วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประยุทธ์ลั่น ปราบโกงยั่งยืน

ประยุทธ์ลั่น ปราบโกงยั่งยืน

  • Share:

ทำเป็นวาระแห่งชาติ อสส.ไม่ตอบโต้‘วิชา’

“นายกฯประยุทธ์” ร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2557 จับมือภาครัฐ-เอกชน เดินหน้าวาระแห่งชาติปราบโกงอย่างยั่งยืน บรรจุลงใน 11 หัวข้อปฏิรูปประเทศ แช่งใครใช้ 3 อำนาจเสาหลักผิดๆไม่มีวันเจริญ “ประมนต์” เล็งชงโรดแม็ปต้านทุจริตให้รัฐบาล-สปช. “ถวิล” จวกยับนักการเมืองเลว-ขรก.ชั่ว-พ่อค้าขี้ฉ้อ 3 ประสานผลาญชาติ “ปานเทพ” หย่าศึก “ป.ป.ช.-อสส.” ชี้แค่เห็นต่างข้อกฎหมาย เชื่อ 9 ก.ย.หาข้อยุติปรับจูนกันได้ “อสส.” ไม่ติดใจ งดตอบโต้ “วิชา” ยันอัยการเป็นมืออาชีพ เน้นดูพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ส่ง “วุฒิพงศ์” นำทีม 10 อัยการเป็นคณะทำงานร่วม “แม่ทัพภาค 3” ลั่นไม่ยกเลิกกฎอัยการศึกพื้นที่ภาคเหนือ แกะรอยยังพบคลื่นใต้น้ำเคลื่อนไหว “บิ๊กโด่ง” สั่ง จนท.เข้าถึงตัวกล่อมกลุ่มต่อต้าน คสช.

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้คำมั่นภายหลังเข้ารับตำแหน่งว่าจะมุ่งสร้างระบบให้เข้มแข็งเพื่อต่อต้านการทุจริตให้ได้โดยเร็ว ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2557 พร้อมประกาศให้การแก้ปัญหาการทุจริต เป็นวาระแห่งชาติ บรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปทั้ง 11 ข้อ

“ประยุทธ์” เปิดงานวันต้านคอร์รัปชัน

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่ลานหน้า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนราชดำริ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นำโดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรฯ จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2557 “HAND IN HAND...ปฏิรูปการ ต่อสู้ เพื่อชัยชนะอย่างยั่งยืน” มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน โดยมีตัวแทนภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมงานคับคั่ง พร้อมจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เดินขบวนพาเหรดไปตามถนนราชดำริ แยกราชประสงค์ ไปยังโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ สถานที่จัดงาน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจทั้งในและนอก เครื่องแบบอย่างเข้มงวด

จากนั้นเวลา 10.55 น. นายประมนต์กล่าวเปิดงานว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมงานนี้ เป็นการยืนยันหนักแน่นและชัดเจนของรัฐบาลจะต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมหาทางออกให้กับประเทศ แบบปรองดอง ไม่ใช่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย วันนี้มีผู้นำประเทศที่คนไทยเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต หวังดีต่อแผ่นดินไทย มีข้าราชการปกป้องประเทศ มีภาคธุรกิจเอกชนมุ่งมั่นพัฒนาประเทศด้วยจริยธรรม และตัวแทนภาคสังคม ทุกส่วนต้องร่วมกันทำเพื่อลูกหลานไทย

ลั่นขจัดทุจริตหัวใจสำคัญปฏิรูป

ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวปาฐกถาว่า ตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะปฏิบัติงานนอกสถานที่ครั้งแรก รู้สึกเขินถูกเรียกว่านายกฯ เพราะยังไม่รู้สึกว่าเป็นนายกฯ ปีนี้เป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลและ คสช. ให้ความสำคัญกำหนดการแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชันอยู่ใน 11 หัวข้อการปฏิรูป ถือเป็นวาระแห่งชาติ เป็นหัวใจสำคัญปฏิรูปประเทศ การทุจริตคอร์รัปชันสะสมมานานทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เกิดความแตกแยกของคนในชาติ นับวันยิ่งรุนแรงมาก ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ หน่วยงานรัฐและเอกชน ตลอดจนทรัพยากรประเทศไปอยู่กับต่างชาติหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่ควรเป็นของคนไทยทั้งชาติ รัฐบาลถือเป็นประเด็นแรกที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนให้มีผลเป็นรูปธรรม หากปล่อยไว้จะสร้างค่านิยมผิดๆ ให้เยาวชน ลำพังรัฐบาลอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ต้องอาศัยทุกภาคส่วนสร้างระบบ ข้าราชการต้องยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักธรรมาภิบาล ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เอื้อประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าเมินเฉยต่อการทุจริต เพื่อให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศต่างๆ หรือนำแนวทางต่างประเทศมาปรับให้เข้ากับสังคมไทย เพื่อการแก้ไขปัญหาทุจริตที่ยั่งยืน

ใครใช้ 3 อำนาจหลักผิดๆ ไม่เจริญ

“คนไทยรักง่าย ค่อนข้างโรแมนติก รักง่ายเกลียดง่าย ใจอ่อน ถ้าเกลียดก็เกลียดกันจนตาย แต่เดี๋ยวก็ให้อภัยกัน หยวนๆ แต่ต้องมีหลักการกฎหมาย เพราะมีส่วนทำให้สังคมสันติสุข ไม่ใช่เพื่อทำลายล้างใคร พิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลเดินอย่างไรให้ได้รับการยอมรับ ไม่กี่ปีที่ผ่านมากฎหมายทำให้เกิดปัญหามากมาย วันนี้ต้องเร่งคิดพิจารณาว่าทำอย่างไรให้ได้รับการยอมรับ ให้เข้มแข็ง ภาคตุลาการต้องทำตรงนี้ให้ได้ วันนี้ประเทศไทยเดินด้วยอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ทั้ง 3 อำนาจ ที่เป็น พระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใครก็ตามที่นำพระราชอำนาจมาใช้ในทางที่ผิดคนเหล่านั้นไม่เจริญ เพราะเป็นแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ วันนี้ขอให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลและ คสช.จะทำทุก อย่างให้ดีที่สุด ที่จะทำให้ประเทศชาติก้าวหน้า วงจรต่างๆ ต้องปราศจากทุจริตคอร์รัปชันโดยเร็วที่สุด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ชูวาระแห่งชาติกำจัดโกงยั่งยืน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ คสช.เข้ามา 4 เดือน แบกภาระไว้เต็มบ่า แต่อย่ากังวลว่าเราจะ ทำได้หรือไม่ ตนไม่ใช่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องรักษาฐานเสียงที่ไหน เข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เข้ามาก้าวล่วงใคร นี่คือการควบคุมอำนาจของตน ไม่ได้กุมอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนหรือ คสช. เพราะเพียงพอแล้ว ต้องสร้างให้ทุกคนอยู่ดีและความเข้าใจให้กับสังคมเพื่อให้เกิดกระบวนการกำจัดคอร์รัปชันอย่างยั่งยืนทั้ง 11 เรื่องของการปฏิรูป ถ้าไทยมีเสถียรภาพอีกไม่นานจะเป็นมหาอำนาจแน่นอน คนไทยมีด็อกเตอร์มากมาย ความรู้ทางวิชา การเป็นหมื่นเป็นพัน คนไทยมีนิสัยอย่างหนึ่งเก่งทุกคน แต่รวมกันเก่งไม่ได้ ไม่มีใครยอมใคร การพัฒนาประเทศดูแบบอย่างต่างประเทศจากงานวิจัยต่างๆ และนำมาพัฒนาให้เกิดความแตกต่าง เพื่อนำพาประเทศให้พ้นจากความขัดแย้ง วันนี้ไม่มีเวลาที่จะแก้ปัญหา ต้องขอความร่วมมือจากทุกคนขับเคลื่อนปัญหาต่อไป อย่าปล่อยให้เขาลดระดับประเทศเราอีก ทุกประเทศที่มาพบตนบอกว่ายังให้ความมั่นใจการลงทุนในประเทศไทย เพราะเห็นถึงความตั้งใจของเรา

ภายหลังปาฐกถา ก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆว่า การแก้ไขจัดให้การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ มีแนวทางอยู่แล้วก็จะพูดและบอกให้

“ตระกูล” ชี้แนะ 3 แนวทาง

ต่อมาเวลา 11.45 น. นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ปฏิรูปการต่อสู้เพื่อชัยชนะอย่างยั่งยืนว่า สิ่งที่สำคัญต่อการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันมี 3 แนวทาง คือ 1.การปลูกฝังที่ถือเป็น สิ่งสำคัญ ควรบรรจุวิชาหน้าที่พลเมืองไว้ในการเรียนการสอน 2.การป้องกัน ยอมรับว่ารอบ 2-3 ปี ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา โดยเฉพาะความร่วมมือในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ต้องคุยกับนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงการทำงานร่วมกันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่รอบคอบและรวดเร็ว เพราะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่ดีคือการหาพยานหลักฐานที่รอบคอบและรวดเร็ว บางเรื่องอาจจะไม่ถูกใจ แต่เชื่อว่าความถูกต้อง ที่ไม่ถูกใจต้องใช้เวลาบ้างในการทำให้ทุกอย่างเกิดความยุติธรรมในแผ่นดินนี้ 3. การปราบปรามรวมถึงการประณาม

เฉ่ง 3 ประสานตัวการผลาญชาติ

ด้านนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า แต่เดิมเราเชื่อว่าการคอร์รัปชันน้อยๆเป็นน้ำมันหล่อลื่น วันนี้ความคิดแบบนี้ล้าสมัย เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าแค่ไหน น้อยแค่ไหนมาก ความชั่วร้ายของคอร์รัปชันเกิดขึ้นได้เพราะมี 3 ประสานผลาญชาติ คือ นักการเมืองเลว ข้าราชการชั่วและผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบสำคัญคือข้าราชการที่เป็นข้อต่อของวงจรคอร์รัปชัน ถ้าข้าราชการที่มีอำนาจใช้ดุลพินิจมีความรับผิดชอบบ้านเมืองก็อยู่รอด บ้านเมืองเราเคราะห์ร้าย เมื่อวันหนึ่งฝ่ายการเมืองที่ไม่ยึดมั่นความถูกผิดเข้ามา และบันดาลทุกอย่างให้ข้าราชการได้ พวกข้าราชการประจำก็คล้อยตาม แต่ข้าราชการที่ดีมักถูกกลั่นแกล้งให้ออกจากระบบราชการ แนวทางการแก้ไขสิ่งที่สำคัญคือ 1.ใช้การลงโทษ แม้กระบวนการยุติธรรมวันนี้คนไม่กลัว แต่ต้องมีการลงโทษให้คนเกรง 2. วิธีการเชิงป้องกันเป็นวิธีการที่ดีแต่ทำยาก ต้องปลูกฝังอุดมการณ์ จิตสำนึกของข้าราชการให้มีคุณธรรมจริยธรรม และต้องปรับการทำงานให้มีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้

ชงข้อเสนอรัฐบาลเชื่อ 1 ปีเห็นผล

ช่วงเย็น นายประมนต์กล่าวสรุปผลการเสวนาว่า ผลสรุปวันนี้ หลายเรื่องที่ได้พูดคุยสอดคล้องกับแนวความคิดขององค์กรต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แต่มีข้อเสนอหลายเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่ๆ สามารถนำไปต่อยอดได้ สิ่งใดที่สามารถดำเนินการได้เลยเกี่ยวกับด้านบริหาร จะไปยื่นเรื่องเสนอต่อรัฐบาล แต่เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการจะส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สูตรความสำเร็จคือต้องเอาคนที่ทำผิดในระดับสูงๆ มาลงโทษได้ 1 ปีต่อจากนี้ เราหวังว่าการคอร์รัปชันจะลดน้อยลง

อสส.ไม่ติดใจ งดตอบโต้ “วิชา”

อีกเรื่อง วันเดียวกัน นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด อย่างรุนแรง ที่ยังไม่สั่งฟ้องคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ว่า อัยการสูงสุดไม่ติดใจในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของนายวิชา เพราะการพิจารณาสำนวนของอัยการต้องดูจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นสำคัญ ยืนยันว่าไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างอัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช.แต่อย่างใด อัยการพร้อมจะตั้งคณะทำงานร่วมกับ ป.ป.ช.ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามปกติการดำเนินคดีอาญาทั่วไปเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานให้อัยการ หากอัยการพบสำนวนหลักฐานไม่เพียงพอจะสั่งให้พนักงานสอบสวนไปสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อให้สำนวนมีความครบถ้วนสมบูรณ์ เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ร่วมกับ ป.ป.ช. ฝ่าย ป.ป.ช.มีหน้าที่ไต่สวนว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ ขณะที่อัยการมีหน้าที่พิจารณาว่าพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์พอที่จะฟ้องหรือไม่ ต่างฝ่ายต่างทำคนละหน้าที่กัน เมื่อพยานหลักฐานยังไม่สมบูรณ์จะต้องตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อพิจารณาว่าสำนวนยังขาดอะไรส่วนไหน

“ทุกวันนี้นักข่าวคอยถามเพื่อจะให้เกิดความขัดแย้งกับ ป.ป.ช. ซึ่งผมยืนยันว่าจะไม่ขอไปเป็นฝ่ายตอบโต้อย่างที่นักข่าวต้องการ แต่จะขอทำไปตามหน้าที่เป็นหลัก” นายวันชัยกล่าว

“วุฒิพงศ์” นำ 10 อัยการทำงานร่วม

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวว่า การตั้งคณะทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. ฝ่ายอัยการมีนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมทีมอัยการรวม 10 คน ขณะนี้ส่งรายชื่อให้ ป.ป.ช.ทราบแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะหารือเพื่อนัดประชุมร่วมกันภายในกรอบระยะเวลา 14 วัน แต่ไม่ทราบว่าจะนัดประชุมครั้งแรกเมื่อใด ยืนยันว่าการทำหน้าที่ของอัยการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ อัยการทุกคนรักชาติและปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติเหมือนกัน การทำหน้าที่เป็นไปตามหลักกฎหมายและเหตุผล

พท.สับ “วิชา” ทำเป็นเด็ก–มีธงในใจ

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ออกมาโจมตีอัยการสูงสุดอย่างรุนแรง เพราะยังไม่สั่งฟ้องคดีรับจำนำข้าว ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า ถือเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม เหมือนนายวิชามีอะไรในใจ ตั้งธงคดีนี้ไว้แล้ว ทั้งที่ ป.ป.ช.หรืออัยการสูงสุดต่างมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง พิจารณาพยานหลักฐานต่างๆด้วยความเป็นธรรม การเห็นต่างบางจุดไม่ใช่เรื่องต้องนำมาเป็นความขัดแย้ง ป.ป.ช.ควรเดินหน้าทำงานของตัวเองไปตามกระบวนการดีกว่า การออกมาพูดแบบนี้เหมือนทำตัวเป็นเด็กชวนทะเลาะ ทำให้ความน่าเชื่อถือหมดไป วันนี้บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (PERC) ให้คะแนน ป.ป.ช.ปราบปรามการทุจริตต่ำสุดของเอเชีย ยังไม่รู้สึกตัวอีกหรืออย่างไร และเป็นที่น่าสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก รับลูก ป.ป.ช. สะท้อนความไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใสชัดเจนยิ่งขึ้น ขอเรียกร้องให้องค์กรที่มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมทำงานด้วยความซื่อตรง เป็นกลาง เป็นธรรม พรรคการเมืองขอให้หยุดตอกลิ่มความขัดแย้ง อย่าทำตัวเป็นนักการเมืองน้ำเน่า เล่นไม่เลิก

ฉะ ปชป.ล้ำเส้นราวีทำลายล้าง “ปู”

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ออกมากดดันชี้นำคดีอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการทำลายล้างทางการเมืองมากกว่าการมุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง พรรคประชาธิปัตย์กระเหี้ยนกระหือรือจะทำลาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกนอกหน้า ถ้ามีข้อมูล หลักฐานอะไรควรเอาไปมอบให้คณะกรรมการร่วม ไม่ใช่ทำหน้าที่ไม่สุจริตกดดันอัยการสูงสุดแบบรายวัน พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ร้องคดีนี้ เป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ควรอยู่นิ่งๆ อย่าทำอะไรล้ำเส้นกระบวนการยุติธรรมจนดูน่าเกลียด

“ปานเทพ” รีบหย่าศึก ป.ป.ช.–อสส.

ขณะที่นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดยังไม่ส่งฟ้องคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากสำนวนของ ป.ป.ช.ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ว่า อัยการสูงสุดส่งรายละเอียดความไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีมาให้ ป.ป.ช.แล้ว วันที่ 9 ก.ย.ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะนำเรื่องนี้มาหารือกัน เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการ-ป.ป.ช.หาข้อยุติประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน คงต้องดูรายชื่อคณะทำงานที่อัยการสูงสุดส่งมาก่อน ป.ป.ช.จึงจะพิจารณาว่าจะส่งใครร่วมเป็นคณะทำงานบ้าง ส่วนกรณีที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ตอบโต้อัยการสูงสุดอย่างรุนแรง คงไม่ทำให้เกิดปัญหาบานปลายในการทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมา ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดประชุมร่วมกันเป็นประจำอยู่แล้ว ทำความเข้าใจกันได้ ปัญหาเรื่องนี้เกิดจากการเห็นประเด็นข้อกฎหมายแตกต่างกัน ป.ป.ช.มองในมุมความเสียหายที่ เกิดขึ้นจากการที่นายกฯไม่ได้ยับยั้งโครงการจำนำข้าวเป็นหลัก ขณะที่อัยการสูงสุดมองประเด็นการทุจริตเป็นหลัก คงต้องนำประเด็นที่ยังเห็นไม่ตรงกันไปพูดคุยทำความเข้าใจในคณะทำงานร่วม เชื่อว่าจะทำความเข้าใจกันได้ ส่วนตัวเห็นว่าอัยการสูงสุดคงไม่ถูกกดดันการทำงานในคดีนี้ เพียงแต่อัยการสูงสุดอยากให้หลักฐานที่ ป.ป.ช.ส่งไปสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อสรุปสำนวนให้แน่นหนาก่อนส่งให้ศาลพิจารณาเท่านั้น

“วรงค์” ตามฟัด อสส.ไม่โปร่งใส

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คำแถลงของ ป.ป.ช.สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสในการทำหน้าที่ของ อสส. เพราะคำชี้แจงที่ อสส.ไม่สั่งฟ้องเป็นเหตุผลเดียวกับคำร้องของทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และยังนำประเด็นเรื่องปกรายงานการวิจัยแผ่นเดียวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) มาเป็นข้ออ้าง ขณะที่ ป.ป.ช.ยืนยันความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล และข้อตกลงร่วมกัน ถ้าต้องการเอกสารเพิ่มเติม สังคมต้องร่วมกันเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องจาก อสส.ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนและโปร่งใส หากไม่สามารถชี้แจงให้ชัดเจนได้ คงถึงเวลาที่ คสช.ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะขั้นตอนของอัยการอย่างจริงจัง

แปลหนังสือโกงข้าวแจกสื่อ–สถานทูต

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณประชาชนให้การต้อนรับหนังสือ “มหากาพย์โกงข้าว” วางแผงวันแรก ต้องสั่งพิมพ์ครั้งที่ 2 เพิ่มอีก 5,000 เล่ม ถือว่าได้ร่วมทำบุญเพื่อนำร่องสู่การเปลี่ยนประเทศในอนาคต หนังสือเล่มนี้จะทำให้มีความรู้ เพื่อร่วมกันตรวจสอบการทำงานของอัยการสูงสุดต่อคดีจำนำข้าว ขอบคุณผู้หวังดีที่ช่วยแปลและจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อมอบให้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก สถานทูตและองค์การระหว่างประเทศทั่วโลกในประเทศไทย และที่สำคัญคือมอบให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศที่มาทำข่าวในประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าวให้ชาวโลกได้รับรู้

“ปนัดดา” โบ้ยโยธาฯแจงไมค์แพง

ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไมโครโฟนที่ติดตั้งในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ราคาถึงตัวละ 145,000 บาทแพงเกินจริงว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักปลัดสำนักนายกฯ เป็นเรื่องของสำนักเลขาธิการนายกฯ กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นผู้รับผิดชอบต้องเจรจาให้ราคาต่ำสุด เข้าใจว่าช่วงหลังเป็นการออกข่าวเลื่อนลอย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ไปเปรียบเทียบว่าเป็นระบบเดียวกับทำเนียบขาว สหรัฐ– อเมริกา ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่ประเทศไทยไม่ใช่ ไปเปรียบเทียบไม่ได้ ที่สำคัญนายกฯย้ำเสมอให้ประหยัด พอเพียง ตรวจสอบทุกขั้นตอน ทำผิดต้องถูกลงโทษทางวินัย รวมถึงบริษัทต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ต้องเข้มงวดกวดขัน จัดตั้งหัวหน้าติดตามซ่อมบำรุงอาคารต่างๆ ทั้งนี้ทำเนียบรัฐบาลปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยทันประชุม ครม.วันที่ 9 ก.ย.แน่นอน

คนอีสานให้ คสช.สอบผ่านเกรด 2.78

วันเดียวกัน นายสุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,060 ราย ในเขตพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน เรื่อง “คนอีสานประเมินการเมืองไทย” หลังการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาและการเข้ารับตำแหน่งนายกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ร้อยละ 53.3 ระบุ คสช.ทำงานระดับดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 2 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 27.5 พอใช้ หากให้เกรดเฉลี่ย คสช.สอบผ่านด้วยเกรดเฉลี่ย 2.78 ทั้งนี้ ร้อยละ 53.8 เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์เข้ารับตำแหน่งนายกฯ มีเพียงร้อยละ 5.6 ไม่พอใจ ร้อยละ 52.3 สนับสนุนสัดส่วน รมต.ระหว่างทหารกับพลเรือนใกล้เคียงกัน ส่วนการปฏิรูปพลังงานยุค คสช.ร้อยละ 55.8 เห็นว่าได้ประโยชน์ ร้อยละ 45.7 ไม่แตกต่างจากเดิม และร้อยละ 1.8 เห็นว่าเสียประโยชน์

ยอด สปช.ขยับอีก 7,362 คน

นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการ กกต.เปิดเผยว่า ตัวเลขยอดจำนวนผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ล่าสุด ยังมีไปรษณีย์ทยอยเข้ามาเพิ่มเติมอีก จนถึงขณะนี้มียอดผู้เสนอชื่อทั้งหมดขยับจาก 7,355 คน ไปอยู่ที่ 7,362 คน แบ่งเป็นนิติบุคคล 4,582 คน ระดับจังหวัด 2,780 คน คาดว่าวันที่ 8 ก.ย.จะได้ตัวเลขที่เป็นทางการ ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.เป็นต้นมา ดำเนินการตรวจสอบแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ พบผู้ที่ขาดคุณสมบัติไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 20 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่เหลือก็เชื่อว่าทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

มทภ.3 ไม่ยกเลิกอัยการศึกภาคเหนือ

ส่วนกรณีที่ คสช.ยังไม่มีการพิจารณายกเลิกประกาศกฎอัยการศึก วันเดียวกัน พล.ท.ปรีชา จันทร์– โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงการพิจารณายกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ว่า เบื้องต้นกองทัพภาคที่ 3 พิจารณารวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว พบว่ายังคงมีกลุ่มผู้ต่อต้านเคลื่อนไหวในลักษณะคลื่นใต้น้ำ ฉะนั้นพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 ยังคงไม่พิจารณายกเลิกกฎอัยการศึก เพราะอาจเป็นช่องทางให้กลุ่มต่อต้านเคลื่อนไหวได้ คิดว่าจะไม่มีผลต่อพื้นที่เศรษฐกิจ ประชาชนยังคงใช้จ่ายได้ตามปกติ และยังมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงนี้มีจำนวนน้อยเพราะอยู่ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ดังนั้น ขอย้ำว่าจะยกเลิก พ.ร.บ.กฎ อัยการศึกฯหรือไม่ จะไม่มีผลต่อพื้นที่เศรษฐกิจ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวไว้ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อคืนวันที่ 5 ก.ย. ว่ายังไม่มีการพูดถึงในเรื่องนี้ตน ก็รวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว เพื่อรอฟังคำสั่งอีกครั้ง

“บิ๊กโด่ง” สั่งเข้าถึงตัวกลุ่มต้าน คสช.

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. เลขาธิการ คสช.และ รมช.กลาโหม หรือ “บิ๊กโด่ง” กล่าวถึงกรณีพบการเคลื่อนไหวกลุ่มต่อต้าน คสช.ผ่านสื่อออนไลน์ให้กลุ่มต่อต้าน คสช.ในญี่ปุ่นที่ไปรวมตัว กันยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารของ คสช. และโจมตี ว่ามีการทำร้ายคนที่ถูก คสช.เรียกไปรายงานตัวว่า สั่งฝ่ายความมั่นคงเข้าไปดูแล และกระทรวงการต่างประเทศไปทำความเข้าใจแล้ว ที่สำคัญเมื่อมีรัฐบาลยิ่งต้องทำความเข้าใจ แต่ไม่ใช่ไปบังคับ ใครที่ยังไม่เข้าใจ ต้องเพิ่มการทำความเข้าใจมากขึ้น และเข้าถึง ตัวให้ได้ โดยเฉพาะกรณีนี้ถือเป็นหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ที่ผ่านมาหัวหน้า คสช.ทำให้เห็น แล้วว่าได้เดินหน้าตามโรดแม็ปที่กำหนดไว้ ประเทศ ชาติมีความสงบดี ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาดีหมดแล้ว แม้แต่นักลงทุนชาวญี่ปุ่นก็มั่นใจ เร็วๆนี้บริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นจะมาพบหัวหน้า คสช.รวมถึงล่าสุด 6 ประเทศ ยกเลิกห้ามคนของเขาเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นจะใช้ความจริงที่ดีเหล่านี้ทำความเข้าใจ เพราะถ้าไม่ทำความเข้าใจปัญหายังมีอยู่ ประเทศคงแย่กว่านี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้