ข่าว
100 year

'หมอประมวล' จี้เร่งคลอด ก.ม.อุ้มบุญ สกัดปัญหารับจ้างตั้งครรภ์

ทีมข่าวการศึกษา4 ส.ค. 2557 15:06 น.
SHARE

"หมอประมวล" จี้เร่งคลอด ก.ม.อุ้มบุญ สกัดปัญหารับจ้างตั้งครรภ์ ติงสามีภรรยาออสซี่ใจดำ โยนบาปให้แม่อุ้มเด็กดาวน์ซินโดรม ย้ำหมอต้องคำนึงจริยธรรมสูงสุดในการกระทำใดๆ...

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่คณะแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล วีรุตมเสน จากภาคสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างผลงานเด็กหลอดแก้วรายแรกของประเทศไทยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะหนึ่งในคณะอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. ... ให้สัมภาษณ์ว่า ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. ... มีการยกร่างโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมายและผู้เกี่ยวข้อง ใช้ระยะเวลาพอสมควรและส่งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเป็นต้นเรื่องเสนอ ครม.พิจารณาเห็นชอบตั้งแต่ปี 2553 จนอยู่ในวาระเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็มีการเสนอรัฐบาลชุดที่แล้วอีกครั้ง และนำกลับมาทำประชาพิจารณ์อีกจนเสร็จ เตรียมเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติก็ยังคงค้างอยู่ที่ พม.

ขณะนี้ก็มีความพยายามผลักดันให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คชส.) พิจารณา เพราะถือว่าเรื่องการอุ้มบุญเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายโดยหลักคือ การคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์โดยยังประโยชน์สูงสุดคือความผาสุกที่เกิดกับเด็ก และแก้ปัญหาถึงความเป็นเจ้าของหรือผู้ปกครองเด็กที่เกิดออกมาเพื่อให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพต่างๆ กับเด็ก จากเดิมที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองบุตรเฉพาะเด็กที่เกิดจากมารดาที่ตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ร่างกฎหมายนี้จะรับรองสถานะความเป็นพ่อแม่ที่เป็นเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ ไม่ใช่หญิงที่ตั้งครรภ์แทน และคุ้มครองถึงทุกประเด็น โดยเปิดช่องให้สามารถตั้งครรภ์แทนได้ แต่ผู้ตั้งครรภ์แทนจะต้องเป็นไปตามคำแนะนำโดยแพทย์ ที่ควรให้เป็นพี่น้อง ญาติ หรือคนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ เพื่อความผูกพัน ความรับผิดชอบ และทุกขั้นตอนต้องผ่านกระบวนการวินิจฉัยด้วยเหตุผลทางการแพทย์ที่รอบคอบ

นอกจากนี้ กฎหมายระบุชัดถึงพ่อแม่เจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ที่ให้ผู้อื่นตั้งท้องแทนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าเด็กที่เกิดออกมาจะมีความผิดปกติหรือไม่ หรือทุพพลภาพ ขณะที่ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ก็ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย ที่สำคัญกฎหมายระบุชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีการรับจ้างตั้งครรภ์แทน ห้ามทำการเป็นคนกลางหรือนายหน้าจัดให้มีการรับตั้งครรภ์แทน และโฆษณาว่ามีหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน ซึ่งกำหนดบทลงโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“กรณีสามีภรรยาออสเตรเลียที่มาจ้างหญิงไทยตั้งครรภ์แทนจนได้ลูกแฝด แต่ลูกคนหนึ่งเป็นดาวน์ซินโดรม และทิ้งเป็นภาระให้หญิงไทยที่ตั้งครรภ์แทนดูแล จนปรากฏเป็นข่าวใหญ่เวลานี้ เชื่อว่ารัฐบาลออสเตรเลียคงไม่ปล่อยปัญหาดังกล่าว ถือว่าสามีภรรยาคู่นั้นใจดำมาก โยนบาปให้กับหญิงที่อุ้มท้องและเด็กที่เกิดออกมา ผมคิดว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่เฉพาะปัญหาในประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ และยิ่งเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ผมเชื่อสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ของไทยไม่ได้เป็นรองใคร ดังนั้น จึงอาจจะเป็นช่องทางให้มีการกระทำใดๆ ที่ผิดจริยธรรมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ได้ ที่ผ่านมา ผมฟังกันจนหูอื้อว่า มีการลักลอบอุ้มบุญทำกันเยอะ เพียงแต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน มีการขึ้นเว็บไซต์ประกาศโฆษณาชวนเชื่อให้มาทำในเมืองไทย จนถูกมองว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรับจ้างอุ้มบุญ แม้แต่สื่อต่างชาติก็ยังประโคมข่าวเรื่องนี้ จึงอยากจะให้เร่งผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. ...ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น” ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล กล่าว

ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมในวิชาชีพ ที่ทุกวิชาชีพต้องคำนึงและปฏิบัติโดยเคร่งครัด ซึ่งแพทยสภาก็มีข้อบังคับอยู่แล้วที่กำหนดข้อห้ามกระทำการใดๆ เชิงพาณิชย์อยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะจงใจหรือมีเหตุจูงใจอย่างอื่นคือเรื่องของเงิน ผลประโยชน์ส่วนตัวที่เป็นตัวการให้ดำเนินการในสิ่งผิดๆ

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวชายรักร่วมเพศจากต่างประเทศ มาจ้างหญิงไทยตั้งครรภ์แทน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ สามารถเอาผิดได้หรือไม่ ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่ว่ากลุ่มรักร่วมเพศ หรือการแปลงเพศ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ และถามว่าเราควรจะทำหรือไม่ ทำแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กที่เกิดออกมาหรือไม่ ต้องคิดให้ไกลและรอบคอบ ซึ่งในคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายก็คุยเรื่องนี้ แต่ไม่ได้มีการบัญญัติในกฎหมาย แต่เปิดช่องให้แพทยสภาเป็นผู้พิจารณา สิ่งสำคัญสูงสุดคือเรื่องจริยธรรมว่าแพทย์พึงกระทำหรือไม่.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประมวล วีรุตมเสนกฎหมายอุ้มบุญเด็กดาวน์ซินโดรมออสเตรเลียตั้งครรภ์แทน

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้