วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ระวัง “เสีย”มากกว่า“ได้”

ระวัง “เสีย”มากกว่า“ได้”

  • Share:

สิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์


แกะรอยคนไทยใช้ช่องโหว่นโยบายฟรีวีซ่าท่องเที่ยวแห่ลักลอบทำงานแดนซามูไร

“ไทยติดอันดับบ๊วย” ในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์

ประเด็นข่าวพาดหัวใหญ่ในสื่อมวลชนหลายแขนง หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาเปิดเผยรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์หรือ TIP Report ประจำปี 2014 ซึ่งไทยถูกปรับลดให้อยู่ในบัญชีกลุ่ม Tier 3 ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์การค้ามนุษย์ระดับเลวร้ายที่สุด หลังจากที่ไทยครองสถานะ Tier 2 watch list มานานถึง 4 ปีซ้อน

แน่นอน หลายหน่วยงานออกอาการ “อึ้ง” ไม่คาดคิด ไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และรีบลุกขึ้นมาแจกแจงสารพัดปัญหา รวมถึงข้อจำกัดต่างๆที่ทำไทย ดิ่งลงเหว กระทั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศแต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ ขับเคลื่อนแก้ปัญหาที่ไทยถูกตีตราไร้ ประสิทธิภาพ รวมถึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ปัญหาจริงจัง

และหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะหน่วยงานดูแลคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ รวมถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสถานการณ์ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ คงหนีไม่พ้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ล่าสุด ทีมข่าวพัฒนาสังคม ได้ร่วมกับคณะของ พม.โดยกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัด พม.และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) สุราษฎร์ธานี อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก เดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การค้ามนุษย์ถึงแดนซามูไร ประเทศญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว และได้มีโอกาสเข้าพบท่านอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว นายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เพื่อศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประเทศญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว

“หลังญี่ปุ่นเปิดฟรีวีซ่าให้ไทยเดือน ก.ค.56 นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้ามาถึง 453,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 74% และ ม.ค.-มิ.ย.57 เพียงครึ่งปีได้รับรายงานว่าคนไทยมาแล้วถึง 336,000 คน การที่คนไทยแห่เข้ามากันเยอะก็มีพวกที่แฝงตัวลักลอบเข้ามาทำงาน” นายสิงห์ทอง ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์

อัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ฉายภาพต่อไปว่า “ขณะนี้ญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุถึง 25%ของจำนวนประชากร ทำให้ญี่ปุ่นต้องนำเข้าแรงงานมากขึ้น ขณะที่การเปิดฟรีวีซ่าเป็นอีกช่องทางที่เกิดการลักลอบแรงงานเข้ามา เท่าที่สถานทูตรวบรวมตัวเลขพบมีแรงงานไทยที่เข้ามาและอยู่อย่างผิดกฎหมายเป็นยอดสะสมจากอดีตถึงปัจจุบัน 4,391 คน ส่วนใหญ่จะทำงานในร้านนวดหรือบาร์ เป็นแรงงานตามโรงงาน ภาคการเกษตร ประมง รูปแบบก็มีทั้งที่ถูกหลอกเข้ามาโดยผ่านนายหน้าที่ต้องจ่าย 1-3 แสนบาท พอมาถึงก็ถูกทิ้งบ้าง หรือถูกเปลี่ยนงานไม่เป็นไปตามที่ตกลง มีบ้างที่ถูกบังคับค้าประเวณี หรืออีกรูปแบบก็มาในรูปนักท่องเที่ยวเป็นกรุ๊ปทัวร์แล้วหลบหนี โดยมีคนไทยผู้ถือวีซ่าถาวรชักชวนเข้ามา ส่วนใหญ่ที่มาเป็นคนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ จำนวนไม่น้อยที่เข้ามาสมรสกับคนญี่ปุ่น เป็นการหาช่องทางทำสิ่งที่ผิดให้ถูกกฎหมาย พออยู่ไปก็ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ไม่ได้เป็นภรรยาแต่ถูกกระทำเหมือนนางบำเรอหรือคนใช้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับว่าอยู่ภายใต้กรอบการค้ามนุษย์ เพราะเกรงว่าถ้าถูกจับ ตำรวจก็สอบสวนและต้องอยู่ต่อ ขณะที่นายหน้าก็อาจข่มขู่ว่าจะมีผลต่อญาติที่เมืองไทย ทำให้ตัวเลขคนที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์จึงไม่ปรากฏ เพราะทุกคนก็จะบอกว่ามาเสี่ยงโชค ทั้งที่บางคนเสียเป็นแสนๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆจะมาเอง คงต้องมีองค์กรผิดกฎหมายคอยจัดการ”

คณะของ พม.โดยกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัด พม.และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด

“วิธีหนึ่งคงต้องแก้ที่ต้นทาง ซึ่งก่อนหน้านี้สถานทูตได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหลายช่องทาง ให้รู้ถึงการมาเป็นแรงงานก็มีแนวทางทำอย่างถูกกฎหมาย ขณะเดียวกัน ก็ชี้ให้เห็นว่าแรงงานที่ผิดกฎหมายต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่เกิดผลดีทั้งสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ ยิ่งไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 3 ญี่ปุ่นเองก็มองว่าเป็นผู้รับแรงงาน ก็ต้องเอาจริงเอาจังและมีบทลงโทษนายจ้างที่รับแรงงานผิดกฎหมาย จึงไม่ง่ายที่จะหลบหนีทำงานที่นี่ จึงอยากให้ทุกฝ่ายและสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์ให้เห็นข้อเท็จจริง” อัครราชทูต สิงห์ทอง ฝากแง่คิดกับแรงงานไทยเพื่อสกัด กั้นการตัดสินใจผิดพลาด

สุภวัฒน์ หนูพริก

ขณะที่ นายสุภวัฒน์ หนูพริก ผอ.กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ พม. เสนอแนวคิดว่า “มาตรการที่อยากเสนอคือ ให้แรงงานไทยที่หลบหนีอยู่ในญี่ปุ่นออกมาแสดงตน โดยทางการไทยน่าจะหารือกับกระทรวงยุติธรรมประเทศญี่ปุ่น และผู้เกี่ยวข้อง เปิดเป็นเหมือนศูนย์ One Stop Service ให้แรงงานไทยที่หลบซ่อนออกมาแสดงตน และเป็นข้อตกลงว่าจะไม่ดำเนินคดีเอาผิด แต่เป็นการช่วยเหลือเยียวยา เพื่อดำเนินการให้เป็นแรงงานถูกกฎหมาย หรือส่งกลับประเทศ และอาจจะกลับไปใช้วีซ่าเช่นเดิม เพื่อให้เกิดการคัดกรองรอบคอบก่อน รวมทั้งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง ชี้ถึงการไปทำงานที่ญี่ปุ่นไม่เป็นตามที่คาดฝันเสมอไป”

คำแหง อ่อนเย็น

ด้าน นายคำแหง อ่อนเย็น พมจ.สุราษฎร์ธานี แลกเปลี่ยนมุมมองว่า “ประเทศไทยเองก็มีแรงงานลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย สิ่งสำคัญใน การแก้ปัญหาอยู่ที่นโยบายระดับรัฐมนตรีและข้าราชการ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานต้องชัดเจนและเอาจริงเอาจังทุกส่วน ประกาศให้แรงงานต่างด้าวทุกคนต้องขึ้นทะเบียน หากนายจ้างละเลยก็มีบทลงโทษขั้นเด็ดขาด ยิ่งเปิดประชาคมอาเซียน เชื่อว่าแรงงานอพยพจะมีมากขึ้น อาจจะส่งไปถึงปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่สามารถควบคุมได้ ที่น่าห่วงปัญหาเด็กถูกทอดทิ้ง จึงต้องทำให้แรงงานใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน เพื่อง่ายต่อการดูแลและติดตาม”

ทีมข่าวพัฒนาสังคม ฟันธงว่า “ความจน” เป็นปัจจัยหลักที่ผลักให้ผู้คนยอมออกไปเผชิญปัญหาเพื่อเสี่ยงโชคด้วยความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยมองข้ามเรื่องการทำผิดกฎหมาย

สกัดค้ามนุษย์ "คุ้มครองคนถูกค้า ขจัดฅนค้าฅน"

และนั่นทำให้เราเชื่อว่าเมื่อทุกปัญหาหากจะแก้ไขให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดต้องแก้กันที่ต้นทางด้วย ดังนั้น ภาครัฐและทุกภาคส่วนจึงต้องช่วยกันลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย สร้างระบบการทำงานในพื้นที่ด้วยค่าตอบแทนที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ต้องตอกย้ำด้วยการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้เห็นถึงผลเสียของการลักลอบทำงานยังต่างแดนหรือกระทำสิ่งผิดๆ

คงไม่มีประเทศใดยอมรับให้คนต่างชาติเข้าไปกระทำในสิ่งผิดกฎหมาย และนั่นย่อมหมายถึงผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะเสียมากกว่าได้ต่อคนไทยทั้งประเทศด้วย.

ทีมข่าวพัฒนาสังคม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้