ข่าว
100 year

ทนายนักธุรกิจยุ่น ชี้9ทารก ประกันหลายล้าน

ทีมข่าวหน้า 17 ส.ค. 2557 07:31 น.
SHARE

ไม่คิดพากลับญี่ปุ่น พ่อ-เตรียมปักหลัก ลงทุนในเมืองไทย แพทยสภาฟันหมอ เพิกถอนใบอนุญาต

ยังอีกยาวสำหรับเรื่อง “อุ้มบุญ”เผยเด็กทารก 9 คนที่คอนโดฯย่านลาดพร้าว เกิดจากพ่อคนเดียวกันที่เป็นเศรษฐีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ที่เตรียมมาปักหลักลงทุนในไทย จึงอยากมีลูกไว้เลี้ยงดูในไทยไม่ได้ต้องการนำกลับญี่ปุ่น จ้างทนายความให้คอยดูแลทั้งเด็กและแม่เด็กอย่างดี รวมทั้งมีการทำประกันชีวิตให้เด็กรายละนับล้านบาท หลังถูกคนร้องเรียนเรื่องเด็กทารกร้องเสียงดัง หอบเงินไปซื้อบ้านหลังใหญ่และกำลังจะย้ายไปอยู่ แต่โดนเข้าตรวจเสียก่อน ทนายเผยยังมีแม่และเด็กอีก 2 คนหายตัวไปลึกลับระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ชี้การที่ถูกจับกุมทำไม่ถูกต้องเพราะยังไม่มีหลักฐานว่าทำผิด พบแล้วนายหน้าที่มาติดต่อแม่อุ้มบุญน้องแกรมมี่ ด้านออสเตรเลียลุยหนักพ่อตัวจริงเด็กดาวน์ซินโดรม

มหากาพย์เรื่องราวการ “อุ้มบุญ” ที่เป็นการอุ้มบุญเทียมของน้อง “แกรมมี่” กระทบกระเทือนศีลธรรมและความรู้สึกของคนทั่วไป กลายเป็นเรื่องราวระดับโลก ยังไม่จบลงง่ายๆ หลังจากที่ได้มีการเปิดโปงแหล่งรับเลี้ยงเด็กอุ้มบุญในเมืองไทย ที่เกิดจากพ่อชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียว ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว เมื่อเย็นวันที่ 5 ส.ค. รวมทั้งตรวจสอบคลินิกอุ้มบุญเพื่อหาผู้กระทำผิดในกรณีนี้ ขณะที่แพทยสภาเตรียมตรวจสอบจริยธรรมของแพทย์ที่ทำอุ้มบุญ และเตรียมหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ขณะที่ทางการออสเตรเลียก็เตรียมดำเนินการกับพ่อที่แท้จริงของเด็กด้วย

ความคืบหน้าเรื่องนี้ นายรัฐประทาน ตุลาธร ทนายความผู้ดูแลคอนโดมิเนียมย่านลาดพร้าว และดูแลด้านกฎหมายของเด็ก ที่เกิดจากการอุ้มบุญโดยน้ำเชื้ออสุจิของชายชาวญี่ปุ่น ที่มาจ้างหญิงไทยอุ้มบุญจำนวน 9 คน อายุระหว่าง 3 เดือนถึง 2 ขวบ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวอีกครั้ง เมื่อเย็นวันที่ 6 ส.ค. ถึงข้อกังขาต่างๆว่า การที่ตนได้เข้ามาดูแลเด็กทั้ง 9 คน เนื่องจากเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้านการลงทุนให้กับบิดาของเด็กคือเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ ต้องย้ายเข้ามาปักหลักลงทุนในประเทศไทย อยากมีทายาทที่ประเทศไทย โดยให้ตนเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน ส่วนการดำเนินการจ้างหญิงไทยอุ้มบุญนั้น ไม่ทราบว่าไปทำกันอย่างไร รู้เพียงว่าเมื่อเด็กเกิดมาแล้วมีหน้าที่ช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็ก ระหว่างดำเนินการเรื่องสิทธิการปกครองเด็กตามกฎหมายไทย

นายรัฐประทานเปิดเผยอีกว่า ข้อเท็จจริงกรณีเด็ก 9 คนนี้ และอยู่ในท้องหญิงไทยอีก 1 คน ชาวญี่ปุ่นเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิที่จ้างอุ้มบุญและต้องการได้สิทธิเป็นบิดาเด็กตามกฎหมายไทย มีความประสงค์ที่จะให้เด็กอยู่ในประเทศไทยเพื่อเลี้ยงดู ต้องการสร้างครอบครัวและให้ทายาท คือเด็กที่จ้างอุ้มบุญ ไม่ได้ตั้งใจจะนำกลับไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งมีการทำประกันชีวิตให้เด็กที่เกิดมาทั้ง 9 คน เป็นตัวเลข 7 หลัก รายละ 2 ล้าน 3 ล้านบาท อีกทั้งมีหญิงไทยที่คลอดมาแสดงตนเป็นมารดาชัดเจน เพราะมาคอยให้นมแก่เด็กและจ้างพี่เลี้ยงมาคอยดูประกบตัวต่อตัวด้วย เนื่องจากเด็กต้องได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งด้านอาหารและความเป็นอยู่ การอุ้มบุญกรณีนี้ เห็นว่าเป็นการทำโดยบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีการจ่ายค่าตอบแทนในการจ้างอุ้มบุญ จึงมองไม่เห็นว่าจะมีความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ตลอดเวลาได้ให้การดูแลอย่างดี ช่วงที่เด็กอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียม ส่งเสียงร้องรบกวนห้องข้างเคียงจนมีการร้องเรียนขึ้น ได้แจ้งบิดาชาวญี่ปุ่น ไปซื้อบ้านใหม่เพื่อย้ายเด็กไปพักอาศัยอยู่ทั้งหมดแล้วราคา 4.5 ล้านบาท กำหนดจะย้ายออกอีก 2 วัน แต่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจเสียก่อน

“ผมเข้าใจความห่วงใยปัญหาการจ้างอุ้มบุญ ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆช่วยกันดูแล และชี้ให้ชัดเจนว่าสิ่งใดถูกผิดอย่างไร เพื่อจะได้ปฏิบัติกันให้ถูกต้อง ที่ผ่านมาได้รับการร้องขอจากบิดาชาวญี่ปุ่นให้ช่วยดำเนินการได้สิทธิปกครองเด็ก ผมก็ต้องไปศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเด็กที่เกิดจากการจ้างอุ้มบุญของแต่ละประเทศ อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย หากแจ้งล่วงหน้าว่ามีการตั้งครรภ์ และเมื่อเด็กเกิดมาแล้วพิสูจน์ดีเอ็นเอตรงกัน ก็ทำเรื่องขอสัญชาติและออกหนังสือเดินทางให้เลย พ่อที่จ้างอุ้มบุญจึงนำเด็กกลับประเทศไปได้ ตอนนี้หลังจากมีข่าวเรื่องอุ้มบุญในไทย ประเทศต่างๆ ก็เปลี่ยนแล้วให้ยึดตามหลักกฎหมายไทย เรื่องสิทธิการปกครองเด็กด้วย ก็อยากให้มีความชัดเจนในเรื่องนี้” นายรัฐประทานกล่าว

นายรัฐประทานกล่าวอีกว่า เท่าที่ติดตามเรื่องการจ้างอุ้มบุญที่เป็นปัญหาคือมีเอเจนซี่มาดำเนินการจ้างอุ้มบุญ เอเจนซี่บางรายดูแลเอง บางรายก็จ้างโฟร์แมนมาดูแลต่อ พวกโฟร์แมนนี่ล่ะคือตัวปัญหาที่ไปกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ฉ้อโกง หรือกระทำการบีบบังคับหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญจนเกิดปัญหา จึงอยากให้เจ้าหน้าที่มาดำเนินการกับปัญหาเอเย่นต์ โดยการให้เจ้าของน้ำเชื้ออสุจิ ติดต่อกับหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญด้วยตนเอง หรือจะตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลการรับอุ้มบุญของหญิงไทย ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าสามารถทำได้และหากมีความชัดเจนมันก็ไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์

พร้อมกันนี้นายรัฐประทานขอถือโอกาสชี้แจงถึงเหตุการณ์ ขณะทหารและเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการดู แลเด็กที่คอนโดมิเนียม และนำเด็กไปยัง สน.ลาดพร้าวว่า ขอขอบคุณหัวหน้าชุดที่ไปตรวจสอบ ที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องค้ามนุษย์ เจตนาไม่ใช่การกระทำดังกล่าว ไม่พบการทารุณกรรมเด็ก และเด็กอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพียงเห็นว่ามีประเด็นอื่นอันควรสงสัย เรื่องนี้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบสรุปชี้ให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก ที่ต้องโตขึ้นมาและรับรู้ปัญหา โดยเฉพาะเด็กทั้ง 9 คนและที่จะเกิดอีกคน จะต้องอยู่ในประเทศไทย เขามีสิทธิตามกฎหมายอย่างไร ในความดูแลของบิดามารดา

“ผมขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า วันที่เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและจะนำเด็กไป สน.ลาดพร้าวนั้น มีสื่อบางรายเสนอข่าวว่าผมไปต่อรองไม่ให้จับพี่เลี้ยง วันนั้นผมถามว่าพี่เลี้ยงมีความผิดด้วยหรือจะจับตัวไป เขาก็บอกว่าจะนำเด็กไป ผมเห็นว่าพี่เลี้ยงดูแลเด็กก็ต้องให้ไปดูแล ส่วนหญิงที่ตั้งครรภ์อายุ 19 ปี แต่งงานแล้วบรรลุนิติภาวะแล้วกับญาติอีกคน ถูกนำตัวหายไปจากสถานีตำรวจ ใครนำตัวไป ขั้นตอนการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างดีแค่ไหน เนื่องจากหญิงที่ตั้งครรภ์ต้องได้รับการดูแลเรื่องการเจ็บป่วยด้วย” นายรัฐประทานกล่าว

นายรัฐประทานยังเผยต่อว่า ขณะนี้ชาวญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิเขาเป็นห่วงลูกของเขาทั้ง 9 คน รวมทั้งหญิงที่อุ้มบุญอีกคน เกรงว่าจะได้รับการดูแลไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากเด็กจากการอุ้มบุญและหญิงที่ตั้งครรภ์จะได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ ชาวญี่ปุ่นเขาเห็นว่าสถานที่นำเด็กไปดูอาจจะแออัด ไม่ได้รับการดูแลดีเท่าที่วร เขาถือว่าการดูแลเด็กเป็นเรื่องส่วนตัว ที่ไม่ควรมาให้ทางราชการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ เขาจึงได้บอกให้ตนนำเงิน 100,000 บาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลลูกๆเขา แต่ได้ให้ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ขอรับเกรงจะเกิดปัญหาภายหลัง

นางญาณี เลิศไกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า หลังเด็ก 9 คนมาอยู่ในความดูแลของกรม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ได้ประสานทีมแพทย์ประเมินตัวเด็ก ทั้งสุขภาพ พัฒนาการตามวัย เบื้องต้นมีสุขภาพแข็งแรง โดยเป็นเด็กชาย 6 คน หญิง 3 คน อายุตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึง 2 ปี แต่ยังไม่พบหลักฐานเอกสารใดๆที่บ่งชี้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก กรณีทนายพ่อชาวญี่ปุ่นของเด็ก ระบุจะนำสูติบัตรมายืนยันตัวเด็กทุกคน ต้องตรวจสอบการได้มาซึ่งสูติบัตร ว่าถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ทั้งวันเกิด ชื่อเด็ก ชื่อพ่อแม่

นางญาณีเผยด้วยว่า มีหญิงรายหนึ่งที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ประมาณ 7 เดือน ขณะนี้ถูกกันไว้เป็นพยานและอยู่ในเซฟเฮาส์อย่างดี มีพี่สาวและทีมสหวิชาชีพคอยดูแล จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นหญิงสาวที่ว่าระบุว่าถูกเพื่อนชวนให้รับจ้างอุ้มบุญ หลังจากที่เพื่อนไปทำแล้วไม่ติด โดยมีเอเยนซี่ติดต่อด้วยค่าจ้างเป็นเงิน 3 แสนบาท หากเด็กติด 1 คน และ 4 แสนบาทถ้าติด 2 คน จึงตัดสินใจทำ เนื่องจากขณะนั้นมีภาระผ่อนรถ และต้องการใช้เงิน เมื่อพ่อแม่ทราบก็เสียใจ ขณะนี้หญิงที่ว่าอยู่ในภาวะเครียด ต้องถือว่าเขาเป็นผู้เสียหายและต้องได้รับการคุ้มครอง

อีกด้านหนึ่ง นพ.กำธร พฤษานานนท์ ประธานอนุกรรมการเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีบุกตรวจสอบคลินิกรับอุ้มบุญที่ย่านถนนเพลินจิต-เพชรบุรีตัดใหม่ และการตรวจสอบคอนโดมิเนียมย่านลาดพร้าวที่มีผู้ลักลอบอุ้มบุญ นำเด็กมาพักอาศัยอยู่รอการเดินทางออกนอกประเทศ ว่า ราชวิทยาลัยสูตินรีฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งให้ความรู้กับประชาชนเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทั้งการทำอุ้มบุญเด็กหลอดแก้ว ยืนยันว่าแพทย์ที่ปฏิบัติจะอ้างไม่รู้ไม่ได้ เพราะตลอดการทำอุ้มบุญทั้งการเก็บไข่ เก็บสเปิร์ม และการฉีดตัวอ่อนเพื่ออุ้มบุญ แพทย์จะต้องพบทั้งพ่อแม่ที่แท้จริงละแม่อุ้มบุญอยู่แล้ว หากสงสัยสามารถสอบถามกลับไปได้ ยิ่งพ่อแม่ต่างเชื้อชาติ ภาษา เช่นกรณีน้องแกรมมี่ สามารถสงสัยได้ เพราะตามประกาศของแพทยสภากำหนดให้ทำการอุ้มบุญเฉพาะญาติทางสายเลือดเท่านั้น

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ในวันที่ 7 ส.ค.จะนำเรื่องการตรวจจับคลินิกรับทำอุ้มบุญย่านเพลินจิต-เพชรบุรีตัดใหม่และเด็กอุ้มบุญ 9 รายที่ย่านลาดพร้าวเข้าที่ประชุมกรรมการแพทยสภา เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีการลงโทษเอาผิดแพทย์ จากกรณีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นรายแรก ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่ในส่วนของหญิงที่รับอุ้มบุญยังไม่มีกฎหมายใดกำหนด และเห็นด้วยกับ การสนับสนุนให้มีการออก พ.ร.บ.การตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.... ซึ่งมีการยกร่างไว้ตั้งแต่ปี 2551 พ.ร.บ.นี้จะทำให้เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำอุ้มบุญทั้งหมดตั้งแต่หญิงรับทำอุ้มบุญ เอเยนซี่ และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะแพทย์ที่ผิดตามข้อบังคับแพทยสภาที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น

ที่สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม นายเอกชัย ชินณพงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์เปิดสัมมนาเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มุมมองที่แตกต่างระหว่างไทยกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมเนื่องในวันรพี หรือวันนักกฎหมายไทย มี นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ น.ส.แอนเนต ลินซ์ เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ เข้าร่วมการสัมมนา

น.ส.แอนเนต ลินซ์ กล่าวว่า นานาชาติได้ร่วมกันพัฒนากฎหมายปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยทำควบคู่ไปกับกฎหมายเกี่ยวกับการค้าคนและกฎหมายสิทธิเด็ก ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีการค้ามนุษย์จำนวนมากในปี 2012 มีผู้เสียหายกว่า 11 ล้านคน มีคนร้าย 7 พันคน ถูกดำเนินคดีจริง 4 พันคน แสดงให้เห็นว่ายากที่จะดำเนินคดีกับคนร้าย ขณะที่นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ กล่าวว่า ตั้งแต่สหรัฐฯมีกฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ไทยก็พยายามปฏิบัติตามไม่ว่าจะเป็นระดับพิธีสารหรือออกกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ดังนั้น ไทยต้องปรับแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ควรมีการยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ในส่วนการพบเด็กทารก 9 คนเกิดจากหญิงไทย ที่รับอุ้มบุญให้กับชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียวที่คอนโดฯย่านลาดพร้าว เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปราบปรามการค้ามนุษย์หรือไม่ นายจรัญกล่าวว่า ต้องมองเป็นสองมุม ถ้าหญิงนั้นทำโดยยินยอมพร้อมใจ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีความบกพร่องในการมีบุตร และทำถูกขั้นตอนพร้อมมีวิธีการรองรับเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดค้ามนุษย์ แต่ถ้าหญิงนั้นตั้งครรภ์เพราะมีสินจ้างรางวัลตอบแทนเพื่อตนหรือเพื่อผู้อื่นจากกลุ่มบุคคลที่กระบวนการเหล่านี้เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เผยว่า เคยมีส่วนร่วมในการร่าง พ.ร.บ.ปราบปรามการค้ามนุษย์ ล่าสุดก็มีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญโดยตรง 1 ฉบับ ของชุด ดร.สายสุรีย์ จุติกุล ถึงกรณีที่ครอบครัวที่ทำอุ้มบุญโดยไม่มีเจตนาทางการค้า แต่ต้องการบุตรเพื่อแก้ไขปัญหาครอบครัวจริง โดยร่างกฎหมายจะมีมาตรการในเชิงรองรับปัญหาที่จะเกิดตามมาภายหลังเกี่ยวกับการควบคุมดูแล การให้ความปลอดภัยแก่เด็ก มารดา และหญิงที่ตั้งครรภ์ เชื่อว่าน่าจะมีการหยิบยกไปพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้

นายจรัญกล่าวต่อว่า ที่น่าสนใจในกฎหมายฉบับใหม่ก็คือ การให้สิทธิประโยชน์แก่เด็กและหญิงที่ตั้งครรภ์ กรณีที่ทารกคลอดออกมาแล้ว ไม่เป็นที่พอใจของเจ้าของสเปิร์มเจ้าของไข่ แล้วไม่อยากได้เด็ก ปัจจุบันพวกนี้ไม่ต้องรับผิด เพราะยังไม่มีกฎหมายรับรอง เห็นสมควรที่จะมีกฎหมายออกมาอีก 1 ฉบับ เพื่อรองรับกรณีที่ไม่ใช่การค้ามนุษย์แต่ปกป้องสิทธิประโยชน์ผู้เกี่ยวข้อง หลักสำคัญของกฎหมายก็คือต้องไม่ให้องค์กรอาชญากรรม เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ ต้องรอบคอบเรื่องสิทธิพึงมีพึงได้ของเด็ก ความสัมพันธ์ของบิดา มารดา กับบุตร สิทธิ์ทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาในตอนนี้คือเรายังใช้กฎหมายแพ่งบรรพ 5 คือหญิงที่ตั้งครรภ์เป็นมารดาของบุตรและมีอำนาจให้ความยินยอม กรณีจะมีการนำเด็กออกไปนอกราชอาณาจักร ถ้าไม่มีกฎหมายออกมาบัญญัติเรื่องนี้โดยตรง ก็ไม่สามารถนำเด็กออกนอกราชอาณาจักรได้

ส่วนความเคลื่อนไหวของน้อง “แกรมมี่” ที่ยังนอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.สมิติเวช ศรีราชา วันเดียวกัน โรงพยาบาลได้งดการเข้าเยี่ยมหรือสัมภาษณ์ น.ส.ภัทรมน จันทร์บัว แม่อุ้มบุญ เนื่องจาก น.ส.ภัทรมนเกิดความเครียดที่ถูกสื่อหลายแขนงรุมสัมภาษณ์หลายวันติดกัน จนไม่มีเวลาดูแลน้องแกรมมี่ จึงของดให้สัมภาษณ์ ขณะที่อาการของน้องแกรมมี่ ยังทรงตัวไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากอาการดาวน์ซินโดรม นายวิจิตร พนายิ่งไพศาล ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา เผยว่า ขณะนี้ น.ส.ภัทรมนปฏิเสธที่จะให้ใครเอาน้องแกรมมี่ไปโดยเด็ดขาด เพราะเป็นลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกับโรงพยาบาลและมูลนิธิแฮนด์อะครอส เดอะวอลเตอร์ ดูแลอย่างดี จึงขอปฏิเสธการช่วยเหลือจากบุคคลและองค์กรอื่นๆ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน ความคืบหน้ากรณีน้องแกรมมี่ว่า ทางการออสเตรเลียได้เริ่มต้นสืบสวนอย่างเข้มข้น หลังจากที่มีการเปิด เผยว่านายเดวิด ฟาร์เนลส์ พ่อของ ด.ช.แกรมมี่เคยถูกตัดสินจำคุก 3 ปี เมื่อปี 2541 ฐานก่อเหตุละเมิดทางเพศเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 13 ปี รวม 3 คน ทั้งยังเคยถูกจำคุกอีก 18 เดือน ฐานกระทำการไม่เหมาะสมต่อเด็ก มีความผิดรวม 6 กระทง

โดยนายแดร์เรน โอมัลลีย์ โฆษกประจำสำนักงานคุ้มครองเยาวชนในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย กล่าวว่า ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดต่อที่บ้านของนายฟาร์เนลส์ในเมืองบันเบอรี 2 ครั้ง แต่ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน หากนายฟาร์เนลส์และภริยายังคงหลีกเลี่ยงที่จะพบปะกับเจ้าหน้าที่เช่นนี้ สำนักงานจะดำเนินการขั้นต่อไป โดยให้ตำรวจมาตามตัวแทน และขอย้ำว่าสำนักงานมีอำนาจที่จะริบสิทธิการเลี้ยงดูเด็กหญิงแฝดของ ด.ช.แกรมมี่ในทันที หากพบว่าสภาพความเป็นอยู่ของเด็กไม่เหมาะสม ขณะที่นายโทนี แอบบอตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่ารัฐบาลคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียจัดการตามความเหมาะสม

สำนักข่าวรอยเตอร์ยังรายงานคำให้สัมภาษณ์ ของอดีตนายหน้าผู้มาติดต่อให้ น.ส.ภัทรมนเป็นผู้อุ้มบุญน้องแกรมมี่ นายหน้าที่เปิดเผยชื่อเพียงว่า “จอย” ได้ระบุว่า หลังจากน้องแกรมมี่คลอดออกมาพ่อแม่ออสเตรเลียได้ขอรับตัวไปดูแลด้วยพร้อมกันกับเด็กหญิงฝาแฝด เพราะไม่อยากสร้างภาระให้แม่อุ้มบุญไปมากกว่านี้ แต่หลังจากทราบข่าวว่าพ่อแม่ที่แท้จริงจะขอลูกทั้งสองคนไปดูแล น.ส.ภัทรมนก็ได้ติดต่อมาขอโทษนายหน้า บอกว่าจะไม่เอาเงินค่าจ้างแล้ว ขอเลี้ยงน้องแกรมมี่ไว้เอง นอกจากนี้ จอยยังกล่าวด้วยว่า ครอบครัวออสเตรเลียกับ น.ส.ภัทรมนไม่ได้ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนที่ น.ส.ภัทรมนอ้างว่านายหน้าไม่ยอมจ่ายเงินให้นั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด ความจริงนายหน้าได้เสนอที่จะจ่ายเงินแบบผ่อนชำระให้ แต่ น.ส.ภัทรมนไม่พอใจกับข้อเสนอนี้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อุ้มบุญคอนโดลาดพร้าวชาวญี่ปุ่นนักธุรกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้