอยู่กับกัมพูชา อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ตรวจสอบว่านายตั้งอยู่ที่กัมพูชาหรือไม่

“ฮิวแมนฯ” จี้อียูบีบ คสช.คืน ปชต.

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ว่า นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษากลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ วอทช์” เรียกร้องให้สหภาพยุโรป (อียู) กดดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่จะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ช่วงวันที่ 16-17 ต.ค. ให้ปกป้องสิทธิมนุษยชนและฟื้นคืนประชาธิปไตยในไทยโดยเร็ว ขณะที่สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ระบุในแถลงการณ์ว่า การเข้าร่วมประชุมอาเซมของ พล.อ.ประยุทธ์สอดคล้องกับแนวทางของกลุ่มอาเซมที่มีอิสระในการจัด หรือเชิญผู้แทนเข้าร่วมการประชุม โดยผู้เข้าประชุมจะได้รับวีซ่าทุกคน และไม่อยู่ในเกณฑ์ถูกเข้มงวดการเดินทาง วันเดียวกัน ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกรัฐบาลระบุด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะใช้โอกาสนี้ ชี้แจงทุกข้อสงสัยที่ถูกเข้าใจผิดเรื่องการรัฐประหาร และสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของไทย

บุก บก.ป.ทวงคดีช่างภาพญี่ปุ่นตาย

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายไทอิชิ อากิโมโต เลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อประสานข้อมูล กรณีที่กำลังตำรวจ บก.ป.ร่วมกับตำรวจหลายหน่วย จับกุมชายชุดดำที่ก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงทหารและประชาชนในช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 53 ว่าเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น หรือไม่ อย่างไร โดยใช้เวลาในการหารือประมาณครึ่งชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น

พ.ต.อ.ประสพโชคกล่าวว่า เรื่องนี้ได้นำเรียนต่อท่านเลขานุการเอกฯไปว่า การสืบสวนสอบสวนผู้ต้องหาชายชุดดำ ยังไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการตายของนายฮิโรยูกิ

“ประยุทธ์” น้ำตาคลอหอมแก้มเมีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำระหว่างงานเลี้ยงมุทิตาจิต ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์–โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.พร้อมนายทหารระดับสูง และนายทหารเกษียณ ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย โดยจับมือคล้องแขนกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. และ พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ประธานที่ปรึกษา ทบ.ที่ยืนติดกัน และระหว่างร้องเพลงเพื่อผืนดินไทยซึ่งเป็นเพลงที่สอง พล.อ. ประยุทธ์ ถึงกับตาแดงน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ หลังจากร้องเพลงจบ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศบนเวทีว่า “ขอลงไปหอมภริยาเป็นตัวอย่างก่อน” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์จึงเดินลงจากเวทีไปหอมแก้มนางนราพร จันทร์โอชา ภริยาทั้งข้างขวาและซ้าย ท่ามกลางเสียงปรบมือส่งเสียงเชียร์ของผู้ร่วมงาน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้