ข่าว
100 year

“อุ้มบุญ” ข้ามชาติ อาชีพใหม่คนจนเอเชีย?

ซูม6 ส.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

เมื่อปี พ.ศ.2513 หรือ 2514 เห็นจะได้ มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งมาฉายบ้านเรา ผมจำชื่อภาษาไทยไม่ได้แล้ว แต่จำชื่อภาษาอังกฤษได้แม่นยำจนถึงบัดนี้ว่า “The baby maker” ซึ่งแปลตรงๆตัวว่า คนผลิตเด็ก หรือคน (รับจ้าง) ทำเด็กนั่นเอง

เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ เริ่มที่ครอบครัวชั้นกลางที่พอมีเงินมีทองของสหรัฐอเมริกาครอบครัวหนึ่งอยากได้ทายาทไว้สืบสกุล แต่ภรรยาไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ฝ่ายภรรยาจึงยินยอมให้สามีไปหลับนอนกับหญิงอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งบุตรที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสามี

ทั้งนี้ หญิงที่จะมาหลับนอนและให้กำเนิดบุตรนั้น จะต้องทำสัญญายกบุตรให้สามีเธอพร้อมกับให้ทำตัวหายสาบสูญ โดยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือมาทวงสิทธิใดๆทั้งสิ้น เมื่อให้กำเนิดบุตรแล้ว

ต่อมานางเอกของเรื่องซึ่งยากจนและอยากได้เงินจึงมารับจ้างหลับนอนกับผู้จ้างฝ่ายชายจนตั้งท้องในที่สุด

แต่จากการที่นางเอกได้อุ้มท้องและมีสุขมีทุกข์กับลูกในท้องมาเป็นเวลา 9 เดือนเต็มๆ เธอจึงเกิดความรู้สึกผูกพัน ในฐานะแม่ของทารกในครรภ์

ครั้นเมื่อถึงกำหนดคลอด เธอจึงไม่อยากจะยกลูกให้แก่ 2 สามีภรรยา และหาทางหลบเลี่ยง ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าเรื่องราวจบลงอย่างไร...

จำได้แต่ว่าหนังเรื่องนี้ฮือฮามากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์หนักพอสมควรว่าเป็นหนังผิดศีลธรรมและไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมในยุคโน้น

ใครจะนึกล่ะครับว่ามาถึง พ.ศ.นี้จะมีข่าวใหญ่คล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นมาอีกและกลายเป็นข่าวระดับโลก เนื่องจากสามีภรรยาที่อยากได้บุตรแบบภาพยนตร์ Baby Maker มีจริงๆและมีมากเสียด้วยในปัจจุบัน

ต่างกันตรงที่ว่า ยุคนี้เป็นยุควิทยาศาสตร์ก้าวหน้า นักวิทยาศาสตร์สามารถผสมเชื้อฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงในหลอดแก้วแล้วนำเชื้อที่ผสมแล้วไปไว้ในมดลูกของฝ่ายหญิง ก่อกำเนิดเป็นทารกได้โดยไม่ต้องหลับนอนกันเลยแบบในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

ข่าวฮือระดับโลกในเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและไทยรัฐทีวี รายงานว่าสามีภรรยาของชาวออสเตรเลียคู่หนึ่งมาขอให้สตรีไทยคนหนึ่งรับเป็นแม่อุ้มบุญ ให้กับครอบครัวของเธอด้วยวิทยาการสมัยใหม่

แต่เนื่องจากแม่อุ้มบุญชาวไทยเกิดได้ลูกแฝดขึ้นมาและเด็กแฝดอีกคนโชคร้ายมีความผิดพลาดในการผสมทำให้เป็นโรคดาวน์ซินโดรมและโรคอื่นๆแทรกซ้อนอีกหลายโรค

สามีภรรยาชาวออสเตรเลียจึงรับไปเพียงคนเดียวคือเด็กที่สมบูรณ์เท่านั้นพร้อมกับทิ้งลูกที่ไม่สมบูรณ์ให้แม่อุ้มบุญเลี้ยงไปตามลำพัง

อย่างไรก็ตาม จากการเปิดเผยของไทยรัฐทำให้สำนักข่าวต่างประเทศแห่กันมาทำข่าวจนล่าสุด มีผู้สงสารเห็นใจแม่อุ้มบุญชาวไทยส่งเงินบริจาคมาช่วยเลี้ยงดูกว่า 6 ล้านบาทแล้ว

ขณะเดียวกัน ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีกเมื่อคุณ ธาตรี เชาวชตา ผอ.กองสัญชาติ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เผยว่ามีชาวต่างประเทศมาจ้างวานให้หญิงไทยอุ้มบุญ และรอคลอดในขณะนี้ถึงเกือบ 250 ราย เป็นชาวอิสราเอล 100 ราย และออสเตรเลียอีก 150 ราย

มีการประชุมหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไปแล้วในเรื่องนี้ ต่างมีความเห็นร่วมกันว่า เข้าข่ายการค้ามนุษย์ อาจจะต้องพิจารณาออกกฎหมายควบคุมเรื่องนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง

ต่อมาเมื่อวานนี้เอง หนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทม์ส ก็ตีพิมพ์สารคดีเชิงข่าวว่า ธุรกิจนายหน้า “แม่อุ้มบุญ” กำลังบูมหรือเติบโตมากในประเทศจีน

แต่เนื่องจากการอุ้มบุญเป็นเรื่องผิดกฎหมายของจีน จึงต้องทำกันอย่างลับๆส่งผลให้ค่าจ้างอุ้มบุญสูงถึง 25,000 เหรียญ หรือเกือบๆ 800,000 บาท เป็นเหตุให้บริษัทนายหน้าต้องไปหาสตรีชาติอื่นมาอุ้มบุญเสริมในค่าจ้างที่ถูกกว่า

ในบทความกล่าวว่ามีแม่อุ้มบุญชาวไทยและเวียดนามด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่าในแต่ละประเทศมีมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม เศรษฐีใหม่ชาวจีนมักนิยมแม่อุ้มบุญที่เป็นชาวจีนด้วยกันมากกว่า บริษัทนายหน้าจึงต้องส่งตัวแทนไปค้นหาผู้สมัครใจในชนบทต่างๆทั่วประเทศ

แม้จะตระหนักดีว่าการรับจ้างอุ้มบุญเป็นงานบริสุทธิ์ และคนยากจนในเอเชียหลายๆประเทศหันมารับงานนี้มากขึ้น จึงน่าจะเป็นการช่วยคนจนได้อย่างหนึ่ง แต่ผมก็รู้สึกละเหี่ยใจอย่างไรก็ไม่รู้ขณะที่เขียนเรื่องนี้

จะเป็นการค้ามนุษย์หรือไม่ผมคงไม่สามารถสรุปได้...แต่ยอมรับว่าผมรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจจริงๆที่ทราบว่าคนจนจำนวนมากหันมาใช้วิธีนี้แก้ปัญหาความยากจน โดยเฉพาะคนไทย

ท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบในบ้านเราจะคิดอ่านอย่างไร? จะมีกฎหมายหรือออกกฎเกณฑ์อย่างไรให้หดหู่น้อยลง ก็เชิญเถอะครับ.

“ซูม”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เหะหะพาทีซูมอุ้มบุญ

คุณอาจสนใจข่าวนี้