Thairath Logo
กีฬา

คนไทยฆ่าตัวตายทุก 2 ชม. 'ลำพูน' มากสุด 'ปัตตานี' ต่ำสุด

Share :

WHO ประมาณการยอดผู้เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ปีละมากกว่า 8 แสนราย เฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 40 วินาที มากกว่าการฆาตกรรมและสงครามรวมกัน ขณะที่คนไทยฆ่าตัวตายทุก 2 ชม. "ลำพูน" มากสุด "ปัตตานี" ต่ำสุด ห่วง "ร้อยแก่นสารสินธุ์" ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ... 

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 57 นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก กำหนดจัดขึ้นทุกวันที่ 10 ก.ย.ของทุกปี ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา โดยปีนี้รณรงค์ภายใต้แนวคิด "Suicide Prevention : One World Connected" (ทั่วโลกประสานใจ ป้องกันการฆ่าตัวตาย) ซึ่งองค์การอนามัยโลก ได้ประมาณการไว้ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายมากกว่า 8 แสนราย เฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 40 วินาที ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าการเสียชีวิตด้วยการฆาตกรรมและสงครามรวมกัน อีกทั้งคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ.2020 (พ.ศ.2563) จะมีคนเสียชีวิต ด้วยปัญหาดังกล่าว 1.53 ล้านคน โดยได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันใน 194 ประเทศสมาชิก แก้ไขปัญหาและลดอัตราการฆ่าตัวตายลง ให้ได้ถึงร้อยละ 10

คนไทยฆ่าตัวตายทุก 2 ชม. 'ลำพูน' มากสุด 'ปัตตานี' ต่ำสุด

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ในปี 2556 มีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่า 3,900 รายต่อปี คิดเป็นอัตรา 6.08 ต่อประชากรแสนคน หรือเฉลี่ยเดือนละ 328 คน ประมาณวันละ 10-12 คน หรือทุกๆ 2 ชั่วโมง มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง คิดเป็นอัตรา 9.70 และ 2.58 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ ภาคเหนือ มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่นๆ (9.99 ต่อประชากรแสนคน) จ.ลำพูน กลับมามีอัตราการฆ่าตัวตายของประเทศอีกครั้ง (14.81 ต่อประชากรแสนคน) ขณะที่ จ.ปัตตานี มีการฆ่าตัวตายต่ำสุด (1.18 ต่อแสนประชากร) วัยผู้ใหญ่ (40-44 ปี) ฆ่าตัวตายมากที่สุด การแขวนคอ เป็นวิธีการทำร้ายตนเองที่ถูกเลือกใช้มากถึงร้อยละ 66.92 สาเหตุของการฆ่าตัวตาย เกิดจากปัญหาการสื่อสาร ความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ และการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ในกลุ่มจังหวัดเครือข่าย "ร้อยแก่นสารสินธุ์" ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการฆ่าตัวตายของพื้นที่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี พ.ศ. 2554 อยู่ที่ 3.9 ต่อประชากรแสนคน เพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.71 ต่อประชากรแสนคน ในปี พ.ศ.2556
            
"ปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เกิดจากปัจจัยทางด้านจิตวิทยา สังคม ชีววิทยา แต่ก็พบว่ามีเหตุปัจจัยร่วมที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานป้องกันได้ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ความรู้สึกผูกพัน หรือการสานสัมพันธ์ของสังคม (Connectedness) มีการศึกษาพบว่า "สังคมที่แปลกแยกมาก" จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ตรงกันข้าม "ความผูกพันสานสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น" จะช่วยป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายได้ ความรู้สึกผูกพันหรือการสานสัมพันธ์ของสังคม เป็นความรู้สึกถึงความใกล้ชิดกับคนอื่น เป็นที่รัก ได้รับความห่วงใย เป็นส่วนหนึ่งของคนอื่น เช่น พ่อแม่ เพื่อนฝูง ครู อาจารย์ คนในชุมชนและสังคม ไม่เพียงแต่ความใกล้ชิดทางร่างกาย หรือการสัมผัสภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ความรู้สึกผูกพัน อบอุ่นใจว่ายังมีใครอยู่เคียงข้าง แม้ในความเป็นจริงอาจไม่ได้อยู่ร่วมกันหรืออยู่ใกล้กันก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพและภาวะทางอารมณ์ ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้เครียดน้อย ป้องกันโรคเรื้อรัง อีกทั้งยังเกิดเครือข่ายสังคมสุขภาพ ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการ ตลอดจน รู้เท่าทันปัญหาสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้" อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว  
           
ด้าน นพ.ประภาส อุครานันท์ ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า 9 ใน 10 จังหวัดแรก ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่อแสนประชากรสูงที่สุดอยู่ในเขตภาคเหนือ วัยผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 40-44 ปี ฆ่าตัวตายมากที่สุด (ร้อยละ 12.56 ) รองลงมา คือ อายุ 30-34 ปี (ร้อยละ 12.36) อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 44 ปี อายุต่ำสุด คือ 10 ปี (จำนวน 3 ราย ใน จ.นครปฐม สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี) อายุสูงสุด อยู่ที่ 105 ปี (จ.แม่ฮ่องสอน) การแขวนคอ เป็นวิธีการทำร้ายตนเอง ที่ถูกเลือกใช้มากที่สุด รองลงมา คือ ใช้ยากำจัดสิ่งรบกวน วัชพืช/ฆ่าแมลง และใช้ปืน ตามลำดับ เดือนเมษายน เป็นเดือนที่ลงมือทำร้ายตนเองสูงสุด

ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายจากการเก็บข้อมูลการพยายามทำร้ายตนเอง พบว่า สาเหตุเกิดจากปัญหาการสื่อสาร ความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และพยายามทำร้ายตนเอง ทั้งนี้ ร้อยละ 52.2 ก่อนมีการทำร้ายตนเอง จะมีชีวิตโดยส่วนใหญ่เป็นปกติดี แต่เมื่อมีเหตุการณ์สะเทือนใจเข้ามาบีบคั้น จึงตัดสินใจลงมือกระทำในทันที ขณะที่ ร้อยละ 47.8 จะมีปัญหาชีวิตสะสมมานานและมากจนถึงขีดสุด จนไม่สามารถกลับมาฟื้นคืนพลังความเข้มแข็งทางใจได้ นอกจากนี้ พบว่า ในช่วง 1 เดือน ก่อนการทำร้ายตนเอง จะถูกคนใกล้ชิด ซุบซิบ ว่าร้ายให้อับอาย ทำให้เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองถึง 2.8 เท่าของผู้ที่ไม่มีปัญหานี้ และหากมีการดื่มสุราในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จะทำให้เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า
          
ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับจังหวัดที่อยู่เขตความรับผิดชอบของโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ แม้ภาพรวมเขตบริการสุขภาพที่ 7 มีอัตราการฆ่าตัวตายไม่เกิน 6.5 ต่อประชากรแสนคน เมื่อจัดลำดับตามรายเขตบริการ จะอยู่ที่ลำดับที่ 8 -10  ของเขตบริการสุขภาพ แต่ด้วยความห่วงใย ต่อปัญหา หน่วยบริการสาธารณสุขยังคงมีการติดตามเฝ้าระวังรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่า ปี พ.ศ. 2556 อัตราการฆ่าตัวตาย อยู่ที่ 4.71 ประชากรแสนคน อยู่ลำดับที่ 10 ของเขตบริการ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยแต่ละปี มีคนฆ่าตัวตาย มากกว่า 200 คน ผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 35 – 39 ปี จ.กาฬสินธุ์ มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด รองลงมา คือ มหาสารคาม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ตามลำดับ โดยไปเสียชีวิตมากที่สุด ที่กรุงเทพฯ และชลบุรี  เมื่อเปรียบเทียบรายจังหวัด พบว่า กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นถึง 6.61 ต่อประชากรแสนคน สูงกว่าอัตราการฆ่าตัวตายของประเทศ ที่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 6.08 ต่อประชากรแสนคน เช่นเดียวกับอีก 9 จังหวัด ที่มีลักษณะปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ แพร่ กำแพงเพชร ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ศรีสะเกษ พังงา และสุราษฎร์ธานี
  
ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิต โดย รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ได้ร่วมกับสำนักเขตบริการสุขภาพที่ 7 จัดกิจกรรมรณรงค์ในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ภายใต้ชื่อ "แค่ยิ้ม 2…ฆ่าตัวตายเป็นทางออกของชีวิตหรือไม่?" ในวันที่ 5-6 ก.ย. 2557 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ขอนแก่น

อ่านเพิ่มเติม...