ข่าว
100 year

คิกออฟ..."No โฟม" สกัดกั้นสารก่อมะเร็ง"สไตรีน"

6 ก.ย. 2557 05:01 น.
SHARE

กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งสำหรับการรณรงค์ ลด ละ เลิก ใช้โฟมใส่อาหาร ที่จะมีการรณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมอนามัยเป็นหน่วยงานนำร่องในการ ลด ละ เลิก การใช้ภาชนะโฟม (No Foam) บรรจุอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า จะเริ่มรณรงค์การเลิกใช้ภาชนะที่ทำจากโฟมในกระทรวงสาธารณสุขก่อน และจะขยายโครงการรณรงค์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

“พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายอาหารตามสั่ง อาหารสำเร็จรูปมักนิยมใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร เพราะสะดวก รวดเร็ว ซึ่งการนำภาชนะโฟมมาบรรจุอาหาร โดยเฉพาะอาหารร้อนเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะเมื่อโฟมสัมผัสอาหารร้อนจัดเป็นเวลานาน นอกจากภาชนะจะเสียรูปทรงแล้วยังอาจหลอมละลายจนมีสารสไต–รีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งออกมาปนเปื้อนกับอาหารได้” อธิบดีกรมอนามัยบอกพร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ปริมาณของสไตรีนที่ละลายออกมา จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ ไขมันในอาหาร ระยะเวลา และอุณหภูมิระหว่างการสัมผัสอาหารกับภาชนะ โดยอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้สไตรีนละลายออกมาได้มากกว่า และอาจก่อให้เกิดการสะสมของสารพิษในร่างกายได้

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย

อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอันตรายของการใช้ภาชนะที่ทำด้วยโฟมมากมาย โดยเฉพาะการเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ขณะที่คนไทยสร้างขยะจากกล่องโฟมเฉลี่ย 2.3 กล่องต่อวันต่อคน ซึ่งหมายถึงในแต่ละวันจะมีกล่องโฟมที่ถูกทิ้งให้เป็นขยะรวมกันไม่น้อยกว่า 138 ล้านกล่อง โดยโฟมเป็นขยะที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 1,000 ปี

“ไม่ใช่แค่ความร้อนเท่านั้นที่ทำให้สารสไตรีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนการผลิตโฟมและเป็นสารก่อมะเร็ง ละลายปะปนกับอาหาร แม้แต่อาหารที่มีการปรุงด้วยน้ำส้มสายชู ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ก็อาจจะไปกระตุ้นให้มีการปนเปื้อนของสารสไตรีนออกมามากขึ้นด้วย” ดร.นพ.พรเทพบอก

กล่องบรรจุอาหารที่ทำจากชานอ้อย

ด้าน นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตกล่องบรรจุอาหารที่ทำจากชานอ้อย เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ที่เยอรมณีมีคนนำชานอ้อยผลิตเป็นจานเพื่อใช้ในห้องทดลอง แต่ไม่ได้ทำเพื่อการค้า จึงเห็นว่าถ้าต้องการจะลดการใช้โฟมจริงๆ ก็น่าจะนำวัตถุดิบที่ไม่เป็นพิษต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์

“ในประเทศไทยคนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเพราะสิ่งแวดล้อมมีน้อยมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพซึ่งใกล้ตัวกว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายกว่า เพราะโดยธรรมชาติแล้วคนจะสนใจตัวเองมากกว่าภาพรวมของโลก” คุณหมอวีรฉัตรบอก พร้อมกับให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า

คิกออฟ..."No โฟม" สกัดกั้นสารก่อมะเร็ง"สไตรีน"

เวลาใส่อาหารในโฟมจะมีสารพิษออกมาจากโฟม คือสไตรีน ซึ่งสไตรีนนี้ระยะหลังๆพิสูจน์ชัดแล้วว่า ผู้หญิงทานไปจะเป็นมะเร็งเต้านม ผู้ชายทานไปเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และทำให้เป็นมะเร็งตับในทั้ง 2 เพศ และเมื่อปีที่แล้วเพิ่งพิสูจน์ชัดจากอเมริกาว่าทำให้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยจากการทานอาหารจากกล่องโฟม และการทานอาหารจากพลาสติก

“ปัญหาของบ้านเรา คือ ทุกวันนี้ยังกินอาหารจากโฟมและพลาสติกกันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งในต่างประเทศหลายๆประเทศ ไม่ให้ใช้กับอาหารแล้ว โดยเฉพาะโฟมจะไม่ให้ใช้เลย อีกอย่างที่ต้องระวัง คือ วิถีชีวิตคนเมืองที่อยู่กับการอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ ซึ่งทั้งโฟมและพลาสติกใช้กับไมโครเวฟไม่ได้ ซึ่งถ้าใช้ก็จะยิ่งเป็นการเร่งให้วัสดุเหล่านี้ปล่อยสารพิษออกมามากขึ้น” คุณหมอวีรฉัตรบอกพร้อมกับเสริมว่า นอกจากโฟมจะทำให้เป็นมะเร็งแล้ว โครงสร้างทางโมเลกุลของสไตรีนยังเหมือนกับเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนของเพศหญิงด้วย เวลาที่ทานเข้าไปจึงทำให้ฮอร์โมนในร่างกายนั้นมีความผิดปกติ ส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ หงุดหงิดง่ายในเพศหญิง และยังมีผลต่อระบบเลือด ทำให้เลือดจาง เกล็ดเลือดน้อย เลือดหยุดไหลช้า

ภาชนะที่ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติ

คุณหมอวีรฉัตร ยังบอกด้วยว่า นอกจากผลต่อสุขภาพในเรื่องของมะเร็งแล้ว มีข้อมูลว่า โฟมเป็นวัสดุที่ต้องใช้เวลาย่อยสลายเป็นพันปี ส่วนพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 450 ปี ถือเป็นปัญหาใหญ่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการกำจัด ถ้าทำโดยการเผาก็จะไปเพิ่มปัญหาโลกร้อนมากขึ้น ถ้าฝังก็ใช้เวลาย่อยสลายนานมาก

หลายประเทศหรือเกือบทุกประเทศในยุโรปเริ่มมีการบังคับให้เลิกใช้โฟมกับอาหาร หากบรรจุอาหารด้วยโฟมหรือพลาสติกส่งไปยุโรปจะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องไปกำจัดที่นั่น ซึ่งต้นทุนการผลิตโฟม 1 บาท มีค่ากำจัด 6 บาท

จากการรวบรวมข้อมูลชุดหนึ่งในปี 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่โฟมแพร่กระจายมากๆ หลังจากที่เริ่มผลิตได้ในปี 1940 พบว่า ตั้งแต่ปี 1960 ถึงปัจจุบัน อัตราการเบี่ยงเบนทางเพศในโลกนี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ เพราะมีความสัมพันธ์กันระหว่างการใช้โฟมกับการเบี่ยงเบนทางเพศ เขาเลยเชื่อว่า “สไตรีนในโฟม” ที่เหมือนกับการกินฮอร์โมนเพศหญิง แม่ที่ท้องอยู่หรือเด็กๆที่กินอาหารจากโฟมทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศได้ เพราะเหมือนกินฮอร์โมนตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็มีการพิสูจน์ที่แน่นอน โดยให้หนูที่กำลังท้องกินอาหารจากโฟม ปรากฏว่าลูกที่เกิดมาก็ผิดปกติ ทั้งปากแหว่ง เพดานโหว่ สมองไม่มี นิ้วไม่มี ฯลฯ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่า แม่ที่คิดว่าท้อง รวมถึงเด็กเล็ก “ห้ามกินอาหารที่บรรจุในภาชนะซึ่งทำจากโฟม” นี่คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น ขณะนี้โรงพยาบาล มหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งจึงเปลี่ยนเป็นไม่ใช้โฟมมาทำเป็นภาชนะเพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สมาร์ทไลฟ์รณรงค์โฟมอาหารพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ภาชนะสารก่อมะเร็งสไตรีน

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้