Thairath Logo
กีฬา

รัฐมนตรีปฏิญาณตน ความศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามลบหลู่

โดย ซูม
3 ก.ย. 2557 05:01 น.
Share :

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 19 ระบุไว้ว่าเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำแล้ว

ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีทุกคนต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้...

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ดังนั้นขั้นตอนหลังจากที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีแล้วจึงจะต้องมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับเปล่งถ้อยคำปฏิญาณข้างต้น

ความเป็นรัฐมนตรีจึงจะสมบูรณ์ครบถ้วน และบุคคลต่างๆที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง ก็จะสามารถเข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้หลังจากนั้น

พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งถึง 2 ประการ...

ประการแรกได้แก่การกราบบังคมทูลยืนยันต่อองค์พระมหากษัตริย์ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

ส่วนในประการที่ 2 นั้น เป็นความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมาย...

กล่าวคือรัฐมนตรีที่ถวายสัตย์แล้วเท่านั้นจึงจะเป็นรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์

สำหรับคนไทยเราแล้ว จะให้ความสำคัญอย่างมากในประการแรก คือการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะอยากเห็นผู้มารับหน้าที่ในการบริหารบ้านเมือง บริหารด้วยความตั้งใจ และไม่คดไม่โกง

การที่คณะรัฐมนตรีเปล่งวาจาต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ที่ประชาชนชาวไทยเคารพนับถือสูงสุด จึงเท่ากับรัฐมนตรีนั้นๆได้กล่าวยืนยันต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดประการหนึ่งของประเทศ

ทำให้ประชาชนเบาใจ และมั่นใจว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น

แต่ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินข่าวว่า รัฐมนตรีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปฏิบัติตาม เพราะเมื่อไปบริหารประเทศแล้วกลับคอร์รัปชันมากกว่าเดิม

เหมือนไม่เชื่อในคำปฏิญาณและไม่เชื่อว่าการปฏิญาณดังกล่าว

จะมีความศักดิ์สิทธิ์ในการที่จะลงโทษพวกเขาได้

ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า การปฏิญาณตนยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ และได้บันดาลให้นักการเมืองที่ทุจริตฉ้อฉลต้องมีอันเป็นไปคนแล้วคนเล่า

หลายๆ คนที่หลุดรอดไปได้แต่ก็ไม่สามารถจะดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุขเท่าไรนัก เพราะไม่สามารถจะสบตากับประชาชนที่รู้ไต๋พวกเขาได้

ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับวันนี้เพิ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงประกาศในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเพียงไม่ถึงชั่วโมง ซึ่งตามขั้นตอนต่อไปก็จะต้องเข้าสู่พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ผมจึงขอฝากไว้ ขอให้ทุกท่านตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์และอย่าได้ฝ่าฝืนคำปฏิญาณเป็นอันขาด

จากรายชื่อทั้ง 32 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนที่มีประวัติดีงาม และนักธุรกิจ นักวิชาการที่ได้รับเชิญเข้ามาก็ไม่มีอะไรเสียหาย หรือมีประวัติด่างพร้อย

แต่อำนาจกับทรัพย์สินเงินตราไม่เข้าใครออกใคร ได้กลิ่นเงิน

กลิ่นอำนาจ อาจเกิดหน้ามืดตามัวขึ้นมาได้

ผมขอฝากให้ทุกๆ ท่านระลึกถึงคำปฏิญาณสั้นๆที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวทุกครั้ง เมื่อจะต้องตัดสินใจดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีเรื่องเงินและเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

รวมทั้งล่าสุดถึงแม้จะไม่อยู่ในคำปฏิญาณในรัฐธรรมนูญ แต่รัฐมนตรีทุกท่านจะต้องจดจำไว้อยู่เสมอก็คือคำกล่าวสั้นๆ ง่ายๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ว่า

ใครทุจริตก็ติดคุก...อย่าลืมท่องบ่นเอาไว้ด้วยก็แล้วกัน.

“ซูม”

อ่านเพิ่มเติม...
เหะหะพาทีซูมรัฐมนตรีปฏิญาณตนศักดิ์สิทธิ์ลบหลู่พิธีถวายสัตย์ทุจริตติดคุก