วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ภัยโฆษณาเกินจริง ถึงคราวต้องจัดการ

ภัยโฆษณาเกินจริง ถึงคราวต้องจัดการ

โดย
3 ก.ย. 2557 05:01 น.
  • Share:

นพ.ณัฐวุฒิ  -  อ.สง่า  -  ดร.กิตติ

การโฆษณาประชาสัมพันธ์ “ผลิตภัณฑ์” ต่างๆ มีการโฆษณา ชวนเชื่อที่ผิดกฎหมาย และเกิดพิษภัยต่อผู้บริโภค

ดังนั้น การคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการสื่อสารข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ จึงมีความจำเป็นเพื่อให้รู้เท่าทันการโฆษณา และรู้จักป้องกันตนเอง การจะรู้จักป้องกันตนเองได้ก็ต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องสุขภาพ เบญจมาศ สุรมิตรไมตรี ผอ.กองสุขศึกษาบอกว่า ต้อง “นำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้”

เพื่อระดมความคิดเรื่องการสื่อสารด้านสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดเสวนาเรื่อง ทิศทางการสื่อสารเพื่อคุ้มครองสุขภาพคนไทยในอนาคต ที่โรงแรมเอเชีย เขตราชเทวี กทม. งานนี้ นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมฯเป็นผู้กล่าวเปิดงาน ท่ามกลางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เต็มห้องประชุมกิ่งเพชร

ก่อนงานเสวนา กองสุขศึกษาได้ดำเนินการศึกษาการโฆษณาในสื่อสาธารณะ 4 ประเภท คือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ทีวีดาวเทียม และเว็บไซต์ จำนวนเนื้อหาทั้งสิ้น 1,280 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาประเภทนิตยสาร ร้อยละ 72.7 รองลงมาประเภทโทรทัศน์ ร้อยละ 15.9 และประเภทเว็บไซต์ ร้อยละ 7.7

พบว่า สื่อสาธารณะมีการนำเสนอเนื้อหาข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพมากที่สุดคือ เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ร้อยละ 27.6 รองลงมาเป็นวิธีการดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและรักษาโรค คิดเป็นร้อยละ 25.7, 21.5, 7.2 ตามลำดับ

นอกจากนี้ การสื่อสารเรื่องวิธีการดูแลสุขภาพ มีการสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะทุกประเภทที่ศึกษามากที่สุดในสื่อเว็บไซต์ คิดเป็นร้อยละ 40.4 รองลงมาหนังสือพิมพ์ คิดเป็นร้อยละ 33.3

ประเด็นเนื้อหาที่มีผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ร้อยละ 54.3 และไม่มีผลกระทบร้อยละ 45.7 ใกล้เคียงกัน โดยการสื่อสารทางเว็บไซต์ มีผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.6 รองลงมาเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสาร คิดเป็นร้อยละ 62.0, 59.4, 50.8 ตามลำดับ

และประเด็นเนื้อหามีผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทิศทางที่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 58.1 รองลงมามีผลกระทบทั้งถูกต้องหรือไม่ถูกต้องร้อยละ 21.7 และมีผลกระทบไม่ถูกต้องร้อยละ 20.1

สำหรับการนำเสนอข้อมูล เป็นการโน้มน้าวให้เกิดความเชื่อในสินค้าหรือบริการ คิดเป็นร้อยละ 52.3 รองลงมาเนื้อหามีความถูกต้องร้อยละ 27.0 และมีความถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วนร้อยละ 20.7 โดยส่วนใหญ่มีการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวในสื่อดาวเทียมมากที่สุด 94.4 รองลงมาเป็นสื่อโทรทัศน์ร้อยละ 75.8 นิตยสารร้อยละ 50.3 และเว็บไซต์ร้อยละ 33.0 แต่สื่อที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วนมากที่สุดคือ สื่อหนังสือพิมพ์ คิดเป็นร้อยละ 58.0 ส่วนสื่อที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุดคือ เว็บไซต์คิดเป็นร้อยละ 53.6

การสื่อสารข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ ผ่านช่องทางสื่อสาธารณะ มีรูปแบบเสนอเนื้อหาสาระแตกต่างกันไป เป็นต้น นิตยสาร ส่วนใหญ่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ และโฆษณาสินค้าโดยมีบุคคลเด่นทางสังคมมาประกอบ หนังสือพิมพ์ มีคอลัมน์เกี่ยวกับสุขภาพ และโฆษณา คล้ายๆกับโทรทัศน์

ที่น่าจับตามองคือ สื่อทีวีดาวเทียม ที่นำเอาบุคคลมีชื่อเสียงมาเป็นผู้ประกันคุณภาพสินค้า และยังมีสื่อ เว็บไซต์

ในเว็บไซต์พบว่า “ส่วนใหญ่มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ในรูปแบบบทความและสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อในสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่น่าเชื่อถือ แล้วเชื่อมโยงไปสู่สินค้าและบริการ เพื่อให้ผู้เข้าใช้งานหลงเชื่อรวมทั้งใช้ภาพประกอบเพื่อสื่อว่า ใช้แล้วจะได้ผลตามภาพ เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่บังคับใช้ในการเผยแพร่โฆษณา”

สำหรับในวงเสวนาที่มี รศ.ดร.กิตติ กันภัย นักวิชาการนิเทศศาสตร์อิสระ เป็นผู้ดำเนินการนั้น นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบอกว่า ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไม่น้อยถูกชักจูงให้เลิกใช้ยาและการรักษา ทำให้บางคนเสียชีวิต

นอกจากนั้น ยังมีการหลอกลวงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคน 4 กลุ่มคือ กลุ่มเรื่องเพศ กลุ่มเรื่องความงาม กลุ่มเรื่องน้ำหนัก และกลุ่มรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ เหล่านี้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงก่อน คสช.เข้ามา

ทางออกในเรื่องนี้ สารีเรียกร้องว่า สื่อมวลชนไม่ควรโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกันนั้นก็ให้ความรู้กับประชาชนให้รู้เท่ากัน และต้องพูดความจริงออกมาไม่เชียร์ใคร

สำหรับเรื่องการโฆษณาในสื่อต่างๆ ในมุมของผู้ประกอบอาชีพสื่อแล้ว ได้รับเสียงสะท้อนว่า สื่อมีกรอบเกณฑ์ในการพิจารณาลงโฆษณาประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.เกี่ยวกับการพิมพ์ รวมทั้งกรอบเกณฑ์ทางจรรยาบรรณของผู้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน

การสื่อสารความรู้ทางสุขภาพที่ผ่านมา มีประเด็นน่าคิดว่า เมื่อมีการละเมิดในเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนมากมาย แต่องค์ความรู้ที่เชื่อถือได้ซึ่งมีต้นทางมาจากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขทำไมไม่ออกมาอธิบายให้สังคมทราบอย่างทันท่วงที

ในแง่ของสื่อเอง เรื่องข้อมูลข่าวสารนั้น สื่อก็มีข้อจำกัดในเรื่องความรู้ต้องอาศัยจากนักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข ปัญหาเกิดขึ้นที่ผ่านมาต้นทางองค์ความรู้ที่เชื่อถือได้นั้นออกมาอธิบายกับสังคมช้า ไม่ทันท่วงที บางครั้งทำให้ประชาชนถูกหลอก หรือไม่ก็เกิดความเสียหายไปมากแล้วถึงจะมีคำอธิบายที่ชัดเจนออกมา

ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขมีอยู่ทุกพื้นที่อยู่แล้ว จึงน่าจะตั้งศูนย์เฝ้าระวัง เมื่อเกิดเรื่องราวใดๆ ก็ส่งตรงเข้ามา เพื่อจะได้ตรวจสอบและอธิบายให้กับสังคมได้ทราบอย่างทันท่วงที

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ มองไปที่สุขภาวะของคนไทยว่า คนไทยไม่มีความฉลาดทางด้านสุขภาวะ และรู้เท่าทันสื่อต่ำมาก ทั้งขาดทักษะ เข้าไม่ถึงสื่อ และไม่ได้รับการคุ้มครอง ปัญหาที่เกิดขึ้นการแก้ปัญหาก็ล้วนแล้วแต่เกาไม่ถูกที่คัน

ทางออกก็คือ ผู้บริโภคต้องมีภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็ต้องมีปัญญาและมีจรรยาบรรณ กฎหมายต้องคุ้มครองอย่างจริงจัง และต้องมีการควบคุมสื่อที่หลากหลาย พร้อมทั้งถามไปที่ “คสช.” ว่าทำได้หรือไม่

นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงษ์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บอกว่า กระทรวงสาธารณสุขเองก็มีข้อจำกัดไม่น้อย เป็นต้นว่าแต่ละหน่วยงานถือกฎหมายต่างกัน ส่วนการทำข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้ถึงนั้น เป็นเรื่องที่กระทรวงฯ จะต้องทำเพื่อการสื่อสารของรัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และเห็นด้วยที่จะต้องมีศูนย์เฝ้าระวัง เพื่อรับรู้ปัญหาต่างๆ

ส่วนเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องกล้าใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมายที่มีอยู่
การสื่อสารถึงผู้บริโภค เริ่มมาจากผู้ผลิตสินค้าผ่านสื่อไปยังผู้บริโภค การคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างทรงประสิทธิภาพนั้น ย่อมหนีไม่พ้นความร่วมมือกันทั้งสามฝ่าย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้