Thairath Logo
กีฬา

นิทานบนก้อนเมฆ : ยังไงก็ได้กำไร…

Share :

เมื่อต้นเดือนนี้ ระดับชั้น ป.2 ที่ลูกชายผมเรียนอยู่ มีกิจกรรมเรียนรู้น่าสนุกในวิชาการงานอาชีพ เรื่องการประกอบอาชีพของบุคคลในชุมชน โดยให้นักเรียนได้ฝึกเป็นผู้ซื้อและขายเอง เพื่อได้รับประสบการณ์ตรง โดยทางอาจารย์มีโจทย์ให้นักเรียนจัดหาสินค้ามาขายเองในราคาต่อชิ้นไม่เกิน 20 บาท จะเป็นของใหม่หรือของเก่าแต่สภาพดีก็ได้ ติดป้ายราคาที่ตัวสินค้าให้เรียบร้อยทุกชิ้น นำสินค้าใส่ตะกร้าหรือนำผ้ามาปูเพื่อจัดวางสินค้า เตรียมเหรียญไว้เผื่อต้องทอนเงิน พร้อมกระเป๋าไว้ใส่เงิน

ผมชอบกิจกรรมนี้ตั้งแต่เห็นโจทย์แล้ว สินค้าอะไรก็ได้ที่ขายไม่เกิน 20 บาท…มันกว้างมาก ทำให้เด็กได้คิดเองว่าอยากจะขายอะไร ส่วนใหญ่เด็กจะยึดสิ่งที่ตัวเองชอบไว้ก่อน ถ้าเป็นเด็กผู้ชายก็จะไม่พ้นของเล่น ส่วนเด็กผู้หญิงก็จะเป็นของกุ๊กกิ๊กสติกเกอร์ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ คุณพ่อคุณแม่ก็จะไปซื้อของที่สำเพ็งมาเลย หรือบางบ้านก็ลดต้นทุนและของสะสมในบ้าน โดยนำของที่มีอยู่แล้ว แต่สภาพดีมาขายก็ไม่ผิดกติกา

เจ้าลูกชายผมคิดวางแผนกับแม่เขา เขาอยากขายของ 3 อย่าง 3 แบบที่ไม่ซ้ำกัน อย่างแรกคือ ของที่ตัวเองมีอยู่แล้วคือ ลูกแก้ว ขายลูกละ 5 บาท อย่างที่สองคือ สิ่งที่ไปซื้อมาแล้วขายไป โดยให้แม่ไปซื้อสติกเกอร์ที่ตลาดนัดมาแผ่นละ 10 บาท แล้วเขาจะขาย 15 บาท อย่างสุดท้ายคือ สิ่งที่เขาอยากทำเอง นั่นคือ เข็มกลัด เผอิญเขาเคยเห็นพ่อและแม่ ทำเข็มกลัดเวลามีโปรโมชั่นสนุกๆ ในสำนักพิมพ์ เขาเลยขอทำเองบ้าง โดยเลือกรูปที่ชอบ แล้วนำมาตัดเป็นวงกลม ใส่เครื่องอัด กดผนึกเอง แล้วก็ได้เข็มกลัดออกมา พอทำเสร็จผมเห็นว่าหน้าตาดูดี ขาย 20 บาทได้สบายๆ (เพราะตามร้านค้าเขาขายอันละ 40 บาทก็มี) แต่ลูกชายยืนยันว่าเขาจะขายอันละ 15 บาท เพราะอยากให้เพื่อนๆ ได้ซื้อเข็มกลัดของเขา…ก็โอเค เรายอมรับการตั้งราคาและเหตุผลของลูกชาย

วันขายของ นอกจากเด็กๆ จะตื่นเต้นกับบทบาทพ่อค้าแม่ค้าตัวน้อยแล้ว คุณพ่อคุณแม่เองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย กลัวว่าลูกจะขายของไม่ได้ เรียกลูกค้าไม่เป็น ทอนเงินผิด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม พอถึงวันขายจริง เด็กๆ ก็ช่วยกันซื้อของเพื่อนกันไปมา มีรุ่นพี่มาเดินจับจ่ายซื้อของตอนพักกลางวัน แถมมีผู้ปกครองใจดีมาเหมายกแผงอีกต่างหาก สรุปสุดท้าย อาจารย์ก็ได้รายงานกับผู้ปกครองว่า บางคนขายของจนเกลี้ยงแผง แต่เงินก็ไม่เหลือสักบาท เพราะนำเงินที่ได้ไปซื้อของเพื่อนต่อจนหมด บางคนจดบันทึกว่าขายของไปแล้ว ทอนเงินผิด เงินหายไป 20 บาท ตรงนี้อาจารย์ก็ไม่ได้ตำหนิอะไร เนื่องจากอาจารย์ไม่ได้ดูที่ตัวเงินที่เด็กๆ ทำกำไรได้ แต่อยากให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ตรงมากกว่าสิ่งอื่นใด เพราะถือว่าสิ่งที่นักเรียนได้จากการลองค้าขายคือ กำไรประสบการณ์อันล้ำค่า

ผมนึกถึงเรื่อง “หมีกู๊บกับชุดสะสมแมลง” เป็นตอนหนึ่งในหนังสือ “7 อุปนิสัยของเด็กดีมีความสุข” ของสำนักพิมพ์ Nanmeebooks ตอนนี้เป็นอุปนิสัยที่ 2 ที่ฝึกให้เด็กรู้จักวางแผนด้วยตัวเอง เริ่มจากหมีกู๊บ เดินผ่านร้านขายของเล่นแล้วเห็นชุดสะสมแมลงลดราคา หมีกู๊บเลยคิดวางแผนหาเงิน โดยเริ่มเขียนสิ่งที่อยากได้ลงในกระดาษ

หมีกู๊บมีเพื่อนชื่อ กระต่ายจัมเปอร์ แวะมาเยี่ยมที่บ้านพอดี ทั้งสองคิดวิธีหาเงินด้วยตัวเอง หมีกู๊บเห็นว่าช่วงนี้อากาศร้อน ถ้าขายน้ำมะนาวน่าจะขายได้ดี แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิด หมีกู๊บและกระต่ายจัมเปอร์ขายน้ำมะนาวจนหมด ได้เงินมา 600 บาท ทั้งสองแบ่งคนละครึ่ง กระต่ายจัมเปอร์ได้เงินแล้วก็ไปซื้อขนมสารพัดชนิดและของเล่นที่เล่นแป๊บเดียวก็พังแล้วก็ทำหาย ใช้เงินหมดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหมีกู๊บนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งใส่โหลเพื่อออมเงิน อีกส่วนก็นำไปซื้อชุดสะสมแมลงที่ตั้งใจไว้ ซื้อของขวัญให้เพื่อน แวะซื้อพิซซ่าหน้าน้ำผึ้ง สุดท้ายยังมีเงินเหลือไปดูหนัง ซึ่งทุกสิ่งเป็นรายการที่เขาได้เขียนไว้ในกระดาษก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น

ผมว่านิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างได้ดีสำหรับเด็กๆ ที่เริ่มต้นจะทำกิจการอะไรเล็กๆ หรือคิดตั้งเป้าอะไรสักอย่าง คุณพ่อคุณแม่เองก็ช่วยฝึกให้ลูกรู้จักการวางแผนเองได้ เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว เช่น ให้ลูกเตรียมวางชุดแต่งตัวสำหรับพรุ่งนี้ ก่อนที่จะเข้านอน หรือหยิบกระดาษดินสอมาเขียนเป้าหมายที่ลูกอยากจะทำหรืออยากจะปรับปรุงสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีขึ้น โดยลงมือเขียนก่อน แล้วลงมือทำให้ได้ตามที่ตั้งใจ เพียงเท่านี้เขาก็จะได้บทเรียนใหม่ๆ นำมาเป็นประสบการณ์ได้แล้วครับ


น้าเมฆ

http://www.facebook.com/cloudbookfanpage 

อ่านเพิ่มเติม...
นิทานก้อนเมฆน้าเมฆยังไงก็ได้กำไรค้าขายกำไรประสบการณ์