วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก้าวแรกเครื่องรวน ปฏิรูปติดหล่ม

ก้าวแรกเครื่องรวน ปฏิรูปติดหล่ม

  • Share:

กำเนิด 250 อรหันต์ “ปฏิรูป” พิสูจน์ห้องเครื่อง คสช.

“รู้สึกว่า ต้องทำงานหนัก”

สั้นๆ แต่ถือเป็นประโยคประวัติศาสตร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตอบคำถามนักข่าว ณ ทำเนียบรัฐบาล

เป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารอย่างเป็นทางการ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญในการนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่

ก่อนชักภาพหมู่ ครม.ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าตามธรรมเนียมประเพณี

เริ่มนับหนึ่งในฐานะรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ

และโดยจังหวะก็เริ่มต้นนับก้าวแรกเหมือนกัน ตามกระบวนการก่อกำเนิดของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เข้าสู่ขั้นตอนการสรรหารอบสุดท้าย

หลังครบกำหนดปิดรับสมัครการเสนอชื่อสรรหาเป็น สปช.ในวันที่ 2 กันยายน

ตามยอดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปจำนวนคนที่สมัครเข้ารับการสรรหารวมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกว่า 7 พันคน

ดี เด่น ดัง แห่กันมามากมาย เกินเป้าหมายที่วางไว้

ตามโปรแกรมต่อไปจะเป็นการคัดกรองรอบแรก ที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกคณะกรรมการสรรหาซึ่ง คสช.แต่งตั้งจำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วยคณะกรรมการสรรหาด้านการ เมือง คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน คณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา คณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน คณะกรรมการสรรหาสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน คณะกรรมการสรรหาด้านสังคม คณะกรรมการสรรหาด้านอื่นๆ

คัดให้เหลือด้านละ 50 จาก 11 ด้าน รวมจำนวน 550 คน

อีกส่วนหนึ่งก็เป็นคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ทำการคัดเลือกมาจังหวัดละ 5 คน จาก 77 จังหวัด รวม 385 คน

และทั้งสองส่วนต้องส่งให้ คสช.ทำการคัดเลือกครั้งสุดท้าย โดยแยกเป็นในส่วนของคณะกรรมการสรรหา 11 ด้าน จำนวน 173 คน กับส่วนของจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน

ครบ “250 อรหันต์” สภาปฏิรูปแห่งชาติ

ตามปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นเลยว่า เน้นความสำคัญมาก

กับฉากที่พลเอกประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. จองคิวเป็นประธานการประชุมมอบแนวทางดำเนินการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

“เปิดหัว” กันอย่างอลังการ

ขึ้นโพเดียม “เลกเชอร์” ให้การบ้านกันแบบยาวเหยียด

แต่จุดสำคัญที่เป็นไฮไลต์ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลืมยืนยันอีกเป็นรอบที่ 4 รอบที่ 5 ว่า การสรรหาสมาชิกสปช. ไม่มีการล็อกสเปกเด็ดขาด

เพราะถือเป็นโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน

พร้อมกับฝากไปยังคณะกรรมการสรรหาให้ดำเนินการอย่างโปร่งใสเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปให้มีประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของสังคมไทย

ตามรูปการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ

หัวหน้า คสช.ตั้งใจเน้นเรื่องความโปร่งใสเป็นอันดับแรก

เพราะรู้ดีว่านี่คือจุดสำคัญที่จะเป็นเป้าสายตาจับจ้องในกระบวนการสรรหา สปช. ซึ่งต้องเฟ้นจาก 7,000 กว่าคน ให้เหลือแค่ 250 คน

ในการก่อกำเนิดอรหันต์ปฏิรูปประเทศไทย

เรื่องของเรื่อง โดยหัวเชื้อของความไม่ไว้วางใจ อาการหวาดระแวงมันเริ่มมาตั้งแต่คำสั่ง คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา สปช.

โดยมีคณะที่ปรึกษาของ คสช.ประกบเป็นหลักทั้ง 11 ด้าน

ตามรูปการณ์ที่ คสช.ถูกมองว่า ตั้งใจคุมเกมเลือกสปช.กันตั้งแต่ต้นน้ำ

และต่อเนื่องกัน ก็มีรายการกระพือกระแส หลายภาคส่วนออกมาแฉกระบวนการล็อกโหวต สปช.ในส่วนของกรรมการสรรหาประจำจังหวัด ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโดนโวยว่าใช้การทาบทามตัวบุคคล มากกว่าจะเปิดสรรหาอย่างโปร่งใสในวงกว้าง

เข้าข่ายล็อกหวยเหมือนกัน

ซึ่งนั่นก็ทำให้บรรยากาศการเปิดรับสมัครรับการสรรหาเป็น สปช.ในช่วงแรกๆ เป็นไปอย่างกร่อยๆไม่ค่อยมีคนเข้ายื่นใบสมัคร เพราะโอกาสยากที่จะฝ่าเกมล็อกโผ

อย่างดีก็แค่ประทับความชอบธรรมให้ “ตุ๊กตา” ของฝ่ายคุมเกมอำนาจเท่านั้น

ที่สำคัญเลย มันก็ยิ่งเข้าเค้ากันไปใหญ่ กับผลการโหวตเลือกประธานคณะกรรมการสรรหา สปช.ทั้ง 11 ด้านที่ออกมาล่าสุด

1.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานสรรหาด้านการเมือง 2.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น 5.นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา

6.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ 7.ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน 8.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

9.พล.อ.นพดล อินทปัญญา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน 10.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านสังคม 11.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาด้านอื่นๆ

ช่างบังเอิญโดยมิได้นัดหมาย

ทีมกุนซือที่ คสช.ตั้งเข้าไปประกบเฟ้น สปช. พาเหรดนั่งไปเป็นหัวขบวนทั้ง 11 คณะ

โดยหัวเชื้อแห่งความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มระดับขึ้นตามปรากฏการณ์

และตามรูปการณ์ ว่ากันตามพื้นฐานเกมอำนาจแบบไทยๆ คนเชื่อมากกว่าครึ่งว่า รายการนี้หนีไม่พ้นขบวนการแย่งชิงเก้าอี้
กระแสการวิ่งเต้น เสนอผลประโยชน์ แลกกับการเป็น 1 ใน 250 อรหันต์

ขอมีส่วนร่วมกำหนดกติกาใหม่ของประเทศ

ทั้งหมดทั้งปวง โดยโจทย์ของสถานการณ์ก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้การบ้านบนเวที

“เราจะคัดเลือกคนอย่างไรให้คน 8,000-9,000 คน เหลือ 250 คน ท่ามกลางความสนใจและความกดดันต่างๆที่เกิดขึ้น วันนี้มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่มีผลกระทบและมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง

รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิรูปเข้ามาสมัครทั้งหมด ดังนั้นเรื่องนี้อยากให้คณะกรรมการคัดสรรทุกคนพิจารณาให้เป็นธรรมว่าทำอย่างไรจะปฏิรูปได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งต่อไป”

ในอารมณ์ของหัวหน้า คสช.ก็ชัดเจนว่า ระแวดระวังเต็มที่

นี่คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

นั่นก็เพราะมันจะเป็นการปูเส้นทางไปสู่เป้าหมายปลายทางในการปฏิรูปประเทศไทย ตามเงื่อนไขของการยึดอำนาจการปกครองโดย คสช.

โดยฉันทามติของประชาชนคนไทยมอบอำนาจพิเศษให้สานภารกิจประวัติศาสตร์

ถ้าพลาดสะดุดตั้งแต่ก้าวแรก การนับหนึ่งก็ไปต่อลำบาก

เอาเป็นว่า งานยากด่านแรกสำหรับ คสช.ในฐานะผู้มีอำนาจขั้นสุดท้ายในการเคาะชื่อ 250 อรหันต์ ก่อนอื่นเลยการคัดคนเข้า คัดคนออก ต้องมีคำอธิบายได้

และต้องให้ฝ่ายที่พลาดหวังยอมรับโดยดุษฎี

เพราะถ้าแจงไม่เคลียร์ เกิดข้อกังขา สอดรับกับปรากฏการณ์ที่จุดประกายความหวาดระแวง

แรงเสียดทานระลอกแรกที่จะพุ่งเข้าใส่ คสช.ก็มาจากพวกที่พลาดหวังจากจำนวน 7 พันกว่าคน คัดเหลือแค่ 250 อรหันต์
รวมพลคนอกหัก ต้องก่อหวอดอาละวาดแน่

และก็เป็นอะไรที่จะทำให้ คสช.เหนื่อยขึ้นอีก ตรงที่บรรดาหลายพันคนที่พลาดหวัง ต่างก็มีส่วนร่วมรับรู้กระบวนการสรรหาวงใน ใครล็อบบี้ ใครวิ่งเต้น ค้ำถ่อมายังไง

การออกมา “แฉกันเอง” ย่อมมีน้ำหนักทำให้สังคมคล้อยตามได้

ซึ่งนั่นก็จะทำให้เสียบรรยากาศการใช้ สปช.เป็นพาหนะนำประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปใหญ่ อย่างที่คสช.ตั้งความมุ่งหมายไว้ก่อนเสี่ยงทำรัฐประหาร

เสี่ยงอาการเครื่องรวนตั้งแต่ออกตัว

แค่เริ่มก็ติดหล่ม การไปสู่เป้าหมายก็ยิ่งลำบาก

อย่างไรก็ตาม จับทางจากการที่หัวหน้า คสช.บอกไว้ล่วงหน้าในคราวเดียวกันเลยว่า จะหาโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็น สปช.จะร่วมมือกับเราได้อย่างไร

จำเป็นต้องนำพวกเขาเข้ามาด้วย

ชัดเจนว่า จะมีการเปิดช่องให้พวกที่พลาดหวังได้มีส่วนร่วมในกระบวนการ

งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็อ่านขาด

รู้วิธีสลายแรงเสียดทาน พลิกสถานการณ์จากพวกที่เสี่ยงเป็นแนวต้านมาเป็นแนวร่วม

ทั้งนี้ทั้งนั้น ว่ากันตามเนื้อผ้า ประเมินจากความตั้งใจของคนที่สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น สปช. แสดงว่าต้องมีการเตรียมตัวเตรียมข้อมูลไว้ระดับหนึ่ง

ซึ่งถือเป็นประโยชน์กับการปฏิรูปแน่นอน

มันก็ไม่แปลกที่ คสช.จะให้สิทธิ์พวกที่เกาะติดขอบ “ริงไซด์” ข้างเวทีมากกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เสนอตัวเข้ามาร่วมรับการสรรหา

เป็นการเคลียร์แรงต้านแบบเนียนๆ

ไม่เสี่ยงพลาดตั้งแต่ก้าวแรก เพื่อนับหนึ่งต่อไปได้.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้