Thairath Logo
กีฬา

'วิชา'ซัด'อสส.'ง่อนแง่น ถอดใจ! เชื่อที่สุดก็ฟ้อง'ปู'

Share :

หลังตั้งกก.ร่วม ได้ข้อมูลป.ป.ช. 9ก.ย.‘ประยุทธ์1’ แถลงนโยบาย สุขุมพันธุ์ได้เฮ ศาลยกฟ้องคดี

“ประยุทธ์” กางโรดแม็ปฝ่ายบริหาร ถือฤกษ์ดีวันที่ 9 เดือน 9 เรียกประชุม ครม. แบ่งงานรัฐมนตรี ตามด้วยคิวแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุม สนช. สั่ง ครม.เริ่มลุยงานตั้งแต่ 9 ก.ย. ยิ้มแก้มปริแห่สมัคร สปช.ทะลุ 7,000 คน ยังบอกไม่ได้เลิกอัยการศึกเมื่อไหร่ “อุดมเดช” สั่งฝ่ายความมั่นคงจับตากลุ่มต้าน เผยการข่าวพบกลุ่มใต้ดินเริ่มขยับ “ณรงค์” ผิดคิว บอกไม่พบการเคลื่อนไหว “ปนัดดา” ไขลานข้าราชการห้ามแพ้ท้องถิ่น ป.ป.ช.ไม่เสียหน้าวืดคดีจำนำข้าว “วิชา” ขู่ “บุญทรง” ดิ้นไม่หลุดแน่ ฟุ้งใกล้ปิดฉากมหากาพย์โกง เย้ยอัยการสูงสุดน่าสงสาร เก้าอี้ง่อนแง่นเต็มที แขวะ “อรรถพล” ถูกปลดกลางอากาศ “อุ๋ย” ให้การมัดคดีขายข้าวให้อินโดฯ เชื่อสุดท้าย ป.ป.ช.-อัยการเห็นตรงกัน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องใบเหลือง “สุขุมพันธุ์”

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุดได้กำหนดวาระเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเตรียมเรียกประชุม ครม.นัดแรก วันที่ 9 ก.ย.

“อุดมเดช” แจ้ง ครม.นัดแรก 9 ก.ย.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ก.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. เลขาธิการ คสช. และ รมช.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคสช. โดยมีตัวแทน 5 กลุ่มงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกันพร้อมเพรียง โดย พล.อ.อุดมเดชกล่าวในที่ประชุมว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว วันที่ 9 ก.ย.นี้ จะมีการประชุม ครม.เป็นครั้งแรก และในวันเดียวกันจะมีการประชุมคณะ คสช.ด้วย หลัง ครม.แถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว คสช.ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ในสัปดาห์หน้าคง ทราบรายละเอียดหลังการหารือร่วมกัน

สั่งฝ่ายมั่นคงจับตากลุ่มต้าน

พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ขอฝากหน่วยงานฝ่าย ความมั่นคงประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ พยายามชี้แจงทำความเข้าใจเพิ่มเติม ส่วนกลุ่มคนที่ยังมีความเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ยังไม่เข้าใจ คสช.หรือรัฐบาล จนอาจเกิดความเคลื่อนไหวมากขึ้น ขณะที่ภายในประเทศขอฝากให้กองกำลังรักษาความ สงบ กองทัพภาคต่างๆ ควบคุมสถานการณ์โดยยึดถือตามนโยบายหัวหน้า คสช. ที่ไม่ต้องการให้เกิดภาพเชิงลบต่อ คสช. ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังด้วย และ ขอให้ประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องว่า คสช.ไม่เคยใช้ความ รุนแรงกับบุคคลที่ถูกเรียกตัวมา และขอชมเชยกองกำลังรักษาความสงบที่ควบคุมความสงบในการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกชาวมุสลิมให้เดินทางไปร่วมทำบุญในพิธีฮัจญ์

การข่าวพบกลุ่มใต้ดินเริ่มขยับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม คสช.มีการบรรยายสรุปสถานการณ์ขณะนี้ว่ายังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้าน คสช. ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้ขอให้กลุ่มต่อต้าน คสช. ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถึงความไม่เห็นด้วยในการทำรัฐประหารของ คสช. รวมถึงการทรมานผู้ที่ถูก คสช.ควบคุมตัว โดยทางหน่วยข่าว ของ คสช.พบว่ามีกลุ่มใต้ดินพยายามรวมตัวกันต่อต้านการทำงานของ คสช.และรัฐบาล มีการกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งทั้งภายในและนอกประเทศ หลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้ว แต่ยังไม่มีท่าทีแข็งกร้าวเพราะติดกฎอัยการศึก จึงมีความพยายามเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อหวังให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหวโจมตีการทำงานของ คสช.และรัฐบาล แต่ในที่ประชุมยังไม่ได้นำเรื่องการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกมาพิจารณา เพราะอยู่ระหว่างสรุปประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาค อีสาน ที่กองทัพภาคที่ 2-3 รับผิดชอบอยู่

“ณรงค์” ผิดคิวบอกเรียบร้อยดี

ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. และ รมว.ศึกษาธิการ รองหัวหน้าคสช. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดชัดเจนแล้วว่าอยู่ ระหว่างการพิจารณายกเลิกใช้กฎอัยการศึก เมื่อพิจารณาแล้ว คสช.จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง เข้าใจว่าคนอยากให้ยกเลิกแต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ส่วนจะเป็นเมื่อใดตนยังตอบไม่ได้ หากเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรก็สามารถยกเลิกได้ทันที ไม่ได้ห่วงพื้นที่ใดเป็นพิเศษ แต่ต้องดูในภาพรวม เมื่อถามว่าในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเน้นย้ำในพื้นที่ใดควรยกเลิก พล.ร.อ.ณรงค์ตอบว่า ความจริงทุกพื้นที่ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว คิดว่าเร็วๆนี้คงมีการยกเลิกในบางพื้นที่ อาทิ พัทยาและ ภูเก็ต เมื่อถามย้ำว่าการข่าวของ คสช.พบกลุ่มต่อต้านหรือไม่ พล.ร.อ.ณรงค์ตอบว่า ไม่มีการเคลื่อนไหว และสถานการณ์ไม่ได้มีปัญหาอะไร คิดว่ายังคงสภาพ เรียบร้อยอยู่

“ปนัดดา” แย้มถกแบ่งงาน 9 ก.ย.

เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 ก.ย. จะมีการแบ่งงานคณะรัฐมนตรี แต่ก่อนหน้านั้น แต่ละกระทรวงจะประชุมคณะ ทำงานกันก่อน เพื่อจัดลำดับเรื่องเร่งด่วนนำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน อย่างงานสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานข้าราชการ เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นที่น่าพอใจ ระบบการตรวจสอบสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ต้องเป็นที่ยอมรับ มีมาตรฐาน ไม่ใช่โฆษณาเกินจริง

ไขลานข้าราชการห้ามแพ้ท้องถิ่น

ม.ล.ปนัดดากล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ 1111 เร่งดำเนินการแก้ไขอยู่ สั่งให้รายงานความคืบหน้า ติดตามงาน ไม่ใช่ทำแค่ผักชีโรยหน้า และต้องรายงานนายกรัฐมนตรี ส่วนจังหวัดต้องเป็นตัวแทนรัฐบาลรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ไม่ใช่มาร้องเรียนที่ส่วนกลางทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นจะมีข้าราชการในภูมิภาคไว้ทำไม หากเป็นเช่นนั้นการทำงานเราก็แพ้ท้องถิ่นหมด ยิ่งเกิดค่านิยมอยากปกครองตนเองอยู่ จังหวัดต้อง บริหารจัดการภูมิภาคถ่วงดุลอำนาจ ช่วยการตรวจสอบ

ยัน “บิ๊กตู่” นำทีมแถลงนโยบายเอง

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ได้เตรียมความพร้อมในการแถลง นโยบายต่อ สนช.แล้ว โดย พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้แถลงทั้งหมด ส่วนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่น จะรวบรวมข้อมูลให้นายกฯ ขอให้รอฟังนายกฯ แถลงนโยบายต่อ สนช.อย่างชัดเจนอีกครั้ง

“พรเพชร” สั่งงดประชุม สนช.ด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 4 ก.ย. ถึงสมาชิก สนช. เรื่องการงดประชุมสนช. วันที่ 5 ก.ย. โดยระบุว่า ตามที่ประธาน สนช. มีคำสั่งนัดประชุม สนช. วันที่ 5 ก.ย.นั้น โดยที่คณะ รัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 4 ก.ย. แต่ยังมิได้แถลงนโยบายต่อสภา ดังนั้นเพื่อให้การเข้าปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่อื่น ประธาน สนช.จึงเห็นสมควรให้งดการประชุม สนช. ในวันที่ 5 ก.ย.2557

วางคิวแถลงนโยบายบ่าย 9 ก.ย.

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า ขณะนี้ ครม.ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา ทำให้รัฐมนตรีที่จะมาชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ประธาน สนช.จึงให้เลื่อนการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายออกไปก่อน โดยวาระที่ค้างประชุมในวันนี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้งวันที่ 11 ก.ย. ส่วนการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุม สนช. เบื้องต้นมีการประสานเป็นการภายในคาดว่าจะเป็นช่วงบ่ายของวันที่ 9 ก.ย. ส่วนข้อสงสัยว่าหากรัฐบาลยังไม่แถลงนโยบายจะสามารถประชุม ครม.ได้หรือไม่ ในเชิงบริหารสามารถ จัดประชุมได้ทันที หลังถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว แต่พิจารณาได้เฉพาะวาระทั่วไปที่ไม่ผูกมัดกับเรื่องงบประมาณ และวาระสำคัญอื่นของประเทศ

“บิ๊กอ๊อด” ชมนายกฯเก่งทั้งบู๊-บุ๋น

ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมช.กลาโหม กล่าวถึงภาพรวม ครม.ชุดใหม่ว่า ไม่มีอะไรที่จะแนะนำ เพราะ ครม.ยังไม่ได้เริ่มทำงาน เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจสถานภาพของประเทศ และพยายามอย่างยิ่งที่จะให้คนไทยมีความสุข มีความรักและปรองดองกัน ตนกับ พล.อ.ประยุทธ์มีอะไรก็คุยกันได้เหมือนเดิม เพราะเป็นพี่น้อง สามารถโทรศัพท์พูดคุยส่วนตัวกันได้ เรามีความห่วงใย มีความรัก มีน้ำใจเช่นเดิม และคงเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต คงไม่มีปัญหาอะไรนอกจากความรัก ความห่วงใยและความหวังดีที่มีต่อกันมาตลอด อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้ทุกอย่าง และคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำจนสำเร็จ เท่าที่ทำงานร่วมกันมา 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนศึกษางาน มีความละเอียด มีประสบการณ์ ทำงานเก่งทั้งบู๊และบุ๋น ส่วนการทาบทามเป็นที่ปรึกษาในตำแหน่งต่างๆหรือไม่นั้น ขอให้นายกฯได้ทำงานและแถลงนโยบายให้แล้วเสร็จก่อน

บอก “บิ๊กป้อม” บารมีเบ่งบาน

พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เคยเป็น รมว.กลาโหมมาแล้ว มองเห็นทหาร มองเห็นกระทรวงกลาโหมเหมือนมองลายมือตัวเอง นอกจากจะมาทำหน้าที่ด้านความมั่นคงแล้ว ยังมาช่วยเรื่องการเมืองและประเทศชาติ สลายความแตกแยก สร้างความปรองดอง สร้างความเป็นพี่น้อง ช่วยนายกฯได้มาก เรื่องบารมีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ พล.อ.ประวิตรยังมีบารมี ส่วนงานด้านทหารอาจให้ รมช.กลาโหมช่วยดูแล ส่วนกรอบเวลา 1 ปีตามที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยระบุไว้นั้น ก็ต้องดูว่าถึงวันนั้นงานสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จจะทำอีกเท่าไหร่และประชาชนต้องยอมรับ คิดว่าเข้ามาแก้ไขปัญหาจริงๆ ถ้าวันนั้นท่านไม่เข้ามาก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติ สิ่งหนึ่งที่เราสบายใจที่สุดคือ เรื่องความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ที่จะมีต่อไปอีก 1 ปีข้างหน้า ไม่อยากเห็นอะไรที่มันแอบแฝง ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เหมือนอย่างที่ผ่านมา

พท.จี้แก้ปมปัญหาอยุติธรรม

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากขอให้ ครม.ชุดใหม่แก้ไขปัญหาความยุติธรรม โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่ควรปฏิรูปตัวเอง ที่ผ่านมาจะเห็นว่าพวกหนึ่งทำอะไรก็ผิด แต่อีกพวกทำอะไรก็ไม่ผิด ขณะนี้มีรัฐบาลใหม่ไม่มีฝ่ายค้าน การแก้ปัญหาทุกอย่างสามารถทำได้ทันทีเด็ดขาด แต่อยากถามว่าเรื่องสถานีโรงพักทดแทน 369 แห่ง ที่สร้างไม่เสร็จ คดีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว กระบวนการสอบสวนเป็นอย่างไร วันนี้กลับมีการเพิ่มเงินเข้าไปอีก 3-4 พันล้านบาท นอกจากนี้อยากให้จัดการเรื่องหวยใต้ดิน เอาขึ้นมาอยู่บนดินให้ถูกต้อง ให้เจ้ามือมาจดทะเบียนที่อำเภอ แล้วหักเปอร์เซ็นต์เข้าหลวง ส่วนกระแสข่าวการล็อกสเปก สปช.จากทหารสายบูรพาพยัคฆ์นั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ ขณะนี้ประชาชนเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ขอเพียงอย่าเอาคู่ขัดแย้งมาทำงาน ไม่เช่นนั้นการปรองดองก็คงไม่เกิด

ป.ป.ช.ไม่เสียหน้าวืดจำนำข้าว

ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงมติอัยการสูงสุดที่ยังไม่สั่งฟ้องคดีทุจริตจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนต้องตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการ-ป.ป.ช.มาพิจารณาทบทวนสำนวนคดีอีกครั้งว่า ไม่ถือว่า ป.ป.ช.เสียหน้า หากอัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวน ป.ป.ช.ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ตามที่แถลงมา 3 ประเด็นก็ไม่เป็นอะไร หลังจากนี้จะตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ คาดว่าวันที่ 5 ก.ย. หนังสือจากอัยการสูงสุดจะส่งถึง ป.ป.ช. จากนั้นจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ป.ป.ช.วันที่ 9 ก.ย. เพื่อพิจารณาว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ใดบ้าง เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมกันต่อไป ที่ผ่านมา ป.ป.ช.กับอัยการตั้งคณะทำงานร่วมกันอยู่หลายคดี แต่หากในที่สุดแล้วหาก ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุดยังตกลงกันไม่ได้ ป.ป.ช.ก็ต้องเป็นผู้ส่งฟ้องคดีเอง

แจงสำนวนไม่ได้เน้นคดีทุจริต

นายปานเทพกล่าวว่า ส่วนที่อัยการระบุว่า หลักฐานที่ ป.ป.ช.ส่งมาไม่หนาแน่นนั้น หลักฐานป.ป.ช.มีจำนวนมาก มีความหนาแน่น แต่อาจมีรายละเอียดมาก จึงยังดูไม่ครบทุกส่วน หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของคณะทำงานร่วมจะไปทำงานร่วมกัน อาจเรียกสอบพยานเพิ่มได้ คิดว่าคณะทำงานร่วมคงใช้เวลาทำงานไม่นาน ต้องทำอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้เร่งรีบสรุปสำนวนคดีจำนำข้าว แต่ทำงานตามกรอบเวลา ทำสำนวนแน่นหนา การที่อัยการระบุว่า ป.ป.ช.ยึดถืองานวิจัยของทีดีอาร์ไออย่างเดียว คงไม่ใช่ แต่เป็นเพียงหลักฐานส่วนหนึ่งด้านวิชาการเท่านั้น มีหลักฐานอื่นๆอีกมากมาย และ ป.ป.ช.ไม่ได้ระบุถึงเรื่องการทุจริตเป็นสำคัญ แต่บอกว่าเป็นการละเว้นไม่ดำเนินการยับยั้งโครงการ จนก่อให้เกิดความเสียหาย

เตือน ครม.ยื่นบัญชีทรัพย์สิน

นายปานเทพกล่าวอีกว่า ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังเข้ารับตำแหน่งแล้วต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินภายใน 30 วัน นับจากวันเข้ารับตำแหน่ง จากนั้น ป.ป.ช.จะนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนต่อไป ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ สนช.นั้น ขณะนี้มี สนช.ยื่นบัญชีทรัพย์สินมาเป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่งจะหมดระยะเวลาการยื่นวันที่ 7 ก.ย. หากใครยื่นล่าช้าต้องพิจารณาว่าสาเหตุที่ยื่นล่าช้าเพราะอะไร มีเจตนาปกปิดหรือไม่

โร่แจง “เพิร์ค” ให้สอบตกปราบโกง

นายปานเทพยังกล่าวถึงกรณีบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (PERC) ให้คะแนน ป.ป.ช.ปราบปรามการทุจริตอยู่ระดับต่ำสุด เพราะเน้นปราบปรามเฉพาะกลุ่มการเมืองว่า ไม่เป็นความจริง การแก้กฎหมายของ ป.ป.ช.เป็นไปตามหลักสากล กฎบัตรสหประชาชาติ อาทิ เรื่องอายุความ การเอาผิดกับผู้ให้สินบนข้าราชการหรือเอกชน ไม่ใช่มุ่งแก้เพื่อเอื้อดำเนินคดีเฉพาะกลุ่มการเมืองเท่านั้น ทราบว่า นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้จะรายงานต่อที่ประชุม ป.ป.ช.วันที่ 9 ก.ย. เพื่อทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการไปยังบริษัทดังกล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่ได้มุ่งแก้กฎหมายเพื่อเล่นงานนักการเมืองคนใด แต่ทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

“วรงค์” ตามล้างตามเช็ด อสส.

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) แถลงพาดพิงเรื่องรายงานการวิจัยของทีดีอาร์ไอนั้น อยากถาม ป.ป.ช.ผ่านสื่อเพื่อให้ชี้แจงให้ชัดเจนว่า จริงหรือไม่ที่ท่านส่งรายงานการวิจัยเพียงแค่ปกเท่านั้น ถ้าจริงเพราะเหตุใด แต่ถ้าไม่จริงมันเกิดอะไรขึ้น ล่าสุดเห็นข่าวประธานป.ป.ช.แถลงยืนยันหลักฐานคดีจำนำข้าวว่ารอบคอบ แสดงว่าเอกสารรายงานการวิจัยต้องมีการหายเกิดขึ้น และประเด็นนี้เป็นสาระสำคัญ คิดว่าทางอัยการสูงสุดต้องออกมาแถลงให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังกับการทำหน้าที่ของ อสส. ขอให้รอดูอีก 14 วัน หาก อสส.ไม่สั่งฟ้องก็ถึงเวลาที่ คสช.ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

เจอสวนหลักฐานทุจริตยังไม่พอ

ด้านนายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า การที่ ป.ป.ช.ยืนยันสำนวนการสอบสวนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นสิทธิการแสดงความเห็นตามหลักกฎหมายของ ป.ป.ช. เมื่อรู้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นย่อมต้องดำเนินการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตอีก แต่สำนวนการสอบสวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ เมื่อพยานหลักฐานไม่เพียงพอเกี่ยวกับการทุจริต จึงต้องตั้งผู้แทนทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายคณะทำงานอัยการ และฝ่าย ป.ป.ช. ฝ่ายละ 10 คนขึ้นมาภายใน 14 วัน จากนั้นจะเริ่มพิจารณาเพื่อร่วมกันหาพยานหลักฐาน และแนวทางการพิจารณา น่าจะได้ข้อสรุปที่สมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม

นปช.ขอบคุณ อสส.ไม่ฟ้อง “ปู”

นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คดีโครงการรับจำนำข้าวว่า ขอบคุณอัยการสูงสุดที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมดูน่าเชื่อถือขึ้น สังคมกำลังจับตามองอยู่ เพราะ คสช.ระบุว่า กระบวนการยุติธรรม ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา การที่อัยการสูงสุดให้ ป.ป.ช.หาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีความผิดจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มิฉะนั้นสังคมจะมีความเคลือบแคลงใจตลอดไป ตนยังไม่ได้ยินข่าวว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการนี้ถูกสั่งฟ้องศาล แต่คนที่รับผิดชอบนโยบายกลับถูกดำเนินคดี

“อุ๋ย” ให้การคดีขายข้าวให้อินโดฯ

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะพยานไต่สวนข้อเท็จจริงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ตามที่เคยยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง สมัยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ กรณีมีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่ กรณีให้บริษัท สยามอินดิก้า ซึ่งเป็นบริษัทล้มละลายเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบในการรับซื้อข้าวและระบายข้าวให้รัฐบาลอินโดนีเซีย ผ่านองค์กรสำรองข้าวอินโดนีเซีย (บูล็อก)

ป.ป.ช.แจงคนละส่วนขายให้จีน

ภายหลังการชี้แจง นายวิทยา อาคมพิทักษ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเดินทางมาให้ถ้อยคำในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้อง ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธรร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินส่งมายัง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการขายข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการซื้อขายข้าวในขณะที่ไม่มีข้าวอยู่ในท้องตลาด จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าเอาข้าวจากที่ไหนมาขาย ขณะนี้ ป.ป.ช.อยู่ในขั้นตอนเรียกสอบพยานฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการขายข้าวแบบจีทูจีให้รัฐบาลจีน ที่มีนายบุญทรงเป็นผู้ถูกกล่าวหา

เชื่อสุดท้าย ป.ป.ช.–อัยการเห็นตรงกัน

ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาสำนวนคดีรับจำนำข้าวว่า เห็นว่าขณะนี้เป็นแค่การตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อไปพูดคุยกัน ต้องให้คณะทำงานคุยกันก่อน ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีอะไรประหลาด ตอนแรกเห็นต่างกันสักพัก เดี๋ยวพอคุยกันก็เห็นตรงกันเอง แต่ตอนนี้อาจยังเห็นรายละเอียดไม่เท่ากัน

“วิชา” ขู่ “บุญทรง” ดิ้นไม่หลุดแน่

จากนั้นเวลา 17.30 น. นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้าการไต่สวนคดีทุจริตซื้อขายข้าวแบบจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่ พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง ซึ่งเป็นผู้กุมความลับกระบวนการจำนำข้าวไว้ทั้งหมด โดย ป.ป.ช.ได้กันบุคคลจำนวนหนึ่งไว้เป็นพยาน จะไม่ดำเนินการเอาผิด เนื่องจากให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี ป.ป.ช.จะใช้พยานส่วนนี้เป็นข้อมูลเชื่อมโยงไปเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่นต่อไป การไต่สวนคดีจำนำข้าวของนายบุญทรง ป.ป.ช.ได้รับความร่วมมือจากบริษัทค้าข้าวนับร้อยบริษัทให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จนได้หลักฐานชัดเจนว่า การทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน ไม่มีการขายข้าวจริง

ฟุ้งใกล้ปิดฉากมหากาพย์โกง

นายวิชากล่าวว่า จากการไต่สวนพบว่า พ.ต.วีระวุฒิได้นัดหมายบริษัทค้าข้าวมาคุย โดยบอกว่าจะช่วยสนับสนุนการขายข้าว แต่ขอให้ผู้ประกอบการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คการซื้อขายข้าวให้กรมการค้าต่างประเทศในนามของบริษัท ไห่หนาน จำกัด และบริษัท กวางตุ้ง จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจีน จากนั้นให้นำแคชเชียร์เช็คไปมอบให้เลขานุการ รมว.พาณิชย์ หรือนายวิมล รักดี หรือ พ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ อดีต ผอ.คลังสินค้า ซึ่งข้าวที่ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัท ไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้ง เป็นการสวมรอยว่ามีการซื้อขายแบบจีทูจี ป.ป.ช.มีหลักฐานชัดเจน คาดว่าจะสรุปผลเสร็จก่อนเดือน ก.ย. ซึ่งอัยการคงไม่ได้แค่ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่จะมีติดตามมาเป็นขบวนใหญ่ในอนาคต เพราะเรื่องนี้เป็นมหากาพย์ ยืนยันว่าหลักฐานที่ ป.ป.ช.ได้มา ไม่มีเลื่อนลอย เป็นของจริง ไม่กลั่นแกล้งใคร

เย้ย อสส.เก้าอี้ง่อนแง่นเต็มที

นายวิชากล่าวอีกว่า ส่วนที่อัยการสูงสุดยังไม่สั่งฟ้องคดี ไม่ได้แปลกใจเพราะยังไม่เห็นข้อมูลที่เชื่อมโยงเหล่านี้ รู้สึกเห็นใจอัยการสูงสุด ขณะนี้สถานะของท่านง่อนแง่นมาก เนื่องจากอัยการสูงสุดคนก่อนถูกปลดกลางอากาศ จึงน่าเห็นใจอัยการสูงสุดคนปัจจุบันที่จู่ๆต้องเข้ามาทำงานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว และยังอยู่ในฐานะที่ไม่แน่นอน อย่าไปรุกเร้าท่านมาก เพราะเป็นความจำเป็น ความจำใจ ป.ป.ช.ต้องแสดงมุทิตาจิต เชื่อว่า ป.ป.ช.จะคุยกับอัยการสูงสุดรู้เรื่อง หากได้รับข้อมูลที่ ป.ป.ช.จะส่งตามไปให้ คงอ่านไม่ทัน เป็นลมล้มคว่ำไป เราสวดมนต์ให้อัยการสูงสุดอยู่รอดปลอดภัย หากตกลงกันได้ก็อยากให้อัยการฟ้องให้ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ป.ป.ช.พร้อมจะฟ้องคดีเอง เพราะดูเหมือนอัยการสูงสุดจะถอดใจไปแล้ว แต่คิดว่าท่านเป็นรุ่นน้องที่ตนเชื่อถือคงไม่ยอมถอดใจง่ายๆ

ศาลอุทธรณ์ตัดสินคดี “สุขุมพันธ์ุ”

วันเดียวกันเวลา 09.40 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 310 ศาลแพ่ง องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้ง อ่านคำสั่งคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ใหม่ เนื่องจาก กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้ใบเหลืองแก่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. จากกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวปราศรัยเมื่อวันที่ 13 ก.พ.และ 25 ก.พ.2556 มีข้อความโจมตี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคเพื่อไทย ส่งผลให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเข้าใจผิดในตัว พล.ต.อ.พงศพัศ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาตรา 57 (5)

ชี้ “สุเทพ” ผลิตซ้ำข้อเท็จจริง

โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย 3 ประการ คือ 1. มติของ กกต.ที่ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าตามกฎหมาย ให้ กกต.มีอำนาจในการออกมติดังกล่าว 2. กรณีการปราศรัยของนายสุเทพ มีหลักฐานเป็นหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ได้พาดหัวข่าวและมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงแบ่งแยกประเทศ กลุ่ม ส.ส.ภาคเหนือและภาคอีสาน รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯในการตั้งรัฐไทยใหม่ และพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณสอดคล้องเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงที่นายสุเทพได้กล่าวปราศรัย การกระทำของนายสุเทพจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งสังคมไทยทั่วไปรับรู้อยู่แล้วมาปราศรัยอีกครั้ง กรณีนี้จึงไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการกล่าวปราศรัยเป็นการหลอกลวงให้ร้ายที่ฝ่าฝืนตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ มาตรา 57 (5) และ 118

ไม่เข้าข่ายจูงใจยกคำร้อง กกต.

3. เมื่อพิจารณาถึงคำปราศรัยทั้งหมดของนายสุเทพที่อ้างอิงถึงคำปราศรัยของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ที่เคยกล่าวถึงการชุมนุมในพื้นที่ กทม. และนายสุเทพได้กล่าวถึงวิธีการแนวคิดของกลุ่ม นปช. โดยที่ไม่ปรากฏว่าได้กล่าวถึง พล.ต.อ.พงศพัศ ที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนนี้ จึงยังไม่พอฟังได้ว่าการกล่าวปราศรัยของนายสุเทพเป็นการจูงใจหรือหลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิดในตัว พล.ต.อ.พงศพัศ ที่จะเป็นเหตุให้ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนมาลงคะแนนเสียงให้กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กรณีนี้จึงยังไม่มีเหตุให้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ ตามคำร้อง ดังนั้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของ กกต.

กองเชียร์ “ชายหมู” พากันเฮลั่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายกคำร้อง กกต. ทำให้บรรดากองเชียร์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่มายืนฟังคำพิพากษานานกว่า 5 ชั่วโมง อาทิ รองผู้ว่าฯกทม. นางสาวิตรี บริพัตร ณ อยุธยา ภรรยา ถึงกับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ระหว่างที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เดินออกจากอาคารศาลแพ่ง กลุ่มผู้มาให้กำลังใจต่างกรูเข้าไปมอบดอกไม้ให้กำลังใจกันล้นหลาม โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า จะกลับไปทำงานในฐานะผู้ว่าฯ กทม.ทันที และจะทำงานให้หนักกว่าเก่า ขณะนี้มีเรื่องที่เป็นห่วงอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องฝน และโรคระบาด โดยวันที่ 6 ก.ย.จะเดินทางไปยังสำนักงานระบายน้ำเป็นอันดับแรก เพื่อฟังรายงานการเตรียมพร้อมรับมือกับฤดูฝน

กกต.น้อมรับศาลยกคำร้อง

นายวีระ ยี่แพร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กต.กทม.) กล่าวว่า การที่ศาลมีความเห็นต่างจากมติของ กกต.ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะ กกต.และศาลมีกระบวนการพิจารณาที่แตกต่างกัน โดย กกต.จะพิจารณาจากหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีมูลเหตุตามคำร้อง แต่ศาลจะพิจารณาประเด็นข้อสงสัยต่างๆ โอกาสที่จะเห็นต่างกันจึงเป็น 50 ต่อ 50 โดยตามกฎหมายแล้วเมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม.ได้ทันที คำสั่งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

ยอด สปช.ล่าสุดแตะ 7,355 แล้ว

อีกเรื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวเลขรวมล่าสุดของผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลังจากยังมีไปรษณีย์ทยอยเข้ามา ทำให้ขณะนี้ตัวเลขอยู่ที่ 7,355 คน แบ่งเป็นนิติบุคคล 4,575 คน ระดับจังหวัด 2,780 คน โดยนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ประธานคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปได้ส่งมอบรายงานรับฟังความเห็นจากประชาชน เกี่ยวกับข้อเสนอแนะการปฏิรูป 11 ด้าน ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายเลขานุการ สปช.แล้ว จากนั้นจะมีการประมวลความเห็นเพื่อส่งมอบให้กับ สปช.ต่อไป

เสื้อแดงประท้วง คสช.ที่โตเกียว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นว่า วันที่ 5 ก.ย. มีกลุ่มคนเสื้อแดงต่อต้าน คสช.ราว 26 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น โดยถือป้ายต่อต้านรัฐประหารและการบังคับใช้กฎอัยการศึก และแสดงความจำนงที่จะยื่นหนังสือให้กับทางการญี่ปุ่นแต่ยังไม่มีผู้แทนออกมารับหนังสือ ต่อมากลุ่มคนทั้งหมดได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งถือเป็นตัวแทนยูเอ็นในญี่ปุ่นแล้วยื่นหนังสือผ่านผู้แทนที่ออกมารับ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

อาเซียน-ญี่ปุ่นสานความร่วมมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3-4 ก.ย. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน-ญี่ปุ่น ที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมุ่งสร้างการเป็นหุ้นส่วน 4 ด้าน ได้แก่ หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพและความมั่นคง หุ้นส่วนเพื่อความเจริญรุ่งเรือง หุ้นส่วนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และหุ้นส่วนจากใจถึงใจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับสถาน-การณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมทั้งการรับมือกับภัยจากโรคระบาดร้ายแรง โดยเฉพาะอีโบลา

โยธาฯยันราคาไมค์รวมทั้งระบบ

นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ชี้แจงกรณีการปรับปรุงระบบเสียงและระบบควบคุมการประชุมในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ราคาไมโครโฟนสูงเกินไปหรือไม่ ว่าขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากมีเวลาเพียง 40 วันจึงต้องจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ โดยให้บริษัทอัศวโสภณ ผู้นำเข้าระบบเสนอราคาเบื้องต้นเข้ามาให้พิจารณาจำนวน 181 ตัว ซึ่งเมื่อปรับปรุงระบบแล้วจะต้องเพิ่มไมค์อีก 11 ตัว ทำให้สามารถต่อรองราคาลงได้อีก และให้บริษัทดังกล่าวเสนอรายละเอียดของราคาจริงที่นำเข้า ภาษี เพื่อความชัดเจนโปร่งใส ยืนยันว่าราคาต้องต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ตามนโยบายของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราคาไมโครโฟน 1.4 แสนบาทต่อตัวนั้น เพราะเป็นของที่มีคุณภาพนำเข้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เฉพาะราคาไมโครโฟน แต่เป็นราคาที่รวมถึงเทคโนโลยีและระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมด้วย

“พินิจ” นำคณะจีนพบ “ป๋าเปรม”

เมื่อเวลา 15.00 น. นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน นำ พล.อ.ถาง เทียน เปยีย รองประธานคนที่ 1 ศูนย์กลางการกระจายข่าววัฒนธรรมนานาชาติแห่งประเทศจีน พร้อมคณะผู้แทนจากประเทศจีน เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดย พล.อ.เปรมกล่าวแสดงว่ายินดีที่ พล.อ.ถางพร้อมคณะเข้าเยี่ยม แสดงถึงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้วัฒนธรรมที่แสดงชาติเป็นตัวกระชับความสัมพันธ์ ขณะที่ พล.อ.ถางเห็นด้วยต่อสิ่งที่ พล.อ.เปรมแนะนำ เพราะวัฒนธรรมทำให้เข้าใจความเป็นญาติพี่น้องกันมากยิ่งขึ้น และเป็นตัวเชื่อมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวของกันและกัน ในช่วงสุดท้ายทั้ง พล.อ.เปรมและ พล.อ.ถางต่างเห็นตรงกันที่วัฒนธรรมจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน นำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่างๆ

“บิ๊กตู่” ถือฤกษ์ดีวันที่ 9 เดือน 9

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น และ ครม.เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว แต่วันนี้ทุกกระทรวงรัฐมนตรียังไม่เข้าไปทำงาน จะเข้าไปทำงานวันที่ 9 ก.ย.หลัง ประชุม ครม.นัดแรก ซึ่งคงเป็นเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อ สนช. ในวันเวลาอันใกล้นี้ เพื่อจะทำงานให้เต็มรูปแบบ ฉะนั้นวันที่ 9 ก.ย. เป็นวันเริ่มต้นการทำงานทุกกระทรวง ก็ต้องการให้ครบ จะเห็นได้ว่าเราพยายามเดินตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ จะไม่ทำงานก่อนถวายสัตย์ฯ วันนี้ถวายสัตย์ฯแล้วก็ต้องไม่ทำงานก่อนการแถลงนโยบาย ดังนั้น เราแถลงวันที่ 9 ก.ย. จากนั้นจะเข้าไปทำงานตามกระทรวง ครม.ทุกคนตั้งใจร่วมมือ เข้าใจสถานการณ์วันนี้ว่าต้องทำอะไรด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส มีประสิทธิ-ภาพ และรับฟังความคิดเห็นประชาชนทุกภาคส่วน

ลั่นไม่ยอมให้ล่วงละเมิดสถาบัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน จะเห็นได้ว่ามีปัญหาพอสมควรในเรื่องของระบบ เช่น การดูแลประชาชน ผู้มีรายได้ น้อย การสาธารณสุข ราคาสินค้าทางการเกษตร ต้องช่วยกันดูแล แต่อย่าไปให้ใครเขามาชี้นำหรือมาปลุกระดมว่าที่จนเพราะคนนี้คนนั้น “ผมขออนุญาต บางคนบอกว่าสถาบัน เป็นเพราะสถาบันทำให้เป็นอย่างนี้ ผมกราบเรียนท่านเลย ท่านไม่เคยมาเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาสถาบันทำหน้าที่ทุกอย่าง ในพื้นที่ที่รัฐบาลไปไม่ถึงท่านก็ไปเสริมตรงนั้นให้ ท่านไม่เคยไปแย่งความรักความชอบจากใคร ท่านถือว่าทุกคนคือคนไทยของท่านทั้งสิ้น อย่าไปเชื่อตามเขาปลุกปั่น ทำให้ไปล่วงละเมิดท่าน กฎหมายมีไว้ปกป้องพระองค์ท่านเท่านั้นเอง เพราะพระองค์ท่านไม่สามารถดูแลพระองค์เองได้ ท่านมาตอบโต้ชี้แจงอธิบายใครไม่ได้ เรื่องของสถาบัน เรื่องของความมั่นคง เรื่องของการพัฒนาประเทศ ต้องไปด้วยกัน อย่านำท่านลงมาเลย อย่ามาทะเลาะเบาะแว้งกัน นำท่านลงมาเกี่ยวข้องไม่ได้ ผมคงไม่ยอมนะ”

แก้มปริแห่สมัคร สปช.ทะลุ 7 พัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เรื่องปฏิรูปน่ายินดีว่ามีผู้สมัคร สปช.กว่า 7,000 คน ยังไม่ได้รวม ยอดผู้สมัครทางไปรษณีย์ คิดว่ามากพอสมควร มีทั้งนิติบุคคลส่งมา และการคัดสรรของจังหวัดเพื่อ ปฏิรูป 11 ด้าน แนวทางการคัดสรรต้องมีคุณภาพถึงจะได้คนมา 250 คน คืออนาคตของทั้งประเทศ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเดินหน้าอย่างไร ส่วนคนที่ไม่ถูกคัดสรรเข้ามาก็ขอขอบคุณ แสดงว่าทุกคนรักชาติรักแผ่นดินจริง สมัครมามาก คนเหล่านี้จะไปหาทางเชื่อมต่อกันอย่างไร อาจเป็นคณะเล็ก คณะย่อยได้หรือไม่ แต่ละจังหวัดไปรวบรวมไว้แล้วส่งข้อมูลทางศูนย์ดำรงธรรมหรือ กอ.รมน. เราจะรวบรวมทุกพื้นที่ทุกคนเข้ามา ส่งให้เลขาธิการรัฐสภานำส่ง สปช. ไปเป็นข้อบัญญัติเพิ่มเติม แต่อย่าทำให้เกิดความวุ่นวาย ยังยืนยันว่าไม่อยากให้มาประท้วง ไม่อยากให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน

ส่ง กต.เคลียร์มะกันร่วมมือไทยต่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การชี้แจงทำความเข้าใจกับต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทำทุกอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจ อาทิ อธิบดีกรมยุโรปเป็นผู้แทนไทยหารือกับเอกอัครราชทูต หัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรป หรืออียู ประจำประเทศไทย (นายเจซิส มิเคล แซนซ ออท) และผู้อำนวยการเอเชียตะวันออกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ ฝ่ายอียูติดตามสถานการณ์การเมืองไทยใกล้ชิด และเป็นกำลังใจให้เราแก้ปัญหา ขณะที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นายสก๊อท มาร์ซิล รองผู้ช่วยเลขานุการของรัฐ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยมีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยเข้าร่วม สหรัฐฯก็ติดตามการดำเนินการตามโรดแมป และเข้าใจการพัฒนาการเมืองไทย แม้กังวลอยู่บ้าง แต่ยอมรับว่าการเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อแก้ปัญหา เพื่อปฏิรูป เป็นโอกาสให้ไทยและสหรัฐฯดำเนินความร่วมมือกันได้มากขึ้น แม้มีข้อจำกัดบางประการ แต่ประสงค์จะร่วมมือกับไทย

ยังบอกไม่ได้เลิกอัยการศึกเมื่อไหร่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เรื่องกฎอัยการศึกอย่ากังวล พยายามทุกอย่างที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้โดยเร็ว ทุกคนทราบดีว่ายังมีอะไรเกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจมองไม่เห็น แต่พวกเรามองเห็น เพราะเรามีคณะทำงาน มีคนติดตาม ประเมินสถานการณ์ตลอด ไม่ได้ต้องการจะประกาศไว้ แต่ก็ต้องมีการลดไปตามลำดับในระยะเวลาข้างหน้า เมื่อไหร่จะบอกเอง เราต้องมีมาตรการจะทำให้เกิดเสถียรภาพ อย่าเพิ่งไปพูดกันล่วงหน้า เดี๋ยวขยับขยายไปเรื่องโต้แย้งกันอีก

สอน กสทช.-กสท.ทำตาม ก.ม.

หัวหน้า คสช.กล่าวว่า ส่วนกรณีออกอากาศของระบบทีวีดิจิตอล ให้ไปหารือกัน ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคม-นาคมแห่งชาติ (กสทช.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) ไปดำเนินการ คสช.จะดูแลให้ในภาพรวม ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาของท่านต้องรอบคอบ เป็นไปตามกฎหมาย แล้วคำนึงถึงประชาชนว่าจะทำอย่างไร เขาจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดการแจกคูปองเร่งรัดให้ทำให้เร็วกว่าเดิม อนุมัติไปแล้ว ก็ต้องรีบดำเนินการให้ถึงประชาชนโดยเร็ว จะได้ลดปัญหาไป

ห่วงน้ำท่วมเดินหน้าแก้ทั้งระบบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เรื่องน้ำท่วมก็เป็นห่วงแต่อย่าตื่นตระหนก บางพื้นที่เป็นพื้นที่ที่ต้องท่วม เพราะพื้นที่ต่ำ เดิมไม่มีคนอยู่ วันนี้ประชาชนมากขึ้นก็ไปอยู่ในพื้นที่ที่น้ำเคยท่วม ยังไงก็ต้องท่วม สมัยก่อนสร้างบ้านใต้ถุนสูง วันนี้พอมีลูกมีหลานมากขึ้นก็ต่อเติมใต้ถุนข้างล่างก็ท่วมอยู่ดี ไม่อย่างนั้นสมัยก่อนเขาจะมีเรือไว้ทุกบ้านทำไม ก็ต้องไปแก้ระบบตั้งแต่น้ำเหนือจะแก้อย่างไร จะระบายอย่างไร จะเบนออกข้างนอกอย่างไร จะเข้าเหมือนที่พระองค์ท่านทรงรับสั่งไว้ คือเรื่องกระเพาะหมู เรื่องอ่างพวง เรื่องกระจายน้ำออกไปข้างนอก ไม่ให้บ่าลงไปอยู่ในแม่น้ำสายหลักมากๆ คูคลองก็ล้นหมด ท่วมหมด คนไทยอย่าลืมว่าแต่ก่อนมีคลองเป็นจำนวนมากต้องไปชั่งน้ำหนักจะทำอย่างไร ต้องปรับระบบจัดที่อยู่อะไรต่างๆให้ดี ไม่มีผลกระทบมาก

ตั้งเป้า 20 ทองเอเชียนเกมส์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนักกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ต้องเดินทางไปแข่งขันที่เกาหลีใต้ ขอแสดงความห่วงใยให้มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็ง เป็นกำลังใจให้ อวยพรให้ได้เหรียญทองมาเยอะๆจะได้ดูแลกันได้ หลายๆคนมีความหวังจะได้รับรางวัล เพื่อจะเป็นอนาคตของเขาต่อไป ทุกคนต้องช่วยกัน แข่งขันกันขึ้นมา อยากให้ได้มากกว่าวันนั้นประกาศความหวัง 13 เหรียญทอง ตั้งน้อยไปหน่อยไหม ตั้งไว้สัก 20 ก็ได้ อยากให้คิดให้เกินไป ถ้าคิดน้อยก็ได้น้อย จะได้น้อยกว่าที่คิด ถ้าคิดมากแล้วได้น้อยไปหน่อยก็ไม่เสียใจ ต้องคิดแบบนั้น คิดไกลไปกว่านั้น ทั้งนี้ คงเจอกันอีกนานพอสมควร อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อน รักพวกเรา รักพวกผมก็รักน้อยๆแต่รักนานๆ

อ่านเพิ่มเติม...
อสส.ยกฟ้องทุจริตจำนำข้าวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรป.ป.ช.