วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
น้ำแห้งเขื่อน งดนาปรัง ลุ่มเจ้าพระยา

น้ำแห้งเขื่อน งดนาปรัง ลุ่มเจ้าพระยา

  • Share:

เขย่าวงการเกษตรไทยของจริง ฤดูแล้งปีนี้ ประเทศไทยมีน้ำในเขื่อนไม่พอส่งให้ชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง กระทรวงเกษตรฯเตรียมประกาศให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรังในปีนี้แล้ว พร้อมเตรียมชงของบประมาณจาก 2,000 ล้านบาท จากคณะรัฐมนตรีจ้างชาวนา ไปเป็นแรงงานซ่อมแซม-ก่อสร้างคลองและโครงการก่อสร้างชลประทาน ตั้งแต่ พ.ย.57-เม.ย.58 เพื่อสร้างรายได้ชดเชยตลอดหน้าแล้ง

ในขณะที่หลายพื้นที่ทั่วประเทศกำลังเผชิญภาวะพายุฝนลมแรง แต่เกษตรกรกลับจะเจอข่าวร้าย น้ำไม่เพียงพอทำกสิกรรมในฤดูกาลหน้า โดยเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ได้นำข้อมูลสถานการณ์น้ำของประเทศ ไทย รายงานต่อนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ โดยอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวภายหลังว่า ได้รายงานให้ รมว.เกษตรฯ รับทราบว่า คาดการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนที่เก็บกักได้ในช่วงหน้าฝนปีนี้จะมีไม่เพียงพอสำหรับให้ชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งที่จะถึงนี้ หรือตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.57- 30 เม.ย.58 ได้ โดยคาดว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้เลย จากปกติที่จะปลูกข้าวนาปรังได้ประมาณ 5-6 ล้านไร่ แต่จะสามารถปลูกพืชไร่หรือพืชที่ใช้น้ำน้อยได้ประมาณ 800,000 ไร่ ขณะที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้เลย แต่จะสามารถปลูกพืชท้องถิ่น เช่น อ้อย ได้ไม่มาก

“โดยปกติทุกปี ลุ่มเจ้าพระยาจะมีน้ำปลูกข้าวนาปรังได้ประมาณ 5-6 ล้านไร่ กระทั่งปี 2556 กรมชลประทานวางแผนให้ว่ามีน้ำให้ปลูกข้าวนาปรังได้เพียงประมาณ 4.7 ล้านไร่ แต่ชาวนาก็ฝืนปลูกทะลุแผน โดยเพาะปลูกมากถึง 9 ล้านไร่ เป็นภาระการจัดสรรน้ำ และกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้” นายเลิศวิโรจน์กล่าวและว่า กรมชลประทาน ได้เสนอให้ รมว.เกษตรฯ พิจารณาแนวทางการสร้างรายได้ชดเชยให้ชาวนาที่ไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้ โดยเบื้องต้นกรมชลประทานจะแบ่งงบประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงก่อสร้าง จากงบฯซ่อมแซมและก่อสร้างที่กรมฯ มีอยู่ในหลักหมื่นล้านบาท มาจ้างชาวนาในลุ่มเจ้าพระยาให้ไปเป็นแรงงานทำงานด้านการซ่อมแซมคันคลองชลประทาน ประตูน้ำหรือเป็นแรงงานในการก่อสร้างโครงการชลประทาน ในพื้นที่ชลประทานทั้ง 24 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยจ่ายค่าแรงให้แก่ชาวนาวันละ 300 บาท ส่วนแรงงานมีฝีมืออาจได้รับค่าแรงมากขึ้น เชื่อว่าจะสามารถจ้างงานชาวนาได้อย่างน้อย 100,000 คน ไปตลอดหน้าแล้ง 6 เดือน

“ตั้งเป้าว่าจะจ้างชาวนาที่เสียโอกาสการปลูกข้าวนาปรังเข้ามาทำงานก่อนเป็นอันดับแรกๆ ตั้งแต่ 1 พ.ย.57-30 เม.ย.58 โดยให้ชาวนาไปทำงานในพื้นที่ใกล้บ้านของตัวเอง เช่น บ้านอยู่ จ.สิงห์บุรี อาจไปทำงานในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ชัยนาท หรือนครสวรรค์ก็ได้” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ นายเลิศวิโรจน์ระบุอีกว่า จะติดตามต่อไปด้วยว่าภัยแล้งจะขยายตัวรุนแรงกินพื้นที่ในประเทศมากน้อยเพียงใด ถ้ารุนแรงมาก กรมชลประทาน จะนำเรื่องนี้หารือกับนายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชา พิจารณาว่าจะขยายขอบเขตการจ้างชาวนาไปเป็นแรงงานชลประทาน จากเบื้องต้นที่จะจ้างเฉพาะในเขตพื้นที่ชลประทาน ขยายเป็นจ้างชาวนาในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยดึงจังหวัดแต่ละจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชาวนาด้วย และทั้งหมดนี้จะนำเสนอต่อ รมว.เกษตรฯ เสนอรัฐบาลพิจารณาเห็นชอบดำเนินการต่อไป

ด้านนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินโครงการจ้างงานเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง ไม่สามารถทำนาได้ทั่วประเทศ เพื่อให้มาขุดลอกคูคลองและซ่อมบำรุงคลองชลประทาน เพื่อรองรับฤดูกาลน้ำหลากหน้า ภายใต้งบประมาณอย่างน้อย 2,000 ล้านบาท จากงบฯ โครงการไทยเข้มแข็ง เพราะที่ผ่านมาชาวนามีการทำนาต่อเนื่องกันยาวนาน จนไม่มีช่วงเวลาที่จะสามารถทำการซ่อมแซมคลองชลประทานได้ และนอกจากนี้จะขอขยายเวลาโครงการจ้างงานฤดูแล้งออกไปอีกระหว่าง พ.ย.2557-เม.ย.2558 เพราะเชื่อว่าแล้งนี้จะยาวนานออกไป อาจเป็นอุปสรรคต่อการเบิกงบซ่อมบำรุง

“การจ้างงานภาคเกษตรในฤดูแล้งที่เกษตรกรไม่สามารถทำนาได้ เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ จำเป็นต้องดำเนินการทั่วประเทศ แต่เบื้องต้นจะนำร่องที่ลุ่มเจ้าพระยาก่อน และเชื่อว่าในอนาคตอาจขยายพื้นที่ดำเนินการก็จะของบประมาณเพิ่มเติมอีก” นายปีติพงศ์กล่าว

เขื่อนสิริกิติ์

ด้านนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดี ฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน กล่าวว่า เดือน ต.ค.นี้คาดว่า อากาศเย็นจากประเทศจีนจะเคลื่อนตัวกดดันแนวฝนของไทยลงมายังภาคกลาง ทำให้ภาคเหนือแทบจะไม่มีฝนมาเติมในเขื่อนภูมิพลอีก ทำให้คาดว่า ณ วันที่ 1 พ.ย.57 ซึ่งเริ่มต้นหน้าแล้งปีนี้ จะมีปริมาณน้ำใช้การในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์รวมประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เท่านั้น แบ่งเป็นน้ำที่ใช้ต้องกันไว้ใช้ต้นฤดูฝนปีหน้าประมาณ 3,400 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ชาวนาเริ่มปลูกข้าวได้พร้อมกัน เพื่อไม่ให้มีปัญหาช่วงน้ำหลาก น้ำประปาสำหรับพื้นที่ 22 จังหวัด รวมภาคกลางประมาณ 1,100 ล้าน ลบ.ม. และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ไม่ให้น้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาอีกประมาณ 1,400 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น เท่ากับว่ายังขาดน้ำอยู่อีกประมาณ 900 ล้าน ลบ.ม. จะดึงน้ำจากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มาช่วย

ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง คาดว่าจะมีน้ำใช้การไม่ถึง 5,000 ล้าน ลบ.ม. เช่นกัน โดยต้องกันไว้สำหรับเริ่มปลูกหน้าฝนประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม. สำหรับทำประปาอีก 1,300 ล้าน ลบ.ม. เหลืออีก 400 ล้าน ลบ.ม. สามารถแบ่งไปทำการเกษตรในพื้นที่ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ฤดูแล้งปีนี้ ทุกฝ่ายต้องใช้น้ำกันอย่างประหยัดไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหากระทบกันเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะการทำนาปรัง ทำไม่ได้เด็ดขาด ขอให้ชาวนารับฟังข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะหากฝืนปลูกนาปรัง น้ำที่ระบายมาจากเขื่อนจะถูกดักเข้านาหมด น้ำจืดไปไล่น้ำเค็มก็จะมีไม่พอ น้ำประปาก็จะมีปัญหาค่าความเค็มพุ่งขึ้น ซ้ำรอยกับปีนี้ที่เกิดขึ้นมาแล้ว กระทบกับผู้ใช้น้ำประปาภาคกลาง 22 จังหวัดประมาณ 20 ล้านคน และจะกระทบไปถึงการเกษตรอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ และการเลี้ยงปลาในกระชัง จะเสียหายหมดหากน้ำเจ้าพระยาเค็ม” นายสุเทพกล่าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้