วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'พ่ออุ้มบุญ'ฉาว อนาจารฝาแฝด

'พ่ออุ้มบุญ'ฉาว อนาจารฝาแฝด

  • Share:

ปม-หย่าเมีย จิตแพทย์ยัน ไม่ผูกพันกัน

อุ้มบุญไทยดังกระฉ่อนอีกแล้ว คราวนี้เป็นเหตุพ่อออสซี่ถูก ฟ้องข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ลูกสาวฝาแฝดที่เกิดจากการอุ้มบุญ ของสาวไทยโดยหลังจากนำเด็กกลับไปเลี้ยงที่ออสเตรเลียก็แยกทางกับภรรยา ทำให้อารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียวง่าย ขณะที่สาวไทยที่รับจ้างอุ้มท้องสุดเศร้า เมื่อรู้ข่าว เผยยินดีรับฝาแฝดหญิงกลับมาเลี้ยงดูเอง ด้านจิตแพทย์ชี้อุทาหรณ์จากคดีพ่อออสซี่ข่มขืนลูกอุ้มบุญ เพราะเกิดจากการจ้างวานโดยไร้ความเป็นญาติ ส่งผลให้ขาดความผูกพันจนเกิดปัญหา ส่วน สบส. ตามบี้นายหน้าหาคนมารับอุ้มบุญ ผลตรวจสถานพยาบาลเพิ่มอีก 5 แห่ง พบเป็นเอเจนซี่ 4 แห่ง สถานพยาบาลผิดกฎหมาย 1 แห่ง

ข่าวหญิงไทยรับจ้างเป็นแม่อุ้มบุญ ทั้งรายหนุ่มญี่ปุ่นที่ได้เด็กนับสิบคนและคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลียที่ได้ลูกแฝดชายหญิงแต่กลับทิ้งแฝดชายที่พิการไว้ ยังไม่ทันซา ข่าวว่าจ้างหญิงไทยตั้งครรภ์แทนให้กับคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลียก็กลับมาเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อสำนักข่าวเอพีและเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ว่า ชายชาวออสเตรเลีย อายุประมาณ 50 ปี ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศลูกสาวฝาแฝดของตัวเองที่เกิดจากแม่อุ้มบุญชาวไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างประกันตัว รอสู้คดีในศาล

ทั้งนี้ เอพีและเอเอฟพีอ้างตามรายงานข่าวของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงออสเตรเลีย (เอบีซี) และสถานีโทรทัศน์ช่อง “ไนน์ เน็ต เวิร์ค” ซึ่งรายงานข่าวเมื่อคืนวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นสื่อยักษ์ใหญ่อย่างเอพีและเอเอฟพีได้นำมารายงานต่อ โดยระบุว่า ชายคนดังกล่าว ซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อและที่อยู่ ถูกดำเนินคดีในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศลูกสาวฝาแฝด ซึ่งขณะเกิดเหตุเมื่อปีที่แล้ว เหยื่อทั้งสองมีอายุประมาณ 4-5 ขวบ รวมทั้งข้อหาครอบครองวัตถุที่เกี่ยวโยงกับเด็กที่ถูกกระทำลามกอนาจาร โดยพ่ออุ้มบุญรายนี้มีกำหนดขึ้นศาลรัฐนิวเซาธ์เวลส์ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้

ข่าวระบุว่าเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ชายชาวออสเตรเลียที่ตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 40 ปีเศษ พร้อมภรรยาที่อายุมากกว่า ได้เดินทางมาไทยและว่าจ้างนางศิริวรรณ นิติชาติ หรือ “ออน” อายุ 23 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ เป็นแม่อุ้มบุญให้เพราะไม่สามารถมีลูกได้ โดยตกลงจ่ายค่าจ้าง 5,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 165,000 บาท และใช้ “ไข่” ของเธอผสมกับน้ำเชื้อของฝ่ายชาย โดยหลังเด็กแฝดหญิงคลอดได้ 4 หรือ 5 เดือน นางศิริวรรณจึงส่งมอบแฝดหญิงที่เกิดมาสุขภาพไม่แข็งแรง มีปัญหาเกี่ยวกับปอดและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ให้สามีภรรยาชาวออสเตรเลียพากลับประเทศ

ขณะที่เอกสารของศาลระบุว่า ไม่นานหลังรับลูกแฝดที่เกิดจากแม่อุ้มบุญชาวไทยกลับไปเลี้ยงที่ออสเตรเลีย ชายคนดังกล่าวก็ตกงานและกลายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวก่อนที่ชีวิตแต่งงานจะล้มเหลวจนต้องแยกทางกับภรรยา ส่วนเด็กแฝดหญิงตอนนี้อยู่ในการดูแลของอดีตภรรยาของชายคนดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ด้านสวัสดิภาพเด็กของออสเตรเลียกำลังหาช่องทางในการดูแลเลี้ยงดูเด็กแฝดคู่นี้ต่อไป ส่วนนางออน ซึ่งก่อนรับเป็นแม่อุ้มบุญนั้น แต่งงานแล้วและตอนนี้มีลูก 2 คน รู้ข่าวเศร้าเรื่องลูกแฝดหญิงถูกกระทำอนาจารตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ได้เผยกับสำนักข่าวเอบีซีว่า ถ้าไม่มีคนดูแลก็ยินดีรับลูกแฝดกลับคืนมาเลี้ยงดูเอง

ด้านอิลยา สเมอร์นอฟฟ์ ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิ “ไชด์ไลน์ ไทยแลนด์ ฟาวเดชั่น” ที่ทำงานด้านหาบ้านที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เผยว่า ทางมูลนิธิฯ ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเพื่อให้ช่วยประเมินความเป็นไปได้ที่จะส่งเด็กแฝดกลับมาอยู่กับแม่ผู้เป็นทั้งแม่อุ้มบุญและแม่ที่แท้จริงในไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. วันเดียวกัน มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงออสเตรเลีย (เอบีซี) ประจำประเทศ ไทย ได้โทรศัพท์ถึงผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชี้แจงว่า ข่าวชายชาวออสเตรเลียถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศลูกสาวฝาแฝดของตัวเองที่เกิดจากแม่อุ้มบุญชาวไทย ซึ่งสำนักข่าวเอพีและเอเอฟพีรายงาน โดยอ้างว่าได้มาจากรายงานของเอบีซีอีกทอดหนึ่งนั้น ส่วนใหญ่แล้วเอบีซีไม่ได้เป็นผู้รายงานข่าวนี้ เพราะเป็นการผิดกฎการรายงานข่าวของเอบีซี แต่เอบีซีรายงานข่าวนี้เพียงบางประเด็นเท่านั้น แต่มีเว็บไซต์บางแห่งแปลข่าวนำลงเผยแพร่ทางออนไลน์ โดยอ้างเอบีซี

วันเดียวกัน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีสื่อออสซี่ตีข่าวว่าพ่อชาวออสเตรเลียข่มขืนลูกแฝดจากการอุ้มบุญของหญิงไทย ว่าหากกรณีนี้เกิดขึ้นจริง สะท้อนให้เห็นว่าการอุ้มบุญไม่ทำให้รู้สึกถึงความผูกพัน คนที่เป็นพ่อไม่รู้สึกว่าเป็นพ่อที่แท้จริง นี่คือจุดอ่อนที่ต้องระมัดระวัง เพราะคนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือ เด็กที่เกิดมา และหากถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ จะกลายเป็นปมปัญหา ทำให้เด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญมีความรู้สึกสับสนว่า คนเป็นพ่อแม่ต้องดูแลเอาใจใส่ลูก แต่ทำไมถึงทำร้ายลูก สุดท้าย เด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญเหล่านั้น จะเกิดภาวะหดหู่ นำไปสู่อาการซึมเศร้า ไม่มีความสุข ซ้ำร้ายจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ กลายเป็นคนก้าวร้าว และพร้อมทำร้ายทุกคน เพราะตัวเองถูกทำร้ายมาก่อน ดังนั้น สิ่งสำคัญการจะทำการอุ้มบุญ จึงจำเป็นต้องเป็นคนในครอบครัว หญิงที่อุ้มท้องแทนต้องเป็นเครือญาติ เพราะช่วงเวลาของการอุ้มท้องจะต้องได้รับการดูแล มีความผูกพัน เพื่อเด็กที่เกิดมา อย่างไรก็ตาม สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. ... จึงเป็นทางออกทางหนึ่งในการป้องกันเรื่องนี้ได้ ซึ่งจะเน้นในเรื่องของครอบครัว ความผูกพันเป็นหลัก

ด้าน นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวถึงการติดตามกรณีรับจ้างอุ้มบุญว่า ได้มีการตรวจสถานพยาบาลด้านสูตินรีเพิ่มอีก 5 แห่ง รวมเป็น 17 แห่ง จากสถานพยาบาลทั้งหมด 45 แห่ง ที่ผ่านมาการตรวจสอบพบว่าไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 จำนวน 4 แห่ง และแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว และมีพฤติกรรมเป็นนายหน้า จัดหาหญิงรับทำอุ้มบุญ 7 แห่ง และส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี โดยในลักษณะของเอเจนซี่ พบไม่มีความเกี่ยวโยงกับเคสญี่ปุ่น ส่วนอีก 6 แห่ง เป็นสถานพยาบาลผิดกฎหมาย 2 แห่ง อีก 4 แห่งถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับในส่วนของเอเจนซี่ จากการตรวจสอบพบว่าเปิดเป็นบริษัท มีคนไทยเป็นเจ้าของ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีต่างชาติเกี่ยวข้องหรือไม่ และใช้การโฆษณาอ้างช่วยเหลือผู้มีบุตรยาก

ขณะที่นายบัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ในส่วนของ สคบ. เมื่อได้รับเรื่องมาแล้ว จะเร่งดำเนินการตรวจสอบในส่วนเอเจนซี่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ โดยส่งเรื่องไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบว่าได้รับจดทะเบียนจากกระทรวงพาณิชย์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ ยังได้แนะให้แม่ของน้องแกรมมี่มาแจ้งความเพื่อเอาผิดกับขบวนการอุ้มบุญ เช่น เอเจนซี่ และคลินิก ส่วนเรื่องของการโฆษณาทั้งทางออนไลน์ และตามสื่อต่างๆในเรื่องนี้จะรวบรวมส่งให้ กสทช.และกระทรวงไอซีที เพื่อดำเนินการเอาผิดต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้