วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เมื่อลูกคุณบอกว่า 'อยากเป็นเหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์'

เมื่อลูกคุณบอกว่า 'อยากเป็นเหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์'

  • Share:

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ผมได้อ่านข้อมูลของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่า คุณปู่มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ สามารถโค่นมหาเศรษฐีธุรกิจสื่อสารในเม็กซิโก นาย คาลอส สลิม เฮลู ตกไปอยู่อันดับ 3 ของโลก เพียงเพราะ คุณปู่วัยกว่า 82 ปี สามารถบริหารให้บริษัท เบิร์กไชร์ ฮัททะเวย์ มีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แน่นอนว่า หุ้นที่คุณปู่ถืออยู่ในบริษัทแห่งนี้ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารย่อมมีราคาสวยงาม หนุนส่งความมั่งคั่งของแกขึ้นไปเป็นมหาเศรษฐีโลกอันดับ 2

คนจะทำได้อย่างนี้จนถึงวันเลยเกษียณมาถึง 20 ปี ย่อมต้องมีวิธีคิด และพฤติกรรมพิเศษสุดๆ อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมี เป็นไปได้มั้ยที่ในวัยเด็กของคุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะได้รับการอบรมจากคุณพ่อคุณแม่ที่เสียไปนานแสนนาน ไม่มีใครรู้ได้เลยครับ อย่างไรก็ตาม ลองมานั่งนึกดูว่า ในขวบปีแรก ถือเป็นวัยที่ต้องเริ่มทำความรู้จักกับเงินได้แล้วไม่ว่าจะเป็นการสอนให้หยอดเหรียญลงในกระปุกออมสิน ต่อจากนั้นฝึกให้รู้จักเหรียญและธนบัตรที่มีมูลค่าแตกต่างกันออกไป การสอนเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้เขาจดจำและทำความเข้าใจค่าเงิน และ ควรเสริมความรู้เรื่องที่มาของเงินด้วยว่ากว่าที่พ่อแม่จะได้เงินมานั้นต้องออกไปทำงาน คนที่เป็นพ่อแม่ต้องปลูกฝังนิสัยให้เด็กรู้และเข้าใจที่มาของเงิน เพราะทุกวันนี้ เด็กบางคนยังไม่เข้าใจหรือไม่พยายามที่จะเรียนรู้ว่า คนเราต้องทำงานจึงจะได้เงินมาไม่ใช่นั่งรอให้มีคนช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน พ่อแม่คือต้นฉบับที่ลูกมักจะจดจำทั้งด้านดีและไม่ดี ไม่ว่าลอกเลียนแบบการกระทำ พฤติกรรม และนิสัยบางอย่างมาไม่เว้นแม้แต่เรื่องการใช้เงินของพ่อแม่ เพราะลูกน้อยเฝ้ามองสิ่งที่คุณทำตลอดเวลา ฉะนั้น พ่อแม่จะต้องทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีในการใช้เงินอย่างคุ้มค่า

เมื่อถึงวัยที่เริ่มไปโรงเรียนครูสอนให้รู้จักนับเลข ถือเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักวางแผนการเงินด้วยตนเอง เริ่มต้นจากให้เงินลูกไปโรงเรียนในจำนวนที่เหมาะสมแล้วคอยตรวจดูว่าหลังกลับมาจากโรงเรียน เขาเหลือเงินเท่าไร แล้วสอนให้ลูกรู้จักการออมด้วยการหยอดกระปุก หากอยากให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ควรสอบถามลูกว่าเอาเงินไปทำอะไรบ้าง จากนั้นฝึกให้เขาตัดสินใจและบริหารจัดการเงินเองโดยให้เงินเป็นรายสัปดาห์เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่าในแต่ละวันควรใช้เงินเท่าไร จึงเพียงพอที่ใช้ไปถึงปลายสัปดาห์ และเหลือเก็บ เชื่อมั้ยครับว่า ช่วงเวลานี้เองสอนให้ลูกเห็นข้อดีและข้อเสียของการซื้อของว่าของอะไรควรซื้ออะไรไม่ควรซื้อ เพราะบางครั้งของราคาถูก ไม่ได้หมายความว่าควรซื้อหากของชิ้นนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ ตรงกันข้ามบางครั้งของชิ้นนั้นอาจมีราคาสูง แต่ถ้าจำเป็นก็ควรซื้อมาใช้

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณลูกย่างเข้าวัยรุ่น คือ ช่วงระหว่าง 13-17 ปี คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็จะเริ่มให้เงินเป็นรายเดือน แต่ที่ต้องระวังคือ เด็กวัยนี้มักนิยมซื้อของที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือซื้อของตามเพื่อน จึงควรหัดให้เขารู้จักเก็บเงินและเลือกซื้อของด้วยตนเอง บ่อยครั้งนะครับ พ่อแม่ส่วนหนึ่งคิดว่า การที่ลูก “ไม่มี” ของเหมือนกับเพื่อนแล้วจะทำให้รู้สึกตนเอง “ด้อย” กว่าเพื่อน นั้นเป็นความคิดที่ผิด ผู้ปกครอง หรือคุณพ่อและคุณแม่หลายคนพอเริ่มร่ำรวยมีฐานะดีขึ้น ก็มักจะไม่พร่ำสอนลูกหรือห้ามปรามให้รู้จักกินรู้จักใช้

แต่กลับให้ลูกใช้ชีวิตอย่างสบาย ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือการแสดงความรักกับลูกไม่อยากให้ลูกลำบาก หรือน้อยหน้าคนอื่น หากพ่อแม่ไม่สอนลูก จะทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ไม่มีนิสัยรักการออม สุดท้ายทรัพย์สินที่พ่อแม่หามาจะถูกใช้ไปหมดในชั่วพริบตา เพราะลูกขาดการวางแผนในการใช้เงินอย่างถูกวิธี

หากทำได้ไม่มากก็น้อย โอกาสที่ลูกคุณจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอย่าง คุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็อาจเป็นไปได้ใครจะไปรู้!!!.

คุณอาจสนใจข่าวนี้