วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม้เรียว

ไม้เรียว

  • Share:

คนโบราณแบ่งน้ำหนักการลงโทษต่างกัน ครูหรือพ่อแม่ ใช้ไม้มะยม ก้านพู่ระหง หรือก้านไม้รวกเหลาให้เล็กๆ ก็เรียกว่า “ตี” ตีสั่งสอนให้หลาบจำ

แต่ถ้าใช้หวาย...ก็ต้องเรียกว่า เฆี่ยน เป็นการลงโทษหนักกว่า ประจานให้อับอาย มักทำกันต่อหน้าที่ประชุม

และหากเป็นการลงโทษในราชการ ราชสำนัก หน้าที่ของผู้ใช้หวายเฆี่ยน คือ ราชมัล หากโทษสถานหนักขึ้นไป ถึงขั้นบั่นคอประหารชีวิต ผู้ทำหน้าที่ คือ เพชฌฆาต

หลวงนายฤทธิ์ เขียนเรื่อง การเฆี่ยน ไว้ในหนังสือ เรื่องเก่าๆของเจ้านาย (สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์ ก.ค.2557) ตอนหนึ่งว่า การเฆี่ยนเพื่อลงพระอาญาของเจ้านายนั้น ปรากฏในประวัติศาสตร์ครั้งแรก เมื่อปลายรัชกาลกรุงธนบุรี

พระราชนิพนธ์ พระราชพิธี 12 เดือน ของรัชกาลที่ 5 ตอนพระราชพิธีสงกรานต์ ตอนหนึ่งว่า

ได้ยินคำพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งเล่าว่า เมื่อถึงหน้าสงกรานต์แล้ว ท่านพวกคุณย่าเหล่านี้มาประชุมกันที่ตำหนักกรม สมเด็จพระอมรินทรามาตย์

ขึ้นนั่งบนเตียงอันหนึ่งด้วยกันทั้งหมด เจ้านายที่เป็นหลานๆ พากันไปตักน้ำรด ท่านได้เสด็จไปรดน้ำ แลเห็นหลังคุณย่าทั้งปวง ลายเหมือนกัน เป็นการประหลาด จึงรับสั่งถามว่า ทำไมหลังคุณย่าทั้งปวง จึงลายเหมือนกันหมด เช่นนี้

คุณย่าทั้งนั้นทูลว่า ขุนหลวงตากเฆี่ยน

ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีกรณีเฆี่ยน เป็นข่าวใหญ่โจษขานกันทั้งแผ่นดิน

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขุนพลแก้วของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นนายทหารที่เข้มแข็งเด็ดขาด ทำการใดๆเห็นแต่แก่แผ่นดิน ไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด

ครั้งหนึ่ง นายสนิท หุ้มแพร (แสง) บุตรชายของท่านริอ่านลักลอบค้าฝิ่น ซึ่งเป็นของต้องห้าม และทางการกำลังเร่งปราบปรามกันอยู่ เจ้าพระยา

บดินทรฯ จึงบัญชาให้มัดนายแสงเข้ากับหลักคา ที่หน้าหอนั่ง แล้วให้เฆี่ยนด้วยหวาย 100 ที

พอเฆี่ยนได้ 84 ที นายแสงสลบคาหลัก แต่ท่านก็ยังสั่งให้เฆี่ยนจนครบ 100 ทีให้จงได้

เจ้าหมื่นสรรเพชภักดี บุตรเขยของท่าน กราบเรียนว่า “ถ้าเฆี่ยนอีก 16 ที เห็นจะตายในคา”

ท่านกลับมีบัญชาว่า “ตายก็ช่างมันเถิด จะได้ไปเกิดใหม่เป็นคนดี”

เดชะบุญ นายแสงมิได้เสียชีวิต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงมีความสลดสังเวชพระทัย พระราชทานเงิน 5 ชั่งให้นายแสง ไปเจียดยารักษาแผลที่หลัง

ปลายรัชกาลที่ 5 มีการเฆี่ยนทหารครั้งใหญ่ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อพวกทหารตีกับทหารมหาดเล็กของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ที่หน้าประตูวังรัชทายาท (วังสราญรมย์)

สมเด็จพระบรมฯ ขอให้ทรงลงพระอาญา เฆี่ยนทหารเหล่านั้น ตามจารีตนครบาล กรมหลวงราชบุรีฯกราบทูลคัดค้านว่า ไทยใช้ประมวลกฎหมายอาญา เยี่ยงอารยประเทศแล้ว จึงไม่ควรนำจารีตนครบาลมาใช้

สมเด็จพระบรมฯ ยืนยันจะให้โบย มิฉะนั้นจะทรงเอาออกจากรัชทายาท รัชกาลที่ 5 จึงต้องทรงยอม

การเฆี่ยนครั้งนั้น กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชทรงสั่งให้โบยต่อหน้าแถวทหาร ในกระทรวงกลาโหม ทูลเชิญสมเด็จพระบรมฯมาทอดพระเนตร มีผู้บันทึกไว้ว่า

“เมื่อถึงเวลาราชมัลลงแส้ ซึ่งตามหลักการลงแส้นั้น ครั้งแรกต้องได้เลือด ครั้งที่สองเนื้อต้องปริ ปรากฏว่าผู้ต้องหา 6 คนสลบคาขาหยั่ง สร้างความหดหู่ให้แก่นายทหารท่านอื่น เชื่อกันว่าเป็นที่มาของกบฏ (ร.ศ.130)”

พ.ศ.2554 ในโลกนี้ยังมีการเฆี่ยนอยู่ 33 ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน แทนซาเนีย และประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลาม จีน เยอรมนี เกาหลี สวีเดน เวียดนาม ที่สหรัฐฯ มีการเฆี่ยนครั้งสุดท้าย ที่รัฐเดลลาแวร์ เมื่อปี ค.ศ.1952

บ้านเมืองที่ยังใช้การเฆี่ยน สงบเรียบร้อยดี ไม่มีเรื่องวุ่นวาย ใครที่คิดว่าการเฆี่ยนเป็นเรื่องโหดร้ายป่าเถื่อน เห็นจะต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

คนสมัยก่อนท่านใช้การเฆี่ยนเป็นการสั่งสอน เป็นทั้งการประจานให้อับอาย ได้ผลกว่าการลงโทษสมัยใหม่ เอาเข้าคุกแล้วก็ปล่อย ปล่อยออกมาแล้วก็จับเข้าคุกใหม่ คนผิดไม่สำนึก เรื่องที่น่าจะจบลงได้ ก็จบไม่ลงเสียที.

กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้