Thairath Logo
กีฬา

ข้อดี "รัฐบาลราชการ" ในห้วงเวลาเปลี่ยนผ่าน

โดย ซูม
4 ก.ย. 2557 05:01 น.
Share :

มีข้อคิดเห็นในเชิงกังวลใจกันอยู่บ้างตามสมควร หลังจากที่ทราบรายชื่อของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ 1” ประกอบด้วย

ข้าราชการปัจจุบันและอดีตข้าราชการ ทั้งทหารและพลเรือนเป็นส่วนใหญ่

โดยมีภาคธุรกิจเอกชนและภาควิชาการมาช่วยแซม พอให้มีสีสันบ้าง เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

การตั้งคำถามแสดงความคิดเห็น จึงเป็นไปในนัยของความห่วงใย เกรงว่า ครม.ที่ประกอบด้วยข้าราชการส่วนใหญ่ อาจจะทำงานแบบข้าราชการไปเสียหมด...จะแก้ปัญหาต่างๆได้หรือ? จะปฏิรูปประเทศได้หรือ?

ผู้ที่ตั้งฉายารัฐบาลนี้ได้อย่างตรงเผงที่สุด เห็นจะเป็น “ครูหยุย” หรืออาจารย์ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบัน

อาจารย์ใช้คำว่า “รัฐราชการ” เพราะหัวหน้ารัฐบาลเป็นข้าราชการ เชื่อในการทำงานของส่วนราชการ จึงเลือกคณะรัฐมนตรีโดยให้ศูนย์กลางหลักอยู่ที่ราชการ แต่ครูหยุยก็วิเคราะห์ด้วยความเข้าใจถึงสาเหตุที่เราต้องมีรัฐบาลในลักษณะนี้ และเชื่อว่าทุกท่านที่ได้รับเลือกล้วนมีความรู้ ความสามารถ ขอให้ใช้ให้ถูกจุด การทำงานต่างๆจะเดินหน้าไปด้วยดี

สิ่งที่ครูหยุยเป็นห่วงอยู่ที่ระยะเวลาทำงาน ซึ่งมีเพียง 1 ปี อาจจะทำอะไรไม่ได้มากนัก

ผมเห็นด้วยกับครูหยุยที่กล่าวว่า เมื่อแกนหลักของรัฐบาลเป็นข้าราชการ ท่านก็ต้องเลือกข้าราชการด้วยกันเป็นส่วนใหญ่
เพราะอย่างน้อยก็จะได้บุคคลที่รู้ทาง รู้ใจ และรู้ระบบในการทำงาน

อีกอย่างหนึ่ง การเลือกบุคคลที่เป็นข้าราชการ อาจจะถูกวิจารณ์ว่า เลือกพรรคพวกหรือคนรู้จักก็จริงอยู่ แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเพื่อน หรือข้าราชการที่เรารู้จักทำงานได้ดี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็จะค่อยๆหายไป

ตรงข้ามกับการเลือกภาคเอกชนเข้ามามากๆ ถึงจะเก่งหรือมีความสามารถเพียงใด แต่อย่าลืมว่าภาคเอกชนนั้นมีหลายฝ่าย และหลายกลุ่ม ที่อาจทำธุรกิจแข่งขันกัน เลือกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็อาจเป็นสาเหตุให้อีกกลุ่มหนึ่งโกรธ และอาจถูกมองว่ามีผลประโยชน์กับกลุ่มแรกอันจะเป็นสาเหตุให้งานหลักของรัฐบาลคืองานวางรากฐานเพื่อปฏิรูปประเทศชะงักไปเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม

โดยข้อเท็จจริงนั้น การบริหารงานแบบราชการกับเอกชน ก็จะมีจุดอ่อนและจุดแข็งอยู่ในตัวทั้ง 2 แบบ ไม่มีใครสามารถจะชี้ขาดได้ว่า ระบบไหนเหนือกว่ากันอย่างเด็ดขาด

ภาคราชการมีกรอบเยอะ มีระเบียบมาก มีขั้นตอนจุกจิกหลายขั้นตอน กว่าจะทำอะไรได้แต่ละเรื่องค่อนข้างใช้เวลา

แต่นั่นก็เป็นเรื่องจำเป็นเพราะเงินทองที่ใช้ในระบบราชการเป็นเงินจากภาษีอากรของราษฎร เป็นเงินของชาติ จำเป็นต้องใช้อย่างประหยัด และให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่เสมอ

ข้าราชการที่เข้าไปดูแลจึงต้องระวังอย่างที่สุด และก็เป็นผลให้ต้องกลั่นกรองกันอย่างรอบคอบ และล่าช้า

ตรงข้ามกับภาคเอกชนที่สามารถตัดสินใจได้ทันที ซีอีโอจะเอาอย่างนี้ ก็ตัดสินใจอย่างนี้ได้เลย ฉับไว ไม่ต้องคิดมาก

แต่ถ้าเราดูสถิติของการทำมาค้าขายของภาคเอกชนของประเทศไทยโดยรวม ทั้งอดีตและปัจจุบัน เราจะพบว่าในแต่ละปีจะมีผู้ที่ตัดสินใจผิดพลาด ทำให้บริษัทเจ๊งหรือขาดทุน หรือล้มละลายจำนวนมาก

ที่ตัดสินใจถูกก็ร่ำรวยไป ประสบความสำเร็จไป ได้รับการยกย่องว่าบริหารเก่ง นำบริษัทห้างร้านมาเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศ แต่ที่ขาดทุนล้มละลายเกลื่อนสนามธุรกิจก็มีจำนวนไม่น้อย

รัฐบาลชุดที่แล้วมาจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจึงคิดอ่านจะปรับระบบราชการทั้งระบบให้เป็นธุรกิจโดยลืมไปว่าระบบราชการเป็นระบบที่ต้องรอบคอบ และไม่ควรเสี่ยง เพราะเงินที่ใช้เป็นของราษฎร

การตัดสินใจในหลายๆโครงการอย่างรวดเร็ว จึงมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว และเมื่อกาลเวลาผ่านไป เราก็เริ่มเห็นความล้มเหลวมากขึ้น

ในความเห็นของผม...การมีรัฐบาล “รัฐราชการ” ในช่วงเปลี่ยนผ่านน่าจะเหมาะสมมากกว่ารัฐบาลอย่างอื่นๆ หรือรูปแบบอื่นๆ
ขอเพียงให้เป็นรัฐราชการที่ใจกว้าง ยอมรับฟังความเห็นของสังคมรอบด้าน ฟังแล้วเอาไปวิเคราะห์และเลือกเอาส่วนดีไปใช้

ผมเห็นด้วยกับครูหยุยว่า 1 ปีเราคงทำอะไรไม่ได้มากนัก แค่ตอกเสาเข็มเอาไว้ให้ครบถ้วนก็ดีแล้ว...การสร้างบ้านใหม่ของเราหลังจากนั้นคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะช่วยกันร่างขึ้น

หนึ่งปีจากนี้ไปขอให้ทำงานเต็มที่ด้วยความซื่อสัตว์สุจริต อย่าให้กองเชียร์ “รัฐราชการ” ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยผิดหวังก็แล้วกัน.

“ซูม”

อ่านเพิ่มเติม...
เหะหะพาทีซูมรัฐบาลราชการข้อดีประยุทธ์1รัฐราชการครูหยุยวัลลภ ตังคณานุรักษ์สนช.