ข่าว
100 year

"บูรพาพยัคฆ์" ศูนย์อำนาจใหม่

สายล่อฟ้า4 ก.ย. 2557 05:01 น.
SHARE

แม้ภาพรวมของรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” จะมีนายทหารเข้ามามากที่สุด แต่ก็เพราะเป็นรัฐบาลทหารก็คงไม่ต้องอธิบายเหตุผลอะไรมากมาย ดีที่ยังนำบุคคลภายนอกและข้าราชการประจำ ซึ่งมีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นตัวช่วยในกระทรวงสำคัญก็น่าจะทำให้หน้าตาพอไปวัดไปวาได้

สุดท้ายก็ต้องดูที่ผลงานเป็นประเด็นหลัก อย่างน้อยก็พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มีฝีมือมากน้อยแค่ไหน 3-4 เดือน ก็พอจะมองเห็นเลาๆแล้ว

แต่เมื่อนายกฯประยุทธ์บอกว่าไม่ดีก็ปรับเปลี่ยนได้ก็ค่อยเบาใจหน่อย เพราะถ้าดันทุรังเก็บเอาไว้ด้วยเหตุผลกลัวจะเสียหน้าเสียตาทั้งตัวนายกฯ และรัฐมนตรีเหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆมา

“กองเชียร์” ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้า

ทว่าสิ่งที่มองเห็นในจำนวนรัฐมนตรีที่ร่วม ครม.ชุดนี้และมีการพูดถึงกันมากคือการตั้ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ว่าที่ ผบ.ทบ.และรัฐมนตรีช่วยกลาโหมที่ไม่มีใครคิดกันมาก่อน เพราะเห็นว่าเมื่อได้ตำแหน่งใหญ่ทางการทหารควรจะทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงอย่างแยกส่วน

คือเป็น ผบ.ทบ.อย่างเดียว ปล่อยให้พี่ๆในเครือข่าย “บูรพาพยัคฆ์” ทำหน้าที่บริหารประเทศกันไป ส่วน “น้องเล็ก” ก็รักษาอำนาจในกองทัพให้ยั่งยืนไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม

ตำแหน่ง ผบ.ทบ.นั้นแม้จะรู้กันดีว่า พล.อ.อุดมเดชนั้นมีความแน่นอนหรือชัวร์กับคู่ชิงอีกคนคือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่ถูกย้ายขาด จากกองทัพบกไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม

เพราะคาดกันว่าถ้าไม่ ผบ.ทบ.ก็น่าจะเป็นรอง ผบ.ทบ. แต่ในตำแหน่งระดับเดียวกันและเป็นคู่แคนดิเดตเมื่อคนหนึ่งขึ้นนำหน่วยอีกคนก็ควรจะโยกไปอยู่ส่วนอื่นที่เหมาะสม และไม่มีปัญหาในการบังคับบัญชา

อย่างน้อยก็ระดับปลัดกระทรวงกลาโหมหรือ ผบ.สส.

ปรากฏว่า พล.อ.ไพบูลย์ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกลาโหม โดยมีตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมเป็นรางวัลปลอบใจ

หากมองจากภายนอกย่อมทำให้มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า พล.อ.ไพบูลย์นั้นทุ่มเททำงานมาอย่างต่อเนื่อง การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศครั้งนี้เขาคือคนที่จัดทำแผนยุทธการทั้งหมดด้วยตัวเอง

จากนั้นก็เสนอให้ผู้บังคับบัญชา ซึ่งยังไม่แน่ใจหรือมั่นใจว่าจะทำการ “ยึดอำนาจ” หรือไม่ แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นรวมทั้งได้เห็นแผนการต่างๆทั้งหมดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

จึงตัดสินใจเป็นปฏิบัติการทันที

และก็ประสบความสำเร็จแบบไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องนำรถถังออกมาวิ่ง เป็นการยึดอำนาจที่อีกฝ่ายหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ คาดไม่ถึง

อีกทั้งเมื่อมีการยึดอำนาจแล้ว พล.อ.ไพบูลย์ได้มีบทบาทในการควบคุมดูแลนักการเมือง นักเคลื่อนไหวการเมืองด้วยการให้มารายงานตัวทั้งหมดตามรายชื่อที่รวบรวมเอาไว้ และเป็นคนเข้าร่วมเจรจาปรับทัศนคติด้วยตนเองเกือบทุกคน

จนทำให้สถานการณ์อยู่ในความสงบและไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

ต่างๆเหล่านี้จึงคาดการณ์กันว่า พล.อ.ไพบูลย์น่าจะมีรางวัลติดไม้ ติดมือมากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่

นี่เป็นเรื่องที่นักสังเกตการณ์ต่างพูดถึงกันมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เหนืออื่นใดต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า คสช.นั้นองค์ประกอบสำคัญและมีบทบาทสูงสุดก็คือนายทหารจาก “บูรพาพยัคฆ์” และทุกคนต่างก็ได้ดีและตำแหน่งสำคัญทั้งหมด แม้กระทั่งพี่ใหญ่และพี่รองอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ว่าจะไม่รับตำแหน่งก็เข้ามาเต็มตัว

อีกทั้งยังมีข่าวว่าเข้ามามีส่วนจัดการในเกือบทุกเรื่อง ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรี การโยกย้าย สนช.แม้กระทั่ง สปช.-คสช. ที่หัวหน้า คสช. เอง ก็คงอึดอัดใจไม่น้อย

ยุคทองของ “บูรพาพยัคฆ์”-“วงศ์เทวัญ” ก็ต้องยอมรับโดยดุษฎี.

“สายล่อฟ้า”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กล้าได้กล้าเสียสายล่อฟ้าบูรพาพยัคฆ์อำนาจรัฐบาลประยุทธ์1รัฐบาลทหาร

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้