Thairath Logo
กีฬา

"ไพรินทร์" ไขปมทุกข้อข้องใจ เปิดข้อมูลโต้ปตท.ผูกขาด-เสือนอนกิน

Share :

“ในเรื่องพลังงาน อยากให้ทุกฝ่ายใคร่ครวญว่า เราจะพูดคุยกันได้อย่างไร ทั้งสองฝักสองฝ่ายหรือสามฝ่าย...ถ้านำต้นทาง กลางทาง ปลายทาง มาพูดกันโดยไม่ได้จัดระเบียบกัน ไม่รับฟังซึ่งกันและกันเลย ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง

...เพราะฉะนั้นอยากให้ฟังอีกฝ่ายหนึ่งก่อน ...ไม่ใช่พูดเรื่องแรกไปถามเรื่องที่สาม พูดเรื่องที่สองถามเรื่องที่สี่ อย่างนี้ไม่มีทางจบ...การปฏิรูปต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ตีกัน...ใช้คำพูดไม่สุภาพด้วย เราเป็นคนไทยที่เจริญแล้ว ขอร้องอย่าชี้นำกันแบบนี้ รุนแรงพูดจาหยาบคาย โห่ฮาป่า ผมว่าไม่เหมาะ ไม่ใช่การปฏิรูป คือการทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไป

...ท่านต้องหยุดของท่านให้ได้ก่อน อย่าเรียกร้องแต่จากเราอย่างเดียว...ฝ่ายหนึ่งต้องมองอีกฝ่ายให้เกียรติซึ่งกันและกัน เขาไม่ใช่จำเลยเราไม่ใช่โจทก์ ประชาชนก็ไม่ใช่จำเลยไม่ใช่โจทก์อีก ทุกคนคือคนไทยต้องพูดกันให้รู้เรื่อง...คสช. ก็ได้พิจารณาว่าอาจจะมีความจำเป็นต้องมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาต้นทุนน้ำมันและให้เกิดประโยชน์กับประชาชน และไม่ต้องการจะบิดเบือนราคาตลาด

...ข้อมูลในโซเชียลมีเดียต้องระมัดระวัง มีทั้งถูกไม่ถูก มีทั้งคนละฝ่าย บางคนผมก็ไม่ทราบว่านำมาจากไหน บางอย่างก็จริง บางอย่างก็ดูฟังแล้วก็ฟังได้ แต่พอพูดนำมารวมกันแล้วไม่เข้าใจ ผมไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายรัฐจะถูกทั้งหมดหรือผิดทั้งหมด...ซึ่งเรื่องนี้เราจะเร่งรัดสภาปฏิรูปดำเนินการแก้ไข ช่วงนี้จึงอยากให้ทำความเข้าใจกันก่อน”

ข้างต้นนี้คือ คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในรายการ “คืนความสุขของคนในชาติ” เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมาที่พูดถึง “การปฏิรูปพลังงาน” เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ

หลังจากที่พยายามจับ 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้องการทวงคืน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องมานั่งพูดคุยกันถึงปัญหาคาใจบนโต๊ะเสวนา “ปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดอง”

แต่ดูเหมือนว่า “ความปรองดอง” ยังไม่เกิดขึ้น และ ปตท.ยังคงตกเป็นจำเลยสังคม...ต่อไป

ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ และมีความสำคัญต่อแนวทางการปฏิรูปพลังงานของประเทศ “ทีมเศรษฐกิจ” จึงเปิดโอกาสให้ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ได้นำข้อมูลของ ปตท. มาอธิบาย และชี้แจงให้ประชาชนได้รับฟังและค้นหาความจริงที่ถูกต้องอีกครั้ง

ถาม : ปตท.ผูกขาดธุรกิจน้ำมัน ทำให้มีกำไรมหาศาล?

ตอบ : ถ้าประชาชนมองจากจำนวนปั๊มน้ำมัน ปตท.ทั่วประเทศที่มี 1,500 แห่ง ไปไหนเห็นแต่ปั๊ม ปตท.ก็มองเหมือนเราผูกขาด แต่ถ้าดูสัดส่วนการตลาดที่แท้จริง ปตท.เป็นเพียง 1 ในผู้ประกอบการค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีทั้งสิ้น 41 ราย โดยเรามีส่วนแบ่งการตลาด 39% ในขณะที่อีก 61% เป็นของคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นว่า ปตท.ไม่ได้ผูกขาด หรือเป็นเจ้าของตลาดน้ำมันในประเทศแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน หากจะถามต่อว่า ปตท.อยากจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากขณะนี้อีกไหม ผมขอยืนยันว่า ปตท.ไม่ได้ต้องการ เพราะหากเทียบส่วนแบ่งตลาดของ ปตท.ในปี 2544 หลังการแปลงสภาพจาก “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” มาเป็นบริษัทมหาชนจวบจนวันนี้ ปตท.ก็ยังคงสัดส่วนการตลาดในระดับ 39% และจะยังคงรักษาสัดส่วนดังกล่าวไว้ไม่ให้เติบโตไปมากกว่านี้ เพราะ ปตท.ไม่ต้องการผูกขาดตลาดค้าปลีกน้ำมัน

“วัตถุประสงค์หลักของการตั้ง ปตท.ตั้งแต่เมื่อ 36 ปีก่อน เพราะในช่วงนั้นเกิดวิกฤติราคาน้ำมันที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ขึ้นราคาน้ำมันดิบจาก 8 บาทต่อลิตร เป็น 30 บาทต่อลิตร และช่วงนั้นประเทศไทยมีแต่ปั๊มน้ำมันต่างประเทศ ซึ่งก็เหมือนเราเสียอธิปไตยด้านธุรกิจพลังงานให้กับต่างประเทศไปแล้ว”

ปตท.จึงก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเพิ่มการแข่งขันในตลาดน้ำมัน ช่วยถ่วงดุลให้ราคาขายปลีกในประเทศเป็นไปตามตลาดโลก ไม่ให้ปั๊มต่างประเทศขึ้นราคาตามใจชอบ เหมือนๆ กับบริษัทน้ำมันแห่งชาติในหลายๆประเทศก็เกิดขึ้นในช่วงนั้น และจนถึงวันนี้ภาระหน้าที่หลักในฐานะรัฐวิสาหกิจ และบริษัทพลังงานของประเทศก็คือการถ่วงดุลอำนาจ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
“นโยบาย ปตท.ที่ยึดถือมาตั้งแต่ก่อตั้งกิจการจนถึงทุกวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระให้กับคนไทย คือเราจะขึ้นราคาน้ำมันเป็นคนสุดท้าย และลดราคาน้ำมันเป็นคนแรกเสมอ”

นอกจากนี้ ธุรกิจน้ำมันได้รับการดูแลตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคตลอดเวลา ปตท.หรือผู้ค้าเพียงรายใดรายหนึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งหมดได้ ตลาดน้ำมันจึงเป็นของผู้บริโภค ผู้เติมน้ำมันมีสิทธิจะเลือกว่า จะเข้าไปเติมน้ำมันปั๊มใดยี่ห้อใดก็ได้ ซึ่งนอกเหนือจากราคาน้ำมันแล้ว ยังมีตัวช่วยอื่นๆ เช่น การบริการ ร้านกาแฟ มินิมาร์ท ธุรกิจคาร์แคร์ ห้องน้ำสะอาด ฯลฯ

ส่วนกำไรของ ปตท.ที่ว่ามีมหาศาลนั้น นายไพรินทร์ชี้แจงว่า กำไรสุทธิปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 94,652 ล้านบาท หรือเพียง 3% ของเงินลงทุน หมายความว่า ลงทุน 100 บาทได้กำไรคืนมา 3 บาท จริงๆต้องถือว่าได้ผลตอบแทนน้อยมาก ส่วนกำไรที่ว่านี้ก็ไม่ได้มาจากการขายน้ำมันอย่างเดียว แต่เป็นกำไรจากธุรกิจหลายด้าน เช่น ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ 3% ธุรกิจน้ำมัน 8% โรงกลั่น 9% ปิโตรเคมี 18% ก๊าซธรรมชาติ 20% และจากการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมผ่านบริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) 39% กับธุรกิจอื่นๆอีก 3%

“ถ้าจะถามว่า ขายน้ำมันแพงๆได้กำไรเท่าไร ปีที่ผ่านมา ปตท.มีกำไรจากการค้าปลีกน้ำมันเพียง 7,000 ล้านบาทจากส่วนแบ่งตลาดที่เรามี และได้จากค่าการตลาดลิตรละประมาณ 1 บาท ซึ่งผู้ค้าน้ำมันรายอื่นก็ได้กำไรจากค่าการตลาดนี้เหมือนกัน โดยปีที่ผ่านมา ผู้ค้าที่เหลืออีก 61% มีกำไรรวมกันประมาณ 11,000 ล้านบาท คำกล่าวอ้างที่ว่า ปตท.มีกำไรเป็น 100,000 ล้านบาทจากการขูดรีดราคาขายน้ำมันแพง จึงไม่เป็นความจริง”

คำถาม : ทำไมคนไทยใช้น้ำมันแพงกว่าเพื่อนบ้าน?

ตอบ : โครงสร้างราคาเชื้อเพลิง และการใช้เชื้อเพลิงของคนไทยในขณะนี้ค่อนข้างบิดเบือนจะเห็นได้ว่า ราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) เป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้รถยนต์วิ่งได้ระยะทางที่ไม่แตกต่างกันมาก แต่ราคาจำหน่ายกลับแตกต่างกันมาก

นี่เป็นเพราะมีกระบวนการสร้างความเข้าใจผิดๆในเรื่องพลังงานให้กับประชาชน โดยระบุว่าราคาเชื้อเพลิง คือน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แอลพีจี เอ็นจีวี ต้องขายในราคาถูกๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนทุกคนได้ใช้เชื้อเพลิงราคาถูก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล และแอลพีจี เอ็นจีวี เพื่อช่วยคนที่มีรายได้น้อย แต่หากพิจารณาการใช้เชื้อเพลิงของคนไทย จะเห็นข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ได้ประโยชน์เป็นใคร

(จากกราฟ) จะเห็นว่าจำนวนรถที่มีมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นรถของผู้มีรายได้น้อย มีจำนวนทั้งสิ้น 20.1 ล้านคันทั่วประเทศ รองลงมาเป็นรถยนต์นั่งที่ใช้ดีเซล 8.8 ล้านคัน ตามมาด้วยรถยนต์ที่ใช้เบนซิน 4.3 ล้านคัน รถยนต์แอลพีจี 1.2 ล้านคัน และรถยนต์เอ็นจีวี ซึ่งมีเพียง 400,000 คัน

หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การบิดเบือนราคาโดยกดราคาน้ำมันดีเซล แอลพีจี และเอ็นจีวีลง ผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นคนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปจนถึงคนรวย หรือคนที่มีเงินซื้อรถยนต์ใช้ กลุ่มนี้ได้ใช้เชื้อเพลิงราคาถูกเพราะได้รับชดเชย แต่คนขี่มอเตอร์ไซค์ต้องเติมน้ำมันเบนซินที่ราคาแพงกว่ามาก เพราะต้องเก็บเงินจากน้ำมันเบนซินเข้ากองทุนเพื่อนำไปชดเชยราคาน้ำมันดีเซล และแอลพีจี ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนกลุ่มนี้

แนวทางในการแก้ไขปัญหาจึงต้องปรับโครงสร้างราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่ซื้อขายกันในตลาดโลก และควรปล่อยให้ราคาเชื้อเพลิงที่อุดหนุนอยู่ทยอยปรับขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงแต่ละชนิดไม่แตกต่างกันมาก เพราะเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งไม่ควรต้องอุดหนุนเชื้อเพลิงอีกชนิดหนึ่ง

ราคาน้ำมันเบนซินก็จะได้ไม่ต้องบวกภาษีสรรพสามิต และเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันที่สูงเกินไป ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล และแอลพีจี ก็สามารถบวกเงินภาษีสรรพสามิตที่ยกเว้นไม่เก็บในช่วงที่ผ่านมา และจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นได้อีกจำนวนหนึ่ง

“เมื่อปรับโครงสร้างราคาตามกลไกตลาด และไม่ให้คนหนึ่งต้องไปแบกภาระของอีกคน คนรวยและคนจน ก็จะได้ใช้เชื้อเพลิงในราคาที่เป็นจริง เหมาะสม ใกล้เคียงและมีความเท่าเทียมกัน”

ยกตัวอย่าง ราคาจำหน่ายแอลพีจีของไทยที่อยู่ในระดับ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ลาวอยู่ที่ 48 บาทต่อ กก. พม่า 45 บาทต่อ กก. กัมพูชา 43 บาทต่อ กก. เวียดนาม 46 บาทต่อ กก. ถือว่าราคาแอลพีจีของไทยถูกกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน ขณะที่ราคาเอ็นจีวีก็อยู่ในระดับ 10.50 บาทต่อ กก. ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนต้องอยู่ที่ 14-15 บาทต่อ กก.

“ทุกวันนี้ตามด่านชายแดนจะมีกองทัพมดทั้งที่เป็นคนและรถยนต์ลักลอบขนก๊าซหุงต้มบ้านเราไปขายในลาวและพม่ากันจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลเสียเงินไปกับการอุดหนุนราคาก๊าซให้คนในประเทศเพื่อนบ้านเราใช้ และคนพวกนี้แหละที่ไม่ต้องการให้มีการปรับราคาพลังงานให้สูงขึ้น ยิ่งถ้าเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 ราคาแอลพีจีของเรายังถูก ก็จะทำให้เพื่อนบ้านแห่เข้ามาซื้อมากขึ้นอีก”

สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐบาลก็สามารถเลือกอุดหนุน หรือชดเชยราคาพลังงานให้เป็นการเฉพาะกลุ่มได้ เพื่อที่คนกลุ่มนี้จะได้ใช้เชื้อเพลิงราคาถูก ในขณะที่คนรวยที่มีเงินซื้อรถยนต์ ก็ต้องยอมรับความจริง และต้องจ่ายเงินค่าพลังงานแพงขึ้นตามการใช้งาน

นายไพรินทร์กล่าวว่า การปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เหมือนเหรียญที่มี 2 ด้าน คือ มีทั้งคนดีใจ และเสียใจ การที่บางคนระบุว่า ปฏิรูปพลังงานคืออะไรก็ได้ ขอให้น้ำมันมีราคาถูกที่สุด โดยน้ำมันที่ขุดได้ในประเทศไม่ต้องเอาไปส่งออก อยากให้พิจารณาข้อมูลบนเหตุผล และพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

“ผมในฐานะผู้บริหาร ปตท. ที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ พนักงาน ปตท.เป็นพนักงานของรัฐ ก็ย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์ คงไม่มีใครอยากให้คนไทยใช้น้ำมันแพงกว่าความเป็นจริงแน่นอน”

คำถาม : เอา ปตท.กลับมาเป็นของรัฐจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงไหม?

ตอบ : สมมติว่าเอากลับมาเป็นของรัฐทั้ง 100% จะต้องหาเงินจำนวนมหาศาลมาซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุน ก็ต้องถามว่ารัฐจะเอาเงินมาจากแหล่งใด หรือถ้าหาเงินมาซื้อ ปตท.คืนได้จริง ก็ต้องถามต่อว่า คุ้มค่าหรือไม่ แล้วจะทำไปเพื่ออะไร?!

เพราะปัจจุบัน รัฐบาลก็ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท.ในสัดส่วนที่มากพอจะกำกับนโยบาย และการบริหารงานได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ ในแต่ละปีกระทรวงการคลังยังได้รับเงินปันผลจาก ปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่มากมาย

ในทางกลับกันหาก ปตท.จะกลับไปเป็นของรัฐเต็มรูปแบบ ก็จะไม่สามารถระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ และอาจส่งผลให้ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่ไปแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศไม่มีศักยภาพในการหารายได้จากการทำธุรกิจอื่นๆ ในกรณีเลวร้ายอาจไม่มีกำไรกลับมาเป็นเงินปันผล เงินลงทุน และรายได้ต่างๆส่งคืนแผ่นดิน

ส่วนกรณีราคาน้ำมันนั้น ไม่ว่า ปตท.จะกลับมาเป็นของรัฐบาลทั้ง 100% หรือถือหุ้นบางส่วน ก็ไม่ได้ทำให้น้ำมันแพงขึ้นหรือถูกลง เพราะราคาน้ำมันกำหนดขึ้น-ลงตามกลไกตลาดโลก ที่สำคัญราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศจะถูก หรือแพง มาจากนโยบายจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีโรงเรือน ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์พลังงานที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดให้จัดเก็บจากน้ำมันแต่ละชนิดไม่เท่ากัน

“หากถอดภาษีต่างๆ และเงินกองทุนทั้ง 2 ประเภทออกจากราคาน้ำมันแล้ว ก็จะเห็นว่าต้นทุนเนื้อน้ำมันไม่ว่าจะเบนซิน หรือดีเซล ต่างมีราคาใกล้เคียงกันเฉลี่ย 20 บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาหน้าโรงกลั่นที่ ปตท.ส่งให้กับผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม หากต้องการลดราคาขายปลีกน้ำมันก็สามารถทำได้โดยการไม่เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือการยกเลิกกองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์พลังงาน อย่างกรณีการปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินของรัฐบาลล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เมื่อปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในกลุ่มเบนซินทั้งหมดราคาน้ำมันก็ปรับลดลงได้ โดยที่ราคาหน้าโรงกลั่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

แต่ผลเสียที่จะตามมาก็คือ หากรัฐบาลไม่เก็บภาษีดังกล่าวก็จะสูญเสียรายได้จากภาษีปีละหลายแสนล้าน งบประมาณแผ่นดินที่จะใช้พัฒนาประเทศ อาทิ ระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก็ทำได้ลำบากขึ้น หรือหากเลือกที่จะยกเลิกการเก็บเงินเข้าไปใส่ไว้ในกองทุนน้ำมันรัฐบาลก็จะไม่มีเครื่องมือมาชะลอความผันผวนของราคาน้ำมันโลก หากเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน (Oil Price Shock) ขึ้นมาอีกครั้ง

นายไพรินทร์กล่าวว่า หากจะบังคับให้ ปตท.ลดราคาจากเนื้อน้ำมันที่ออกมาจากโรงกลั่น ก็ต้องไม่ลืมว่า ปตท.มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 39% รัฐบาลสามารถบังคับให้ผู้ค้ารายอื่นที่มีส่วนแบ่งตลาดอีกกว่า 61% ให้ลดราคาเนื้อน้ำมันได้หรือไม่ หรืออีกกรณีถ้าจะใช้กำไรของ ปตท.มาอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมัน เช่น ให้ถูกลง 5 บาทต่อลิตร หรือคิดคร่าวๆประเทศไทยใช้น้ำมันวันละ 60 ล้านลิตร หากใช้เงิน ปตท.อุดหนุนลิตรละ 5 บาท ใน 1 ปี จะตกเป็นเงินประมาณ 120,000 ล้านบาท

แต่ข้อเสียก็คือ รัฐจะสูญเสียรายได้ส่วนที่เป็นเงินปันผล และเงินนำส่งคลังจาก ปตท.ไป ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและโรงกลั่นของประเทศไทยจะขาดทุนจนอยู่ไม่ได้ หรือหาก ปตท.อยู่ต่อได้ ก็จะไม่มีเงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศเพิ่มได้อีก ไม่มีเงินสะสมที่จะสำรองความมั่นคงทางพลังงานได้อีก

กรณีเลวร้ายสุด น้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมดอาจต้องนำเข้าจากต่างชาติในราคาแพง และก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าจะสามารถจัดหามาได้ หากเป็นช่วงเวลาที่น้ำมันเกิดวิกฤติที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งหมดนี้จึงเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศได้

เคลียร์ท่อก๊าซปฏิบัติตามกฎหมาย

“ขอยกตัวอย่างในประเทศเพื่อนบ้านเช่น อินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ก่อนหน้านี้เคยมีน้ำมันในประเทศจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันอินโดนีเซียต้องถอนตัวออกจากโอเปกเพราะมีการขุดเจาะน้ำมันมาก ขณะเดียวกันยังมีนโยบายประชานิยมเอาใจประชาชนให้ใช้พลังงานราคาถูกกันอย่างฟุ่มเฟือย จนในที่สุดน้ำมันที่อินโดนีเซียได้หมดลง และไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชดเชยราคาน้ำมันได้อีก ที่สุดจึงต้องปรับขึ้นราคาขายปลีก ส่วนมาเลเซียก็กำลังประสบปัญหาชดเชยราคาน้ำมันในลักษณะคล้ายๆกัน และกำลังพยายามลดการชดเชยราคาพลังงานในประเทศให้น้อยลง”

สำหรับข้อมูลที่ว่า ประเทศไทยมีแหล่งปิโตรเลียมมหาศาล และมากกว่าบรูไน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน โดยระบุว่า ไทยผลิตน้ำมันได้ 140,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่บรูไนผลิตได้แค่ 120,000 บาร์เรลต่อวันนั้น ต้องดูจำนวนประชากรของไทยที่ใช้น้ำมันด้วยว่า มีมากถึง 67 ล้านคน แต่ชาวบรูไนมีเพียง 500,000 คน เท่านั้น ส่งผลให้ประเทศไทยไม่มีน้ำมันเพียงพอ จึงต้องนำเข้า ขณะที่บรูไนมีน้ำมันเหลือใช้จนต้องส่งออก ซึ่งแตกต่างกันมาก

ถาม : ทำไมต้องแปรรูป ปตท.และขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์?

ตอบ : การแปรรูป ปตท.เป็นข้อตกลงตามเงื่อนไข “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” หรือ “ไอเอ็มเอฟ” ซึ่งบังคับให้รัฐต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำได้เพียงไม่กี่รัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ทำให้ ปตท.ระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อลดภาระของรัฐไม่ต้องอัดฉีดงบประมาณมาสนับสนุนการลงทุนของ ปตท.

รัฐบาลขณะนั้น ยังได้ขอให้ ปตท.นำเงินทุนที่ได้จากการแปรรูปไปกอบกู้ ฐานะของโรงกลั่นน้ำมัน และบริษัท ปิโตรเคมีที่ประสบปัญหาจาก “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ด้วย นั่นทำให้ ปตท.เข้าไปซื้อกิจการของบริษัทต่างๆและบริหารจัดการด้วยการฟื้นฟูกิจการ ก่อนจะจับควบรวมกิจการกัน และเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ จนกระทั่งบริษัทเหล่านี้ สามารถฟื้นสถานะกลับมาเป็นโรงกลั่น และโรงงานปิโตรเคมีที่แข็งแกร่งสำเร็จ นั่นส่งผลให้เป็น กำไรกลับคืนมาที่ ปตท.ขณะเดียวกันก็สร้างผลตอบแทนสู่รัฐบาลมหาศาลในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

“หากไม่มีการแปรรูป ปตท.ก็ไม่สามารถขยายการลงทุนให้เป็นองค์กรที่เติบโตมีมูลค่าเทียบเท่ากับปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า หากรัฐบาลไทยเลือกเก็บ ปตท.เอาไว้ 100% ก็จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินมูลค่าเพียง 20,000 ล้านบาท แต่เป็นเพราะรัฐบาลเลือกที่จะแปรรูป และแบ่งความเป็นเจ้าของบางส่วนให้ประชาชนและนักลงทุนถือครอง โดยรัฐบาลยังเป็นเจ้าของหุ้นส่วนใหญ่ 60-70% ส่งผลให้สินทรัพย์ของ ปตท.ในปัจจุบัน ปตท.มีมูลค่าสูงถึง 990,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ก่อนการแปรรูป ปตท.นำส่งเงินเข้ารัฐเพียงปีละ 10,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ส่งเงินให้รัฐในรูปภาษี และเงินปันผลกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ตลอด 12 ปีนับแต่แปรรูปมา โดยมียอดขายก่อนแปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 300,000 ล้านบาทเป็น 3,000,000 ล้านล้านบาท

ถาม : กรณีคืนท่อก๊าซธรรมชาติครบ–ไม่ครบเป็นอย่างไร?

ตอบ : กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สิน คือท่อก๊าซให้คลังไม่ครบถ้วนตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากว่า ปตท.ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่ต้องแบ่งแยกตามคำพิพากษาให้กับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังแล้ว

เช่นเดียวกับที่ดินเวนคืน ปตท.ก็ได้ดำเนินการร่วมกับกรมธนารักษ์ และกรมที่ดินในการจดทะเบียนแก้ไข และเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียน (โอนกรรมสิทธิ์) ให้กระทรวงการคลังเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ย.2551 พร้อมรายงานความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าวให้สำนักงานศาลปกครองทราบตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2551

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2551 ปตท. ยังได้ยื่นคำร้องรายงานสรุปผลการดำเนินการตามคำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้ศาลทราบถึงการดำเนินการตามคำพิพากษา และในวันที่ 26 ธ.ค.2551 ศาลปกครองสูงสุดก็ได้บันทึกไว้ในคำร้องของปตท.ความว่า ผู้ถูกฟ้องประกอบด้วย ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ประเด็นข้างต้นนั้น นายไพรินทร์ ย้ำว่า ปตท.และคณะทำงานได้ใช้หลักพิจารณาทรัพย์สินที่ต้องส่งคืนรัฐตามคำพิพากษา ซึ่งสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และสิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบการดำเนินการนี้ และเห็นชอบหลักการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท.คือ ต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ใช้เงินลงทุนของรัฐ และมีการรอนสิทธิเหนือที่ดินของเอกชน

“ปตท.จึงได้โอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีอยู่ก่อนการแปลงสภาพเป็น บริษัท ปตท. จำ กัด (มหาชน) ให้กระทรวงการคลัง โดยมีมูลค่าทางบัญชี (ณ วันที่ 30 ก.ย.2544) จำนวน 16,176 ล้านบาท พร้อมกับได้จ่ายค่าเช่าให้แก่กรมธนารักษ์จากการใช้ทรัพย์สินที่ได้คืนไปมาโดยตลอด”

อย่างไรก็ดี มีการโต้แย้งจากกลุ่มผู้ฟ้องคดีว่า ทรัพย์สินที่ ปตท.คืนไปนั้นเป็นท่อส่งก๊าซที่อยู่บนบกไม่ได้รวมท่อก๊าซในทะเลซึ่งถือเป็นสมบัติของประชาชน จะต้องคืนด้วยนั้น ปตท.ขอชี้แจงว่า ท่อในทะเล เป็นการลงทุนโดยใช้เงินลงทุนของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในภายหลัง จึงถือเป็นทรัพย์สินของ ปตท.ที่ไม่ต้องโอนให้รัฐ และส่วนนี้ก็ได้รายงานไปยังศาลปกครองสูงสุดแล้วเช่นกัน

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่ทุกฝ่ายที่ยังเห็นต่างในเรื่องดังกล่าว ปตท.จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง เพื่อขอให้ศาลได้มีคำสั่งเรียกผู้ฟ้องคดีและบุคคลที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนเพื่อวางข้อกำหนดในการให้ข้อมูลใดๆแก่สื่อมวลชน หรือสาธารณชนในลักษณะที่ขัดต่อความเป็นจริง และคำวินิจฉัย หรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ หรือในลักษณะอื่นใดที่อาจทำให้เสื่อมเสียแก่ผู้ถูกฟ้องคดี และศาลปกครองสูงสุดอีกต่อไป”

ทั้งหมดคือ การไขความกระจ่างในประเด็นแห่งความเคลือบแคลงสงสัยที่สังคมมีอยู่กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน).

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจท่อก๊าซประยุทธ์ จันทร์โอชาไพรินทร์ ชูโชติถาวรปตท.น้ำมันปฏิรูปพลังงานตลาดน้ำมัน