ข่าว
100 year

ทดสอบ MINI F56 2014 ตอนที่ 1

อาคม รวมสุวรรณ1 ก.ย. 2557 13:55 น.
SHARE

MINI Thailand ภายใต้ร่มเงาของ BMW Group Thailand จัดทดสอบยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด The new MINI กับกิจกรรม “MINIDriving Experience: From the Original to the New Original” ซึ่งยังคงดีไซน์เอกลักษณ์ของมินิ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้าน ทั้งเทคโนโลยี การประหยัดพลังงาน กำลังขับเคลื่อน และที่สำคัญการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ขับขี่ โดยนำ The new MINI ทั้งสามรุ่น ได้แก่ MINI Cooper / MINI Cooper D / MINI Cooper S ให้สื่อมวลชนสายยานยนต์และไลฟ์สไตล์ทั้งในและต่างประเทศ ได้ทดลองสมรรถนะ ระหว่างวันที่ 19-28 สิงหาคม 2557


The new MINI ถือเป็นนวัตกรรมแห่งความสำเร็จอีกขั้นของการดีไซน์ที่เติมเต็มทุกอารมณ์ เพิ่มความสมดุลระหว่างสมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานเต็มเปี่ยมพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีการสื่อสารและฟังก์ชั่นอัจฉริยะต่างๆ มากมาย พื้นที่โดยสารกว้างขวางขึ้น ความปลอดภัยสูงสุด อุปกรณ์ต่างๆ และคุณภาพเหนือระดับของวัสดุที่เลือกสรรมาอย่างดี โดยคงความเป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ตที่มีการขับขี่ควบคุมอิงกับรถล้อเปิดในแบบโกคาร์ท เติมเต็มความสะดวกสบายขณะขับขี่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยช่วงล่างหรือระบบรองรับที่หนึบและแน่นขึ้น ลดอาการกระด้างในรุ่นที่ผ่านมาโดยวางส่วนผสมทั้งแบบสปอร์ตและความนิ่มนวลในแบบแฮตช์แบคประสิทธิภาพสูง ทำให้ MINI รุ่นใหม่ล่าสุดมีการขับขี่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ท่ามกลางงานประกอบทั้งภายในและภายนอกที่เน้นคุณภาพระดับพรีเมียม แถมยังคงความสนุกสนานยามขับขี่ ช่วยให้ผู้ขับสามารถแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่มากกว่าที่เคย


ดีไซน์ภายนอก
The new MINI มาพร้อมกับขนาดที่เพิ่มขึ้น โดยมีมิติความยาวโดยรวมเพิ่มขึ้น 98 มิลลิเมตร ความกว้างเพิ่มขึ้น 44 มิลลิเมตร และสูงขึ้น 7 มิลลิเมตร โดยมีความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้น 28 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อด้านหน้าเพิ่มขึ้น 42 มิลลิเมตร และด้านหลัง 34 มิลลิเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและลดอาการกระด้างของช่วงล่างได้ดียิ่งขึ้น ด้านพื้นที่ใช้สอยภายในและในด้านการขับขี่ที่ผู้ขับสามารถสัมผัสได้ถึงความหรูหราสะดวกสบาย อันเป็นผลจากมิติที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้าน ไฟหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ของ MINI Cooper S ด้วยไฟหน้าและไฟเลี้ยวแบบ LED พร้อมไฟเสริมเพิ่มช่วงส่องทางในมุมอับด้านหน้า เมื่อเลี้ยวหักมุมและไฟตัดหมอกแบบ LED สำหรับ MINI Cooper S นอกจากนั้น เทคโนโลยี LED ยังนำมาใช้กับไฟท้ายสำหรับ MINI ทั้งสามรุ่น


ดีไซน์ภายในสไตล์ MINI พร้อมหน้าจอแสดงผลและคอนเซปต์การทำงานแบบใหม่ ความกว้างที่เพิ่มขึ้นมอบพื้นที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในเบาะนั่งทั้งสี่ที่ ที่นั่งด้านหน้าปรับตำแหน่งได้ครอบคลุมทุกสรีระของผู้ขับ และเพิ่มพื้นที่เบาะโดยสารด้านหลังมากกว่าเดิมถึง 23 มิลลิเมตร ภายในที่ถูกขยับขยาย สร้างความรู้สึกโปร่งโล่งสบายให้ผู้โดยสารตอนหลัง ด้วยพื้นที่ช่วงไหล่และพื้นที่วางขาที่เพิ่มมากขึ้น เบาะหลังยังสามารถพับแยกได้แบบ 60:40 สำหรับช่องเก็บสัมภาระที่กระโปรงหลังเพิ่มความจุมากขึ้น 51 ลิตร รวมเป็น 211 ลิตร เพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระ หัวใจสำคัญของการออกแบบใหม่ล่าสุดก็คือหน้าจอแสดงผลและคอนเซปต์การทำงานรูปแบบใหม่ บนแผงหน้าปัดบริเวณแกนพวงมาลัย ด้วยหน้าปัดดีไซน์วงกลมสไตล์ MINI แสดงผลความเร็วอัตราเร่ง และปริมาณน้ำมัน


หน้าปัดวัดความเร็วแสดงผลในรูปแบบสี ซึ่งบอกสถานะของเครื่องยนต์ สำหรับหน้าจอแสดงผลส่วนกลางที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI ยังได้รับการออกแบบให้เจ้าของรถสามารถเลือกการแสดงผลในฟังก์ชั่นต่างๆได้ โดยที่ MINI Cooper S มาพร้อมหน้าจอสีขนาด 8.8 นิ้ว ส่วน MINI Cooper และ MINI Cooper D มีจอภาพแสดงผลที่มีขนาดย่อมลงมาเล็กน้อย MINI Cooper และ MINI Cooper D มาพร้อมหน้าจอสีขนาด 6.5 นิ้ว แสดงผลที่เกี่ยวกับฟังก์ชั่นกับสภาวะการปรับตั้งระบบต่างๆ ของรถ สาระความบันเทิง และการเชื่อมต่อ MINI Connected สำหรับ MINI ทั้งสามรุ่น ฟังก์ชั่นดังกล่าว มีระบบควบคุมให้เลือก 2 แบบคือ MINI Controller สำหรับ MINI Cooper และ MINI Cooper D และ MINI Touch Controller ที่ทำงานโดยใช้ระบบสัมผัสปลายนิ้วลงไปบนแป้นควบคุม เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถป้อนข้อมูลได้จากการเขียนด้วยนิ้วมือลงบนปุ่ม Controller ได้โดยตรง


สำหรับ MINI Cooper S เพิ่มลูกเล่นให้การขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันอันรีบเร่งของคนเมืองยุคใหม่ ในทุกเส้นทางของการขับขี่ได้อย่างเพลิดเพลิน ด้วยเทคโนโลยีหลอด LED แบบใหม่ล่าสุด ที่สามารถเปลี่ยนสีไฟรอบวงแหวนหน้าปัด แสดงผลกลางตามสถานะ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนถนนหรือการทำงานของฟังก์ชั่นต่างๆ ตามความพึงพอใจของผู้ขับ เช่น ขณะระบบควบคุมระยะการจอด (PDC) ทำงาน วงแหวนไฟเรืองแสงแบบ LED ที่เป็นลูกเล่นใหม่ของ New MINI จะแสดงระยะห่างระหว่างรถกับสิ่งกีดขวางด้านหลังรถ ด้วยการแสดงผลในสีต่างๆ ตามระยะความใกล้กับสิ่งกีดขวางหลังรถ ได้แก่ สีเขียว เหลืองหรือแดง นอกเหนือจากการแสดงผลกราฟฟิกบนหน้าจอ รวมถึงการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ที่สามารถเห็นได้จากสีต่างๆ ได้แก่ สีเขียว สีส้ม หรือสีแดง นอกจากนี้ หน้าจอแบบใหม่ล่าสุดของ New MINI ยังแสดงไฟสถานะสำหรับแนะนำเส้นทางของระบบแผนที่นำทาง MINI Navigation ใน MINI Cooper S F56 ซึ่งเมื่อรถเข้าใกล้จุดหมายปลายทางมากขึ้น แถบไฟบนวงแหวนก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย โดยเทคโนโลยีแผนที่นำทาง MINI Navigation พร้อมให้ใช้งานแล้วเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในรุ่นสูงสุดบน MINI Cooper S F56


เครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติเวอร์ชั่นล่าสุดทั้ง 3 รุ่น
The new MINI ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 3 รุ่น โดยขุมกำลังของ MINI รุ่นใหม่นี้ประกอบด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo เพิ่มความสามารถในด้านของกำลัง อัตราเร่ง การปลดปล่อยมลภาวะที่ลดลง รถรุ่นใหม่จาก BMW Group ยังถูกออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานแบบเต็มที่ ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่จาก BMW โดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ในด้านต่างๆ มอบกำลังสูงสุดในรูปของแรงบิดที่มีความต่อเนื่อง แต่สามารถลดช่วงของรอบการหมุนของเครื่องยนต์ลงด้วยระบบส่งกำลังแบบล่าสุด รวมถึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการสิ้นเปลืองพลังงานลงกว่าร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับ MINI รุ่นก่อนหน้า


เครื่องยนต์
MINI Cooper เครื่องยนต์รุ่นใหม่แบบ 3 กระบอกสูบ เบนซินเทอร์โบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ปริมาตรความจุ 1,499 ซีซี กำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ 136 แรงม้า ที่ 4,500 - 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด (Overboost) 220 (230) นิวตันเมตร ที่ย่าน 1,250 - 4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม.ต่อ ชม. 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 20.8 กิโลเมตร/ลิตร ระดับการปล่อย CO2 เท่ากับ 112 กรัม - 1 กิโลเมตร

MINI Cooper D เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรุ่นใหม่แบบ 4 กระบอกสูบ ดีเซลเทอร์โบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ปริมาตรความจุ 1,496 ซีซี กำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ 116 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด (Overboost) 270-280 นิวตันเมตร ที่ย่าน 1,250-1,750 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม.ต่อ ชม. 9.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 204 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 26.3 กิโลเมตร/ลิตร ระดับการปล่อย CO2 เท่ากับ 98 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร


MINI Cooper S เครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันรุ่นใหม่ เครื่องยนต์แบบ 4 กระบอกสูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ปริมาตรความจุ 1,998 ซีซี กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ 192 แรงม้า ที่ 4,700 - 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด (Overboost) 280-300 นิวตันเมตร ที่ย่าน 1,250 - 4,750 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม.ต่อ ชม. 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 233 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 18.5 กิโลเมตร/ลิตร ระดับการปล่อย CO2 เท่ากับ 122 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

ราคา (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
MINI Cooper เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เบนซิน 3 กระบอกสูบ เทอร์โบ 2,190,000 บาท
MINI Cooper D เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 2,440,000 บาท
MINI Cooper S เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ 2,840,000 บาท


เครื่องยนต์เบนซินใหม่ทุกรุ่น มาพร้อมกับสัญชาตญาณการตอบสนองที่ปรับให้มีความฉับไวมากยิ่งขึ้น แรงบิดที่เป็นเอกลักษณ์และกำลังขับเคลื่อนในรูปของแรงม้าที่เพิ่มขึ้น จากการพัฒนาและนำเอาเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo มาใช้งาน โดยเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดขนาด 3 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 1.5 ลิตรของ MINI Cooper สามารถสร้างแรงบิดสูงสุดได้ที่ตัวเลข 220 นิวตัน-เมตร ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำเพียงแค่ 1,250 รอบต่อนาที รุ่นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงแบบ 3 กระบอกสูบ ยังถูกปรุงแต่งเพื่อเติมขีดจำกัดในรูปของแรงบิดสูงถึง 230 นิวตัน-เมตร เมื่อเปิดใช้ฟังก์ชั่นโอเวอร์บูสต์ สำหรับ MINI Cooper S นั้น มาพร้อมพลังขับเคลื่อนมากถึง 141 กิโลวัตต์ หรือ 192 แรงม้า สำหรับเครื่องยนต์แบบ 4 กระบอกสูบ แถวเรียง อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันแบบ twin scroll turbocharger สามารถสร้างแรงบิดสูงกว่า 280 นิวตัน-เมตร ที่รอบของเครื่องยนต์เท่ากัน (เพิ่มแรงบิดสูงสุดเป็น 300 นิวตัน-เมตรด้วยโอเวอร์บูสต์)


ระบบส่งกำลัง
ระบบเกียร์อัตโนมัติที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ เติมเต็มประสบการณ์การขับขี่สไตล์โกคาร์ทอย่างเต็มที่เต็มทาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิภาพของเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อน เกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ล่าสุด เชื่อมโยงการทำงานกับระบบ Auto Start/Stop การทำงานในเครื่องยนต์ของ New MINI แบบอัตโนมัติเป็นครั้งแรก ช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในสภาพการจราจรที่แออัด รวมถึงความใส่ใจในสภาพอากาศที่เข้ามาช่วยในเรื่องการลดค่ามลพิษ สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลตัวใหม่ มาพร้อมกับพละกำลังในรูปของแรงบิดรอบต่ำอันทรงประสิทธิภาพ ตอกย้ำความโดดเด่นของเทคโนโลยีที่ผสานกันทั้งสองแบรนด์ (BMW+MINI) ในด้านสมรรถภาพและประสิทธิภาพที่ผสานกันอย่างลงตัว ท่ามกลางดีไซน์แบบใหม่ของ MINI ที่ปรับปรุงความสามารถของหลักการเทอร์โมไดนามิกส์ หรือการเปลี่ยนความร้อนเป็นพลังงาน พร้อมกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบยิงตรง หรือที่เรียกกันว่า ระบบหัวฉีดแบบ คอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น ซึ่งสร้างความดันสูงสุดในชุดหัวฉีดไฟฟ้ามากถึง 2,000 บาร์ มอบศักยภาพการจ่ายเชื้อเพลิงที่มีความแม่นยำสูง และมีประสิทธิภาพในการจุดระเบิดเพื่อคายพลังงานออกมาในรูปของแรงบิด แถมยังมีความประหยัดเชื้อเพลิงอีกด้วย

การตอบสนองของระบบบังคับเลี้ยว พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า
เจเนอเรชั่นใหม่ของ EPS หรือพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าแบบแปรผันไปตามโหมดขับเคลื่อนหรือความเร็วของตัวรถ มอบการปรับน้ำหนักพวงมาลัยให้มีความเหมาะสมกับสภาพการใช้งาน ทั้งในย่านความเร็วสูงหรือต่ำ ช่วยให้ควบคุมพวงมาลัยได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น


เทคโนโลยีระบบเบรก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างสรรค์ความปลอดภัยขณะขับขี่ เกิดจากการพัฒนาการของตัวรถ การกระจายน้ำหนักหรือการถ่ายเทมวลระหว่างการเบรก น้ำหนักของระบบเบรกบนแป้นเบรก ได้รับการออกแบบให้มีความเฉพาะตัว แยกย่อยในแต่ละโมเดลเพื่อสร้างความรู้สึกที่มีความชัดแจ้งขณะใช้เบรก ระบบเบรกแบบใหม่ ให้ความประทับใจในความทนทาน แม่นยำด้วยมวลเฉื่อยนอกสปริงที่มีค่าต่ำ ส่งผลให้ผู้ขับมีความปลอดภัยและความสะดวกสบายขณะขับขี่ ความแม่นยำของการควบคุมแรงเบรกและอายุการใช้งานของจานเบรกและผ้าเบรกแบบใหม่ที่ยาวนานขึ้น

MINI Connected
MINI Connected มาพร้อมกับฟังก์ชั่น MINI Visual Boost Radio ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนภายในรถทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ฟังก์ชั่นที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การสื่อสารผ่าน Facebook และ Twitter ผ่านหน้าจอแสดงผล และฟังก์ชั่น เพื่อเพิ่มความบันเทิงระหว่างขับขี่ เช่น Dynamic Music ที่ปรับเปลี่ยนโทนช้า/เร็วตามอัตราความเร็วของรถได้ ผ่านทางแอพพลิเคชั่น MINI Connected บนสมาร์ทโฟนที่ใช้เชื่อมต่อโดยมีจำนวนฟังก์ชั่นใหม่ที่รองรับการใช้งานผ่าน MINI Connected นี้ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ สำหรับมินิคูเปอร์ เอส ระบบ MINI Connected ยังเชื่อมต่อการแสดงผลจากกล้อง GoPro มาไว้บนหน้าจอแสดงผลในรถได้เป็นครั้งแรก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานการเปิด/ปิดการบันทึกภาพได้จาก MINI Touch Controller ในรถได้โดยตรง

ระบบปรับระดับความแข็ง-อ่อนของโช้กอัพอัตโนมัติใน MINI Cppoer S

นอกจากนี้ MINI Cooper S ยังเปิดตัวพร้อมฟังก์ชั่นไดนามิคแดมเปอร์คอนโทรล มันคือระบบปรับความนุ่มนวลของโช้กอัพอัตโนมัติ นับเป็นครั้งแรกในการใช้งานระบบควบคุมความแข็ง-อ่อน ของช่วงล่างด้วยไฟฟ้าในชุดวาล์วแดมเปอร์ ส่งถ่ายการตอบสนองต่อพื้นผิวที่ไม่ราบเรียบของท้องถนนที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI และมีความหลากหลาย โดยเลือกปรับความนุ่มนวลขณะขับได้สองสไตล์ผ่านการกดเปลี่ยนสัมผัสของช่วงล่างบนสวิตช์ ระดับความนุ่มนวลของโช้กอัพสามารถปรับแต่งได้โดยเลือกการตั้งค่าที่เหมาะสมตามความชอบและสไตล์การขับขี่ของเจ้าของมินิ โดยสามารถเลือกได้ทั้งการขับขี่แนวรถแข่งแบบสปอร์ตหรือเลือกการขับขี่ที่นุ่มนวลจากความสมดุลของแชสซีอีกด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้เองที่ช่วยให้การขับขี่บนสภาพถนนที่ไม่ราบเรียบมีความนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกันกับการขับขี่สไตล์รถแข่งแนวสปอร์ตบนท้องถนนที่ราบเรียบ

โปรแกรม Original MINI Accessories ครั้งแรก
The new MINI ไม่เพียงเพิ่มศักยภาพด้านการขับขี่ ดีไซน์ที่สวยงามและความสะดวกสบายให้มากขึ้น แต่ยังมอบตัวเลือกให้สามารถตกแต่งยนตรกรรมรุ่นใหม่ให้โดดเด่นไม่เหมือนใครตามสไตล์ของผู้ขับขี่อีกด้วยไลน์อุปกรณ์ตกแต่งใหม่ล่าสุดที่มีให้เลือกสรรในโปรแกรม Original MINI Accessories ผสมผสานการออกแบบเข้ากับฟังก์ชั่น การทำงานอย่างกลมกลืน ทำให้เจ้าของ The new MINI ทุกคันเลือกตกแต่งรถมินิได้ตรงตามสไตล์ของตนเอง ด้วยการออกแบบภายนอกที่มอบความโดดเด่นสะดุดตา,รายละเอียดการตกแต่งเฉียบคมสำหรับภายในและล้ออัลลอยแบบพิเศษ ซึ่งขับเน้นคาแรกเตอร์ที่แตกต่างไม่ซ้ำใครให้กับ The new MINI และตอบรับสไตล์ของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง


แม้จะเปิดตัวในฐานะเจเนอเรชั่นที่สามของรถยนต์มินิ แต่ The new MINI คือโมเดลใหม่ที่ต่างจากรุ่นก่อนหน้าทำให้อุปกรณ์ตกแต่งของ Original MINI Accessories ได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมดเช่นเดียวกัน โดยยังคงความคลาสสิกที่บรรดาแฟนมินิชื่นชอบ ได้แก่ ลาย กราฟฟิกของหลังคา, กระจกมองข้างและการเพิ่มไฟหน้า เพิ่มนวัตกรรมการตกแต่งแบบใหม่ หรือ MINI Design Lines คอนเซปต์การตกแต่งภายในและภายนอกรถยนต์มากถึง 4 สไตล์ ได้แก่

วิวิด กรีน (Vivid Green)
สปีดเวลล์ บลู (Speedwell Blue)
จอห์น คูเปอร์ เวิร์ก โปร (John Cooper Works Pro)
เอสเซนเชียล แบล็ก (Essential Black)

วิวิด กรีน ชุดตกแต่งสีเขียวสดตัดกับพื้นหลังสีดำ

สปีดเวลล์ บลู: ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความรู้สึกแบบสปอร์ตผสานกับสไตล์แบบดั้งเดิมซึ่งออกแบบโดยนำสีสันทั้งสามของธงสหภาพยูเนียนแจ็ก ได้แก่ สีแดง สีขาวและสีน้ำเงินมาผสมกับสีน้ำตาลโทนอุ่น

จอห์น คูเปอร์ เวิร์ก โปร: สะท้อนจิตวิญญาณนักแข่งรถผ่านชุดแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธงลายหมากรุกในโทนสีสะดุดตาด้วยสีดำแดง และเทา

เอสเซนเชียล แบล็ก: ชุดแต่งลายหมากรุกแบบแนวทแยง ลายกราฟฟิกของหลังคา มีให้เลือกมากกว่าที่เคย ลวดลายมากถึง 9 แบบสำหรับการตกแต่งแบบมาตรฐาน โดยสามารถเพิ่มความโดดเด่นด้วยการแต่งลวดลายของคอนเซปต์ใหม่ทั้ง 4 หรือ วิวิด กรีน (Vivid Green), สปีดเวลล์ บลู (Speedwell Blue), จอห์นคูเปอร์ เวิร์ก โปร (John Cooper Works Pro) และเอสเซนเชียล แบล็ก (Essential Black) รวมถึงลวดลายคลาสสิกต่างๆ ได้แก่ ธงลายหมากรุก, ธงยูเนียนแจ็กสีดำ, แบล็กแจ็ก, โกลด์แจ็ก, ธงลายหมากรุกสีเทา และธงลายหมากรุกสีขาว ชุดแต่งที่มีมาให้เลือกในโปรแกรม Original MINI Accessories รวมถึงล้ออัลลอยที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ โดยสามารถเลือกล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ขอบอะลูมิเนียมแบบ cross-spoke ได้เป็นครั้งแรก หรือตกแต่งด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วแบบ multi-spoke ซึ่งมีสองสีคือ เมทัลลิค Bright Silver และสีดำ Liquid Black เพื่อเพิ่มความพิเศษให้มากยิ่งขึ้น ยังสามารถเปลี่ยนสีฝาครอบล้อ หรือ hub caps ของล้ออัลลอยรถมินิเป็นสีต่างๆ ทั้งสีแดง Chillired สีส้ม Bright Orange สีเขียว Apple Green และสีเหลือง Bright Yellow

โปรแกรมบำรุงรักษา MINI Services Inclusive
The new MINI ทุกรุ่นมอบความสบายใจให้แก่ลูกค้านานกว่าที่เคยด้วยโปรแกรมบำรุงรักษา MINI Service Inclusive หรือ MSI ที่เพิ่มระยะเวลาคุ้มครองการบำรุงรักษารวมเป็น 5 ปี หรือ 50,000 กม. โดยโปรแกรม MSI จะคงอยู่กับรถมินิเพื่อให้ลูกค้าที่รับการส่งต่อรถมินิสามารถที่จะสบายใจได้กับระยะเวลาคุ้มครองการบำรุงรักษาที่เหลืออยู่และช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่รถมินิเมื่อเปลี่ยนเจ้าของอีกด้วย The new MINI ทุกรุ่นพร้อมเปิดให้จองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของมินิ ประเทศไทย ที่มิลเลนเนียม ออโต้ เอกมัย, มิลเลนเนียม ออโต้ พระราม 4 และเยอรมัน ออโต้ บางนา ในกรุงเทพฯ และสกายออโต้เฮ้าส์ จังหวัดขอนแก่น


แสงแดดในช่วงบ่ายฉาบตัวถังของ MINI รุ่นล่าสุด ส่องประกายแจ่มจรัสดูแล้วแสบตา พาหนะทดสอบในวันนี้คือ MINI รุ่นใหม่ประจำปี 2014 รหัส F56 สามรุ่นสามสไตล์ ผมเริ่มต้นออกสตาร์ตจากหน้าโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท 24 ด้วยรถ MINI Cooper สีแดง เครื่องยนต์ 3 กระบอกสูบ 1.5 ลิตร 1499 ซีซี 12 วาล์ว 136 แรงม้า มันคือเครื่องยนต์ไซส์เล็กที่เกิดขึ้นจากแนวคิด Down Side Up Power ของ BMW Group เป็นเครื่อง 3 สูบที่มีพื้นฐานเดียวกันกับเครื่อง 3 สูบเทอร์โบของสปอร์ตคาร์ไฮบริดในรุ่น i8 นี่คือการเน้นประสิทธิภาพของแรงม้าและแรงบิดให้เหนือกว่า MINI Cooper รุ่นที่แล้วด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็กลง และระบบส่งกำลังแบบใหม่ สภาพการณ์ในห้องโดยสารยังคงมีกลิ่นอายของ MINI ในแบบที่ดีขึ้น คอนโซลโฟมขึ้นรูปหุ้มด้วยไวนิล พลาสติกและโลหะที่ประดับประดาดูมีระดับขึ้นมาอีกนิด ท่านั่งควบคุมยังคงใช้การปรับด้วยมือแทนที่จะใช้เบาะนั่งปรับด้วยไฟฟ้า


สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน คือ มาตรวัดรอบและความเร็วที่ถูกย้ายจากกึ่งกลางคอนโซลมาอยู่ที่ตำแหน่งตรงหน้าคนขับ กระปุกมาตรวัดความเร็วทรงกลมมีมาตรวัดรอบแบบครึ่งวงกลมแปะติดมาที่ด้านซ้าย ส่วนขอบด้านขวาของมาตรวัดรอบมีขีดสีแดงแจ้งระดับของเชื้อเพลิงภายในถัง มาตรวัดที่มีรูปทรงคล้ายกับของออโตมิตเตอร์ทำให้การใช้งานในการอ่านค่าความเร็วของตัวรถตลอดจนค่าความเร็วรอบเครื่องยนต์มีความชัดเจนมากขึ้น เบาะหุ้มด้วยผ้าสีดำมีทรงของตัวเบาะในแบบสปอร์ตเพื่อสร้างความกระชับเวลานั่ง พวงมาลัยแบบสามก้านหุ้มด้วยหนังแท้ให้ความรู้สึกมั่นคงเวลาจับ คอนโซลกลางที่เคยเป็นมาตรวัดรอบขนาดเขื่องโดนปรับให้กลายเป็นจอภาพของระบบมัลติมีเดียที่รองรับการใช้งานอันหลากหลาย ครอบคลุมอุปกรณ์ไฮเทคที่คนรุ่นใหม่ชอบพกพาติดตัว มันคือระบบเชื่อมต่อ MINI Connected ที่สามารถจูนให้เข้ากับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ทั้งแอปเปิลและแอนดรอยด์ สร้างความสะดวกในการใช้งานบนชีวิตประจำวันของกลุ่มคนที่ชื่นชอบโซเชียลและเพิ่มลูกเล่นด้วยไฟ LED เรืองแสงที่เปลี่ยนสีสันตลอดเวลาราวกับบาร์เหล้าในแถบทองหล่อ


กำลังที่อ่อนด้อยใน MINI Cooper รุ่นที่แล้วถูกขจัดปัดเป่าออกไปจนไม่เหลือคราบของเครื่องยนต์รุ่นโบราณ เครื่องตัวใหม่แบบ 3 สูบอัดอากาศด้วยเทอร์โบผ่านเทคโนโลยี TwinPower Turbo ของ BMW Group สร้างความบันเทิงยามกดคันเร่งให้คุณรู้สึกแปลกใจได้ดีพอๆกับการขับของมันที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา กันสะเทือนที่เคยแข็งเป็นกระดานถูกจูนให้นิ่มนวลขึ้นเพื่อความสบายหลังพวงมาลัยโดยยังคงอารมณ์ของการตอบสนองในแบบโกคาร์ทเอาไว้เหมือนเดิม เมื่อขับมันเร็วขึ้น พวงมาลัยไฟฟ้าอันหนักแน่นมั่นคงของ Cooper เหมือนถ่ายแบบออกมาจาก Cooper S ทั้งน้ำหนักและระยะของการหมุนที่เปลี่ยนไปจนรู้สึกได้ทันทีก็คือย่านของกำลังที่มีมาให้อย่างพอเพียง กดคันเร่งลงไป เครื่อง 3 กระบอกสูบ 1.5 ลิตร 136 แรงม้า ทำงานอย่างร่าเริงไปตลอดทางตั้งแต่ออกจากหน้าโรงแรมไปจนถึงปั๊ม Shell ในแถบเขาย้อย คุณจะพบว่าแนวคิดทางเทคโนโลยีอันหลากหลายของ BMW ที่ถูกนำมาใส่ในรถเล็กเจ้าแห่งตำนานคันนี้ดีพอที่จะทำให้รู้สึกชอบ มันจะดับเครื่องยนต์ทุกครั้งด้วยระบบ Auto Start/Stop ที่เชื่อมโยงการทำงานกับระบบปรับอากาศเพื่อลดค่ามลพิษ และช่วยประหยัดเชื้อเพลิงภายในถัง หากรำคาญที่ติดๆ ดับๆ ทุกครั้งที่จอดรอสัญญาณไฟจราจรก็สามารถกดสวิตช์เพื่อยกเลิกระบบ Auto Start/Stop ได้ทันที นี่คือสิ่งที่ประจำการอยู่ใน BMW และถูกนำมาใช้งานใน MINI เวอร์ชั่นล่าสุด เป็นเทคโนโลยีใหม่ของรถยนต์ในร่มเงาของ BMW Group ซึ่งเข้ามาแทนของเก่าที่เริ่มตกยุค


ทางหลวงชนบทในเขตหนองหญ้าปล้องโล่งโจ้งล่อนจ้อนพอที่จะกระหน่ำคันเร่งเพื่อดูความสามารถและการทำงานของเครื่องยนต์กับเกียร์ชุดใหม่ ระบบส่งกำลังแบบกึ่งอัตโนมัติ StepTronic 6 สปีดปรุงแต่งอัตราทดให้เข้ากับการทำงานของเครื่องยนต์ขนาดเล็กได้อย่างเหลือเชื่อ ขับเรื่อยๆ มาเรียงๆ เกียร์ 6 สปีดจะไหลขึ้น-ลงด้วยความเรียบและเนียนจนไม่รู้สึกถึงรอยต่อของเกียร์ ต่อเมื่อลงแรงฝ่าเท้ากันหนักมากขึ้นด้วยการขับแบบลากรอบ เกียร์ใหม่ของ MINI Cooper จะสร้างอารมณ์แบบสปอร์ตทันทีที่ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าเปิดออกจนสุด แม้จะไม่มีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย แต่การดันคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง S ทำให้เกิดความเร้าใจบนทางโล่งๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น แรงบิด 220 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ ฉุดลากตัวถังหนัก 1.1 ตัน ให้ปลิวไปตามเส้นทางได้อย่างสบาย สำหรับตัวเลขอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ใน 7.8 วินาทีของ MINI Cooper รุ่นใหม่นั้น ดีกว่า Cooper รุ่นที่แล้ว ซึ่งอัดจาก 0-100 ได้แค่ 10.4 วินาที รวมถึงความเร็วสูงสุดของเจ้าจิ๋วตัวใหม่ก็ยังเหนือกว่าอย่างชัดเจนที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของเครื่อง 3 สูบทำได้ที่ 19.1 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการขับแบบปกติ สำหรับการขับที่ใช้ความเร็วอย่างต่อเนื่องแบบโล่งเป็นกด อัตราสิ้นเปลืองของ MINI Cooper 2014 โดยประมาณจะอยู่ที่ 16-18 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่ามีความประหยัดอยู่ในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว


การเก็บเสียงในห้องโดยสารของ Cooper 2014 ทำได้ดีขึ้น จากการปรับวัสดุในบางจุดบางตำแหน่งรวมถึงวัสดุซับเสียงที่ห่อหุ้มอยู่รอบๆห้องโดยสารแบบใหม่ ส่วนเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ที่หลายๆ คนชอบฟังยังถูกปรับให้ออกมาคล้ายกับเสียงการทำงานของเครื่อง 1.6 ลิตร 4 สูบทั้งๆ ที่เจ้าจิ๋วรุ่นใหม่คันนี้มีสูบเพียงแค่ 3 สูบเท่านั้น twin scroll turbocharger บนเทคโนโลยี TwinPower Turbo ของ BMW สำแดงประสิทธิภาพอันชัดเจนในด้านของกำลังแรงม้าและแรงบิดที่ถ่ายเทลงไปบนล้อขับเคลื่อนคู่หน้า เอาเข้าจริงๆ ผมกลับชอบมันมากกว่า Cooper S ซะอีก ย่านของแรงบิด แม้จะไม่มากจนดึงให้ออกตัวในแบบล้อฟรี แต่ก็ไหลขึ้นอย่างต่อเนื่องหากคุณไม่ยอมถอนเท้าออกจากคันเร่ง ที่ความเร็ว 160-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันก็ยังถ่ายอาการอันมั่นคงของช่วงล่างออกมาให้สัมผัสจนติดอกติดใจ ถึงแม้เจ้า Cooper จะมีล้อขนาดเล็กขอบ 16 นิ้วกับยางบ้านๆ ไซส์ 195/55R16 จากค่าย Hankook รุ่น Ventus v12 evo แต่ความสดของยางกับอุณหภูมิบนผิวพื้นยางมะตอยในช่วงบ่ายที่ร้อนตับหลุดแถบหนองหญ้าปล้อง ทำให้ยางส่งถ่ายความหนึบเข้ากับระดับของแรงบิดและน้ำหนักรถได้เป็นอย่างดี.

http://www.youtube.com/watch?v=gnqCE0YXdPc

http://www.youtube.com/watch?v=wXe-4kbrAXA

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ARCOM ROUMSUWANTEST DRIVE NEW MINI F56 Part 1เพชรบุรีทดสอบนิวมินิเอฟ 56อาคม รวมสุวรรณ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้