วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลากคอหัวหน้าแก๊งขับรถชน-ตบทรัพย์รายใหญ่ในอีสาน

ลากคอหัวหน้าแก๊งขับรถชน-ตบทรัพย์รายใหญ่ในอีสาน

  • Share:

ตร.ภ.4 รวบหัวหน้าแก๊งขับรถชน-ตบทรัพย์ รายใหญ่ภาคอีสาน สารภาพสิ้น ยึดเป็นอาชีพ ก่อเหตุมานานกว่า 3 ปี ไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง ผู้เสียหายมีอยู่ทั่วประเทศ ได้เงินเดือนละหลายแสนบาท ตะลึงพบตั้งฐานบัญชาการที่ร้อยเอ็ด-อุดรฯ ใช้รถในการก่อเหตุ 23 คัน "เดชณรงค์" สั่งไล่เร่งล่าผู้ร่วมขบวนการอีก 43 คน มาดำเนินคดีตามกฎหมาย...

เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 3 ก.ย.2557 ที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รักษาราชการแทน ผบช.ภ.4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รอง ผบช.ภ.4 รรท.ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น, พ.ต.อ.ยรรยง เวชโอสถ รอง ผบก.สส.ภ.4 และ พ.ต.อ.ณัฐนนท์ ประชุม ผกก. สส.1บก.สส.ภ.4 ร่วมกันแถลงข่าว ผลการจับกุม นายอัครเดช เดชอุทัย อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 ม.9 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.รอยเอ็ด 

พล.ต.ท.เดชณรงค์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก นายอัครเดช ผู้ต้องหามีพฤติกรรมการก่อเหตุในลักษณะใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ขับรถชนกับผู้ที่สัญจรผ่านไป-มาในหลายพื้นที่ ในลักษณะของการตบทรัพย์ โดยมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในระยะที่ผ่านมาเป็นจำนวนมาก

จากการสอบสวน นายอัครเดช ให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน เขต อ.จังหาร ตั้งเป็นขบวนการกรรโชกทรัพย์ผู้ขับขี่รถสัญจรไป-มาตามท้องถนนเส้นทางสายต่างๆ โดยเฉพาะในเขต ถ.มิตรภาพมะลิวัลย์ และนิตโย ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักของภาคอีสาน ที่มีปริมาณรถหนาแน่น เดิมเป็นเพียงการรับจ้างนั่งรถไปด้วย ได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท ก่อนจะตัดสินใจไปเช่าซื้อรถยนต์กระบะ และรถยนต์เก๋ง เพื่อตระเวนก่อเหตุเฉี่ยวชน และเจรจาเรียกค่าเสียหายเอง โดยจะเลือกเหยื่อเฉพาะรถยนต์สภาพเก่า หรือรถยนต์ที่มีผู้หญิงขับมาคนเดียว และรถที่เชื่อว่าน่าจะไม่มีการจัดทำประกันภัย ซึ่งเมื่อทำการชนเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย ก็จะมาตกลงเจรจากันเพื่อเจรจาเรียกค่าเสียหาย โดยพยายามหลีกเลี่ยงการแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจะก่อเหตุวันละประมาณ 3-5 ครั้ง ได้ค่าเสียหายครั้งละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ซึ่งเฉลี่ยรายได้ต่อเดือนมากกว่า 100,000 บาท

ขณะแถลงข่าว นายอัครเดช ผู้ต้องหา เปิดเผยว่า "ผมยึดอาชีพนี้มานานกว่า 3 ปี ก่อเหตุมาแล้วไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเลือกลงมือก่อเหตุในถนนเส้นทางสายหลัก ที่มีรถสัญจรไปมาหนาแน่น โดยเลือกเฉพาะรถยนต์เก๋งและรถกระบะ ปัจจุบันคนในหมู่บ้านได้มาร่วมขบวนการ และก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่า ยึดเป็นอาชีพ เงินที่ได้จะใช้จ่ายไปในการเล่นการพนัน รถเมื่อก่อเหตุแล้วก็จะส่งไปซ่อมที่อู่รถที่รู้จักกันในราคาถูก ทั้งนี้ หลังจากที่ คสช.และตำรวจได้จัดระเบียบในเรื่องต่างๆ ซึ่งคนในหมู่บ้านได้ถูกเรียกไปรายงานตัว ทำให้ต้องกระจายกันหลบหนีไปในจังหวัดต่างๆ เพื่อก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว"

รักษาราชการแทน ผบช.ภ.4 กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนขยายผลพบว่า พื้นที่ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่เป้าหมายที่กลุ่มขบวนการกรรโชกทรัพย์ในรูปแบบของการก่อเหตุด้วยการก่อให้เกิดอุบัติเหตุ มีผู้ร่วมการทั้งหมด 44 คน ใน 5 กลุ่ม หลักที่สำคัญ มีรถยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุทั้งหมด 23 คัน

ทั้งนี้ หลังการกดดันปราบปรามอย่างหนักในการย้ายฐานการปฏิบัติการไปที่ จ.อุดรธานี และร้อยเอ็ด โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวได้ยังคงระบุว่า ที่ผ่านมายังคงเลือกพื้นที่ของการก่อเหตุ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล, นครราชสีมา, สระบุรี, ร้อยเอ็ด, ขอนแก่น, สกลนคร, อุดรธานี, ปราจีนบุรี รวมไปถึงชุมพรและประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้เสียหายไม่น้อยกว่าหลายร้อยราย ทั้งหมด ไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากหลังเกิดเหตุแล้วกลุ่มผู้ก่อเหตุ โดยเฉพาะผู้ต้องหาที่จับกุมตัวได้นั้น เป็นถึงหัวหน้าแก๊ง จะพยายามข่มขู่คู่กรณีให้จ่ายเงิน และไม่ให้แจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทำให้ผู้เสียหายกลัวจึงยอมตัดสินใจจ่ายเงินไปเพื่อให้จบๆ

ทั้งนี้ ในการก่อเหตุแต่ละครั้ง ผู้ก่อเหตุจะเรียกเงินครั้งละ 5,000–20,000 บาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทราบรายชื่อของผู้ร่วมขบวนการ 43 ราย ที่ยังคงหลบหนีการจับกุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสืบสวนสอบสวนขยายผลจับกุมให้ได้ทั้งหมด ในขณะที่ผู้ต้องหาที่ถูกจับตัวได้นั้น ได้ให้การสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหาและซัดทอดไปยังผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งการขอประกันตัวนั้น เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายและร้อยเวรเจ้าของคดี ที่จะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ

เบื้องต้นได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า กรรโชกทรัพย์ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด และ สภ.จังหาร รวมไปถึงท้องที่ต่างๆ ที่มาขออายัดตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้