Thairath Logo
กีฬา

ตรวจแนวชายแดนใต้ ต้อนรับรัฐบาลมือใหม่

โดย
4 ก.ย. 2557 05:01 น.
Share :

พล.ท.วลิต

ถามแม่ทัพภาค 4 ว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในยุครัฐบาลใหม่ที่มาจาก คสช.น่าจะคล่องตัวกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร

คำตอบของ พล.ท.วลิต โรจนภักดี ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 คือ การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต้องใช้ความเป็นเอกภาพ ตามนโยบาย เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ภายใต้ร่มเงาของรัฐบาลใหม่ น่าจะดีตรงสามารถบูรณาการได้อย่างมีเอกภาพมากขึ้น

เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มปี พ.ศ.2547 เกิดสูงสุดในปี พ.ศ.2550 เริ่มลดในปี พ.ศ.2551 ปัจจุบันแม้จำนวนครั้งเหตุการณ์จะลดลง แต่พบว่ามีการใช้ระเบิดมากขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบคือ ชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิมที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ สาเหตุมาจากผู้ไม่หวังดี 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง 2.กลุ่มอิทธิพล 3.กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายและยาเสพติด และ 4.สาเหตุส่วนตัว

เรื่องยาเสพติด พล.ท.วลิตบอกว่า คนในพื้นที่ต้องการให้เข้าไปช่วยปราบ จึงใช้มาตรการ ป้องกัน ปราบปราม บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนา โดยเน้นไปที่ครอบครัว ให้แต่ละครอบครัวมีความเข้มแข็ง ให้มีความรู้เท่าทัน ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก เห็นได้จากในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ทั้ง อส. ตำรวจ และทหารหลายคนถูกปลด

เพราะ “เราต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด”

เรื่องดูแลครูและนักเรียน แม่ทัพภาค 4 บอกว่า ถ้าครูร้องขอมา จะจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดูแลอย่างเต็มกำลังสามารถ แต่ต้องขอเวลาเดินทางที่ชัดเจน และขอให้จัดเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่จำเป็นต้องไปลดเวลาเรียนเพื่อการเดินทาง ส่วนครูที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติภารกิจในโรงเรียนต่อ ยังไม่สามารถกลับไปพร้อมๆกันได้ ก็จะจัดเจ้าหน้าที่ดูแลให้

เมื่อถามว่านับแต่เกิดเหตุการณ์มาตั้งแต่ พ.ศ.2547 และเรื่อยมาจนปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ได้คืนพื้นที่สงบสุขให้กับชาวชายแดนใต้ไปมากน้อยเพียงใด คำตอบคือ “ผมมาอยู่ตั้งแต่เดือนเมษายน ตั้งแต่ผมมาผมกำหนดเป็นนโยบายการทำงาน โดยศึกษาจากอดีต อะไรที่มีปัญหาผมก็แก้ในจุดนั้นไป ผมแก้ปัญหาโดยกำหนดเป็นนโยบายจากข้างบนลงมา แล้วทำอย่างเป็นระบบ”

และบอกว่า พื้นที่เกิดเหตุการณ์ พร้อมจะเกิดอีกได้ ถ้าหากเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความเข้มแข็ง ในแต่ละพื้นที่ดูคล้ายปลอดภัย แต่ปลอดภัยจริงหรือไม่ อาจจะมีความไม่ปลอดภัยแฝงอยู่ก็ได้ และบางพื้นที่ถ้ามีความพร้อม ก็อาจจะมีการสร้างสถานการณ์ขึ้นมา อย่างเบตงเป็นต้น ดังนั้นแต่ละพื้นที่ “เราต้องดูแลให้เข้มแข็ง ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ อะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญอย่างไร เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา ต้องดูว่าผิดที่คนหรือระบบ ถ้าผิดที่คนก็ลงโทษคนไป เราเป็นเจ้าหน้าที่ ต้องรับผิดชอบภารกิจที่รับมอบหมาย”
สรุปคือ ถ้าระบบไม่ดีก็แก้ที่ระบบ ถ้าคนไม่ดีก็แก้ที่คน

พื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีแม่น้ำสุไหงโก-ลก เป็นเส้นแบ่งเขตแดน คำว่า สุไหง เป็นภาษามลายู แปลว่า คลอง ส่วนคำว่า โก-ลก แปลว่า คดเคี้ยว หรือมีดพร้า รวมความว่า แม่น้ำที่คดเคี้ยว แม่น้ำโก-ลก หรือสภาพแท้จริงก็คือ คลองสายเล็กๆ ฤดูแล้งชาวบ้านสองฝั่งสามารถเดินข้ามไปมาได้ หน้าน้ำชาวบ้านใช้เรือไปมาหาสู่กันเป็นปกติ โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง ถือเป็นจุดผ่อนปรน ถึงกระนั้นก็มี “ท่าข้าม” เพื่อจัดระเบียบการไปมาหาสู่กัน

ร.อ.เอกชัย นาคชุ่ม เจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลบริเวณ “ท่าประชา” บอกว่า ด่านลักษณะนี้จะมีคนข้ามไปมาตลอด 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นมาเมื่อใด ด่านจะปิดทันที ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ ชาวมาเลเซียจะข้ามมาเที่ยว มาเยี่ยมญาติ
หรือไม่ก็ซื้อข้าวของเป็นประจำ

การจัดระเบียบคนเข้าออก ร.อ.เอกชัยบอกว่า เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยจะเก็บบัตรประจำตัวประชาชนชาวมาเลเซียไว้ แล้วออกใบแทนให้ไป 1 ใบ เมื่อจะกลับไปยังประเทศมาเลเซียก็ต้องเอาใบแทนนั้นมาแลกบัตรประจำตัวไป ถือเป็นการเอื้อไมตรีระหว่างกัน
แต่ถ้าผู้ที่เข้ามาทำผิดกติกา เป็นต้นว่าภายใน 1 วันไม่กลับ หรือไม่กลับมาเอาบัตรประจำตัวประชาชน เจ้าหน้าที่ก็จะส่งบัตรนั้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทราบกันดีว่า สมัยก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่สงบนั้น ชาวมาเลเซียหลั่งไหลเข้ามายังสุไหงโก-ลกเนืองแน่น “โกเม้ง” ชายวัย 70 ปี นักธุรกิจเจ้าของโรงแรม สถานบันเทิง และร้านอาหารในตลาดสุไหงโก-ลก ฉายภาพอดีตอันรุ่งเรืองให้ฟังว่า

“ผมมาอยู่ที่นี่ปี พ.ศ.2514 ช่วงนั้นสะพานข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลกกำลังสร้าง คนไม่คิดหรอกว่าชาวมาเลเซียจะมาเที่ยวมาก เมื่อสะพานสร้างเสร็จประมาณปี พ.ศ.2518 มีรถเข้าออกมากมาย คนมีที่ดิน

ก็สร้างโรงแรมขึ้นมา สร้างเสร็จปรากฏว่ากิจการดีมาก ทำให้โรงแรมผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ดเลย ทุกวันพฤหัสฯต้องมาจองห้องกันแล้ว

ไม่อย่างนั้นไม่มีห้องพัก สะพานเสร็จเศรษฐกิจดีขึ้นทุกอย่าง ทั้งขายเสื้อผ้า โรงแรม ร้านอาหาร กลายเป็นเมืองที่เก็บภาษีได้มากว่าตัวจังหวัดนราธิวาสอีก คุณคิดดูแม้กระทั่งหอการค้า ประธานหอการค้ายังต้องมาอยู่ที่โก-ลก”

โกเม้งบอกว่า คนที่มาเที่ยวนั้น ไม่เพียงคนในจังหวัดชายแดนของมาเลเซียที่ติดต่อกับไทย หากยังมีคนจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์เดินทางเข้ามาอย่างล้นหลาม ส่วนคนไทยพุทธก็ย้ายเข้ามาทำมาหากิน จากสงขลา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น
ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ “วันเดียวรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้เงินไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ผมเปิดคาเฟ่ คืนหนึ่งได้ราว 70,000–100,000 บาท เราได้เงินกันทุกคน ทุกอาชีพ หลังเกิดเหตุการณ์ คาเฟ่ผมต้องหยุด ร้านอาหารเคยขาย 7–80,000 บาท เดี๋ยวนี้ได้แค่ 2–3,000 บาท ได้พอเลี้ยงพนักงานไปวันๆเท่านั้น” โกเม้งบอก

การเฝ้าระวังของคนในพื้นที่ โกเม้งบอกว่า “เราต้องช่วยกัน ทั้งเจ้าหน้าที่ เจ้าของกิจการ และชาวบ้าน เดี๋ยวนี้ร้านขายเสื้อผ้าอยู่ไม่ได้เลย เมื่อก่อนร้านขายเสื้อผ้าห้องหนึ่งขายกัน 10 กว่าล้าน เดี๋ยวนี้แบงก์ยึดเยอะแยะไป”

เมื่อถามถึงธุรกิจที่พอประคองตัวอยู่ได้ โกเม้งบอกว่า ธุรกิจที่ประคองตัวอยู่ได้ในสุไหงโก-ลกคือ โรงแรมขนาดเล็ก ราคาคืนหนึ่งไม่เกิน 300 บาท เพราะมีคนขับรถบรรทุกเข้ามาพักอาศัย ส่วนโรงแรมระดับห้าดาว โรงแรมระดับปานกลางขึ้นไปแย่ เพราะว่าคนฐานะดีกลัวอันตราย เข้ามาก็รีบไปหาดใหญ่ หรือไม่ก็ไปท่องเที่ยวที่อื่นบางคนก็เข้ามาเพื่อผ่านไปนั่งเครื่องเข้ากรุงเทพฯ

เมื่อถามความมั่นใจ ในชีวิตและทรัพย์สิน ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดก่อนๆ กับรัฐบาลที่มาจาก “คสช.” โกเม้งบอกอย่างมั่นใจว่า “ผมว่า เราอย่างไรก็ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่เป็นหลัก เดี๋ยวนี้เขาตรวจดี มีความรวดเร็วมาก เข้มมากกว่าเก่า เมืองเราเป็นเมืองท่องเที่ยว”

โกเม้งสรุปชัดถ้อยชัดคำว่า “สถานการณ์อย่างนี้และเมืองนี้ ผมว่ารัฐบาลทหารดีกว่า ส่วนที่อื่นผมไม่รู้”

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปหน้า 1ชายแดนภาคใต้รัฐบาลวลิต โรจนภักดีเหตุการณ์ความไม่สงบ