วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คนพม่าไม่มีนามสกุล

คนพม่าไม่มีนามสกุล

  • Share:

วันเสาร์สบายๆวันนี้ มาคุยกันเรื่อง “เมียนมาร์” หรือ “พม่า” กันต่อนะครับ แต่ไหนแต่ไรมาเราก็เรียก “เมียนมาร์” ว่า “พม่า” ในตำราเรียนทุกเล่มก็เขียนว่าพม่า จนกระทั่ง 25 ปีก่อน รัฐบาลทหารพม่า ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อประเทศ “พม่า” หรือ Burma เป็น สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือ Myanmar และเปลี่ยนชื่อ กรุงย่างกุ้ง  จาก Rangoon เป็น Yangon แต่คนไทยเรายังสมัครใจเรียกว่า  ย่างกุ้ง มากกว่า แยงกอน และเรียกพม่าได้สนิทปากกว่าเมียนมาร์

ทำไม รัฐบาลทหารพม่า จึงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น เมียนมาร์

คำตอบที่น่าสนใจและมีเหตุผลจากไกด์หนุ่มชาวไทยใหญ่ก็คือ “พม่า” เป็นชนเผ่าหนึ่งในพม่า แต่ครองอำนาจการปกครองประเทศอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ “ชนเผ่าอื่น” ไม่ยอมรับ เพราะประเทศเมียนมาร์ประกอบขึ้นด้วย 7 รัฐ หรือ 7 ชนเผ่า ที่แตกต่างกัน คือ รัฐคะฉิ่น รัฐกะยารัฐกะเหรี่ยง รัฐฉาน รัฐชิน รัฐยะไข่ และ รัฐมอญ ที่อยู่ติดกับไทย

ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางพม่า ต้องทำสงครามกับชนเผ่าในรัฐต่างๆ ที่ต้องการแยกตัวเป็น รัฐอิสระ เป็นเวลานานหลายสิบปี เพื่อรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งปี 1989 รัฐบาลทหารพม่าจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “พม่า” หรือ Burma เป็น “เมียนมาร์”หรือ Myanmar ซึ่งเป็นชื่อกลาง เพื่อหวังลดแรงต่อต้าน และสร้างความปรองดองขึ้นในชาติ พร้อมกับการเดินหน้าเจรจากับรัฐต่างๆเพื่อยุติการสู้รบกัน

วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ผมอยู่เมียนมาร์พอดี ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ของพม่าได้แถลงต่อประชาชนทั่วประเทศผ่านวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ว่า ข้อตกลงการหยุดยิงทั่วประเทศ ที่เจรจากันมานาน กำลังจะบรรลุผลในเร็ววันนี้ เพื่อนำความสุขคืนสู่ประชาชนเมียนมาร์ และเริ่มต้นเจรจาทางการเมืองต่อไป เพื่อให้รัฐต่างๆมีส่วนร่วมทางการเมืองในเมียนมาร์ ทุกวันนี้ 7 รัฐเมียนมาร์ ต่างก็มี มุขมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีของตนเอง ปกครองกันเอง แม้จะอยู่ในประเทศเดียวกันก็ตาม

นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมียนมาร์

ถ้า ประธานาธิบดีเต็งเส่ง สามารถลงนาม ข้อตกลงสงบศึก 7 รัฐ ในพม่าได้จริง ประเทศเมียนมาร์ก็จะเกิดการพลิกโฉมทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะทรัพยากรอันมหาศาลที่อยู่ใต้ดินในรัฐต่างๆที่มีการสู้รบ เช่น ก๊าซ น้ำมัน ทองคำ (ปัจจุบันพม่ามีเหมืองทองคำอยู่ 8 เหมือง) ทับทิม หยก (เป็นหยกทั้งภูเขา) ที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาอีกมากมาย ก็จะถูกขุดขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

ขอพักเรื่องหนักๆไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ มาเล่าเรื่องเบาๆ กันบ้าง ช่วงที่ผมอยู่พม่า รัฐบาลเมียนมาร์ ได้ประกาศตัวเลข “จำนวนประชากรเมียนมาร์” ที่ผ่านการสำรวจสำมะโนประชากรเป็นครั้งแรกพบว่า เมียนมาร์มีประชากร 51.4 ล้านคน และ มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.7 ล้านคน ซึ่งเป็นเรื่องตื่นเต้นในพม่ามาก

ที่ผมบอกว่าคนพม่าตื่นเต้น เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพม่าใช้ตัวเลขประชากร 60 ล้านคนมาตลอด นักลงทุนต่างชาติก็เชื่อว่าพม่า
มีประชากร 60 ล้านคนเกือบเท่าไทย แต่วันนี้ประชากรพม่าหายวับไปทันที 9 ล้านคน ตัวเลขเศรษฐกิจทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป จีดีพีพม่าก็จะพุ่งพรวด เพราะตัวหารหายไป 15 เปอร์เซ็นต์

แม้พม่าจะมีประชากร 51.4 ล้านคน แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับ “คนพม่าไม่มีนามสกุล” มีแต่ชื่ออย่างเดียวที่พ่อแม่ตั้งให้ ปีหนึ่ง
เครือญาติก็มาเจอกันครั้งหนึ่ง ก็รู้จักกันตรงนั้น ถ้าต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ไม่เจอหน้ากันหลายปี พี่น้องกันก็ไม่รู้จักกันเพราะไม่มีนามสกุลบ่งบอก บางคนเป็นพี่น้องกันแต่งงานกันเองก็มี ก็ไม่รู้ในอนาคตรัฐบาลพม่าจะกำหนดให้มี “นามสกุล” หรือไม่ หรือจะตัวใครตัวมันเช่นนี้ตลอดไป

ประเทศไทยโชคดีที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้มีการใช้ “นามสกุล” ขึ้นในเมืองไทย ทำให้มีเทือกเถาเหล่ากอสืบทอดต่อกันมา

รากเหง้าไทยจึงแข็งแรงกว่ารากเหง้าเมียนมาร์ก็ตรงนามสกุลนี่แหละ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้