วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เดินทางไป...เมกกะ ฝันยิ่งใหญ่ของชีวิต

เดินทางไป...เมกกะ ฝันยิ่งใหญ่ของชีวิต

โดย
1 ก.ย. 2557 05:01 น.
  • Share:

ท่าอากาศยานนราธิวาสคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับ 1,000 คน ส่วนใหญ่มารอส่งญาติไปแสวงบุญ ณ มหานครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

บริเวณหน้าเวทีศูนย์อำนวยการความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ มีนางซาฟูรตก์ โต๊ะอาลี อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 3 ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา หนึ่งในสตรีที่เดินทางไปแสวงบุญ เธอคล้ายโชคดีกว่าคนอื่นๆ ตรงที่เป็นเจ้าของบริษัทพาคนไปแสวงบุญ ทำให้ได้เดินทางไปมาแล้วนับ 10 ครั้ง

“ฝันไว้ตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากไปสักครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อมีโอกาสได้ไปอย่างนี้ ก็อยากไปอีกเท่าที่จะสามารถไปได้” เสียงเธอนั้นสดใส ดวงตาสาดฉายแววปีติกับการเดินทางที่กำลังจะมาถึงอีกไม่เกิน 2 ชั่วโมงข้างหน้า ใกล้ๆเธอ เต็มไปด้วยผู้เดินทางไปแสวงบุญ ต่างพากันมารวมกันอยู่หน้าเวที เพื่อรอพิธีส่งการเดินทางอย่างเป็นทางการ

ชาวมุสลิมจากจังหวัดนราธิวาสและใกล้เคียง กำลังจะเหินหาวจากท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 11.40 น.ไปลงท่าอากาศ-ยานมะดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เวลาประมาณ 19.34 น. ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2557

มองจากหน้าเวทีออกไป ญาติๆผู้มาส่งนักแสวงบุญยืนรอกันคับคั่ง เจ้าหน้าที่กั้นแนวรั้วเหล็กเอาไว้ แยกให้ญาติยืนอยู่ด้านนอก นักแสวงบุญนั่งเก้าอี้รายเรียงอยู่หน้าเวทีด้านใน ไม่กี่อึดใจ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็เดินทางมาถึง พิธีจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยนายหะยียัสตา กาดามู ผู้ชนะประกวดอรี 14 จังหวัดภาคใต้ อัญเชิญคัมภีร์อัลกุรอาน

การเดินทางไปมหานครเมกกะต้องจ่ายเงินมากน้อยเพียงใดนั้น นายอาดือนัน บินปือราเฮง หมู่ 2 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก บอกว่า ค่าใช้จ่าย แม้ผู้นำพาจะเก็บเงินคนละ 180,000-190,000 บาทก็จริง แต่เมื่อเดินทางแล้วก็ต้องมีรายจ่ายอื่นๆอีก รวมแล้วไม่ต่ำกว่าคนละ 250,000 บาท เพราะต้องเตรียมเงินไปใช้จ่ายระหว่างเดินทาง และที่สำคัญเมื่อเสร็จพิธีแล้วก็ต้องซื้อของฝากญาติมิตร เป็นต้นว่า เครื่องประดับ ผ้าคลุม และเสื้อผ้า เป็นต้น

“บางคนกว่าจะไปได้ ต้องเก็บเงินเป็นสิบๆปี” นายอาดือนันบอก

สาเหตุที่ต้องไปแสวงบุญ นายอาดือนันอธิบายว่า เป็นไปตามหลัก 5 ประการของชาวมุสลิม แต่ถ้าไม่สามารถเดินทางไปได้ก็ไม่เป็นไร เพียงมีใจ มีเจตนานึกถึงก็ถือว่าผ่านแล้ว เพราะมีเจตนาแน่วแน่ว่าจะไป และบอกว่า คนที่ไปจะได้บุญมากนั้น จะต้องปราศจากหนี้สิน ไม่มีภาระข้างหลัง เพราะการเดินทางนั้นต้องเสี่ยงภัยมากมาย สาเหตุนี้เอง ที่ทำให้คนเดินทางมาส่งญาติขึ้นเครื่องบินเนืองแน่นทุกๆปี

นายอาดือนันบอกว่า หลัก 5 ประการของชาวมุสลิมนั้นประกอบด้วย 1.กล่าวคำปฏิญาณตน 2.ละหมาดวันละ 5 ครั้ง 3.ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน 4.บริจาคทาน และ 5.ไปฮัจญ์

“การบริจาคทานนั้น ตามกฎแล้วคือ 2.5 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ต่อปี ส่วนการไปฮัจญ์ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคน ถ้าไม่พร้อมก็ขอให้มีเจตนา”

ฮัจญ์แต่ละปี มหานครเมกกะรับชาวมุสลิมทั่วโลกได้ประมาณ 3 ล้านคน ในจำนวนนั้นมีชาวมุสลิมไทยอยู่ด้วย เฉพาะในปี พ.ศ. 2557 นี้ ประเทศไทยได้โควตาเดินทางไปแสวงบุญ 10,400 คน ผู้แสวงบุญจะกระจายขึ้นเครื่องตามสนามบินต่างๆ เช่น นราธิวาส หาดใหญ่ ภูเก็ต และสุวรรณภูมิ เป็นต้น

สำหรับการเดินทาง นางซาฟูรตก์บอกว่า เธอต้องพานักแสวงบุญไปเตรียมตัวก่อนเข้าพิธี พิธีนั้นจะเริ่มประมาณวันที่ 3 กันยายนเป็นต้นไป ตลอดเวลาประมาณ 1 เดือน ผู้แสวงบุญต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทางศาสนาอย่างเคร่งครัด สถานที่ไปนั้นมีที่พัก มีอาหารและเมื่อออกไปประกอบศาสนกิจ จะต้องมีเจ้าหน้าที่พาเข้าไปเป็นกลุ่มๆ เนื่องจากมีคนเป็นจำนวนมาก อาจมีการผลัดหลงกันได้

ปี พ.ศ.2557 นี้ บรรยากาศการเดินทางจากสนามบินนราธิวาสดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีพิธีส่งอย่างเป็นทางการ งานนี้ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมที่สนามบินด้วยตนเอง พร้อมบอกด้วยว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้ส่งเสริมการเดินทางด้วยการอำนวยความสะดวกเรื่องการทำวีซ่าการจัดที่พัก และการเดินทางให้ด้วย เพื่อความคล่องตัวของชาวไทยมุสลิม

พร้อมบอกว่า “กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนาได้ตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่กรมการศาสนา และท่าอากาศยานต่างๆ คือ สุวรรณภูมิ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภูเก็ต และนราธิวาสอีกด้วย”

นายอภินันท์ได้เดินทักทาย พูดคุยกับชาวไทยมุสลิมทั้งที่มาส่งและผู้เดินทางไปแสวงบุญอย่างเป็นกันเอง พร้อมๆกันนั้น ก็มีบรรดาญาติๆ กับผู้แสวงบุญร่ำลากัน ทั้งจับมือ กอดสื่อสายใยแห่งความรัก ความห่วงหาอาทร บางคนน้ำตาคลอเบ้า กลายเป็นภาพที่ตรึงจิต ตราใจผู้คน

“การประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นบทบัญญัติของศาสนาอิสลามประการสำคัญ ซึ่งกำหนดแก่มุสลิมที่มีความสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต จึงถือเป็นศาสนกิจสำคัญ ที่ชาวมุสลิมทุกคนมุ่งหวัง” นายอภินันท์บอก

ทางด้าน คสช. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เดินทางไปร่วมพิธี และกล่าวแสดงความยินดีในการประกอบศาสนกิจที่สำคัญของชาวไทยมุสลิม

และเสริมว่า “นอกจากจะเป็นการไปประกอบศาสนกิจที่ได้ถูกกำหนดไว้ในหลักการของศาสนาอิสลามแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เราได้รู้จักและศึกษาเรียนรู้จากผู้คนจำนวนมาก”

ดังนั้น “พี่น้องมุสลิมที่ไปประกอบพิธีฮัจญ์ต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ต้องพยายามแสดงเอกลักษณ์ความเป็นมุสลิมไทยที่ดีงามโดดเด่นให้กับพี่น้องมุสลิมประเทศอื่นๆ ได้มองเห็น นั่นคือการรักษ์ศักดิ์ศรีของมุสลิมไทยที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ รักสันติ เป็นต้น”

ถ้าจะพูดในวงกว้างก็คือ “พี่น้องมุสลิมทั้งหลายที่ไปประกอบพิธีฮัจญ์ ก็คือผู้แทนประเทศไทยที่เป็นทูตสันติภาพในการสร้างสันถวไมตรีกับประชาคมโลกนั่นเอง” เพราะฉะนั้น “พี่น้องทุกท่านน่าจะภูมิใจเช่นเดียวกับคนไทยทั่วประเทศ ที่เขาภูมิใจกับพี่น้อง
ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ด้วย”

หลังเสร็จพิธีบนเวที ชาวไทยมุสลิมทยอยกันลากกระเป๋าออกจากหน้าเวที ตรงเข้าไปยังอาคารสนามบิน ระหว่างทางญาติพี่น้องส่งเสียงทักทาย บางคนเข้าไปสวมกอด บางคนโบกมือทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่บางคนดวงตาแดงก่ำ ด้วยความปีติ

ขณะเครื่องเหินหาวออกจากท่าอากาศยาน สายตานับ 1,000 คู่ มองไปยังจุดเดียวกัน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้