วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'สุภิญญา' รับ กสทช.ติดลบด้านกำกับดูแล-เด่นจัดสรรคลื่น

กรรมการ กสทช. ยอมรับกลางวงเสวนา กสทช.ติดลบด้านกำกับดูแล ชูผลงานเด่นจัดสรรคลื่นจากแรงจูงใจทางธุรกิจ ขณะที่นักวิชาการแนะจับการจัดสรรคลื่นหลังหมดสัมปทานและการกำกับดูแลเนื้อหาทีวีธุรกิจ...

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. มีรายงานว่า ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน มีการจัดเสวนา เรื่อง ปฏิรูป กสทช. เพื่อการปฏิรูปสื่อ ตามโครงการ 60 ปี สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย "ปฏิวัติคนข่าว ปฏิรูปสื่อ" ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดร่วมกับศูนย์ศึกษาจริยธรรม กฎหมาย และนโยบายสื่อ และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยมีวิทยากรมาร่วมเสวนา ได้แก่ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. นางภัทรา โชว์ศรี ผอ.สำนักตรวจสอบการเงินที่ 6 สตง. นางสาวสุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและนโยบายสื่อศูนย์ศึกษา จริยธรรม กฎหมาย และนโยบายสื่อ สถาบันอิศรา และนายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นางสาวสุวรรณา กล่าวตอนหนึ่งว่า อยากสรุปให้สังคมทราบว่า กสทช.มีความสำคัญและจำเป็นในสังคมไทย การปฏิรูปสื่อหมายถึงการ ปรับปรุงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ การผ่อนคลายการผูกขาดของรัฐ กระจายการถือครอง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสื่อและก่อให้เกิดการแข่งขันโดยบริสุทธิ์เสรีเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผูกขาด ให้หลักประกันในการสื่อสารของคนทุกกลุ่มในสังคม และสร้างมาตรฐานของเนื้อหารายการ

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปไม่ใช่แค่เรื่องของการที่สื่อไม่มีจริยธรรม เพราะถ้าคิดแค่เรื่องนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สังคมได้ทั้งระบบ ทำไมเราต้องพูดถึง กสทช. เพราะสื่อมีหลากหลายช่องทาง แต่สื่อวิทยุและโทรทัศน์ต้องใช้คลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของชาติที่มีจำกัด เราจึงจับประเด็นของ กสทช. เพราะคลื่นความถี่ที่ กสทช. กำลังดูแลมีจำนวนจำกัด ต้องทำให้เกิดการแข่งขัน ที่มีความมีเสรีและเป็นธรรม ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุการมีคณะกรรมการสรรหาการปฏิรูปสื่อที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้จากทั้งหมด 11 หัวข้อ จึงเป็นที่มาของการเสวนาวันนี้

นางสาวสุวรรณา กล่าวต่อว่า ภารกิจในการปฏิรูปสื่อมีอยู่ 3 ด้าน 1.การกระจายการถือครองคลื่นความถี่ตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่ 2.ประชาชนได้เข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ 3.การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม นี่คือประเด็นที่สังคมต้องจับตา จึงคิดว่า กสทช.ยังมีความจำเป็นยังคงต้องคงอยู่ต่อไป แต่มีบางอย่างที่ต้องแก้ไขตนเคยเป็นอนุกรรมการยกร่างกฎหมายการประกอบกิจการฯ และรู้ปัญหาของวิทยุกระจายเสียง จึงมีโอกาสจับตาดู กสทช.มาโดยตลอด

ทั้งนี้ ที่มาของการยกร่างกฎหมายฉบับนั้น อยู่บนแนวคิดว่าต้องคลี่นความถี่วิทยุมีได้ 524 คลื่นในทั่วประเทศ และใน 524 คลื่น แบ่งเป็นของกรมประชาสัมพันธ์ 100 กว่าคลื่น กองทัพบก 100 กว่าคลื่น อสมท 62 คลื่น ถามว่านี่คือทรัพยากรไม่มีเอกชนและประชาชนเป็นเจ้าของเลย ดังนั้น เราต้องการการกระจายการถือครอง 524 คลื่น และวันนี้ต้องถามว่าหน่วยงานเหล่านั้นมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีคลื่นเหล่านี้ และท่านสามารถลดการถือครองรวมกันเหลือ 209 คลื่นได้หรือไม่ แต่ผลปรากฏว่าวันนี้เรามีวิทยุเป็นหมื่นๆ คลื่นทั้งที่ 524 คลื่นยังไม่ได้รับการจัดสรรและยังคงอยู่ การกระจายคลื่นหลักยังไม่เกิดขึ้น ถ้า กสทช.ทำงานภายใต้การยกร่างนั้นง่ายๆ เลย

"เราไม่คิดว่าเราจะเกิดภาวการณ์ที่วิทยุชุมชนเกิดขึ้นเป็นหมื่นคลื่น แล้วเราจะจัดสรรให้เราอยู่กันอย่างมีความสุขได้อย่างไร ซึ่งเราเข้าใจว่าเมื่อเกิด กสทช. ตาม พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่แล้วจะจัดการ 524 คลื่น แต่ท่านไม่ได้ทำเลยแม้แต่นิดเดียว"

นางสาวสุวรรณา กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องทีวีดิจิตัลมี 48 ช่องใหม่ มีการจัดสรรช่องธุรกิจไปแล้ว 24 ช่อง ยังเหลือชุมชนอีก 12 ช่อง ที่ยังไม่มีการพูดถึง และไม่ต้องพูดถึงช่องสาธารณะที่มีการจัดสรรไปแล้วบางส่วน แต่ขณะนี้มีคนวิเคราะห์ว่า ช่องธุรกิจ 24 ช่องกำลังจะตายและไปไม่รอด นี่คือผลงานที่กสทช.มองแต่ผลงานข้างหน้า โดยไม่มองปัญหาข้างหลัง ซึ่งขณะนั้นผู้ยกร่างกฎหมายมองว่าช่องอะนาล็อก 6 ช่อง ในปัจจุบัน ควรกระจายให้ชุมชนและบริการสาธารณะ และธุรกิจโดยสัดส่วนที่เป็นธรรม จึงมีคนสงสัยว่ามีการแบ่ง 12 ช่องสาธารณะแบ่งเพื่ออะไร อยากจะบอกว่า กสทช.ไม่ได้ใช้และตีความกฎหมายที่ให้อำนาจ กสทช.ดำเนินการ แต่กลับดำเนินการตามที่ท่านคิดว่าอยากทำ โดยลืมนึกว่ากฎหมายมีหลักการใช้และการตีความกฎหมาย

ด้านนางสาวสุภิญญา กล่าวว่า หลังจากถูกตรวจสอบมากขึ้น ก็มีความระมัดระวังมากขึ้น ที่รัฐธรรมนูญออกแบบมาให้เป็นองค์กรอิสระเพื่อทำงานได้เร็ว โดยยอมรับว่าเรื่องของการกำกับดูแล กสทช.น่าจะติดลบ แต่การจัดสรรคลื่นถือว่าเป็นเรื่องเด่น เพราะมีแรงจูงใจเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ จะเห็นจากการจัดสรรคลื่น 2100 ของโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้รัฐได้งบประมาณต่ำ และเปลี่ยนเป็นคลื่น UHF ของทีวี อันนี้ได้งบสูง แต่จะทำให้เอกชนอยู่ได้หรือไม่ต้องดูต่อไป และที่วิจารณ์ว่า กสทช.แตะเรื่องปฏิรูปสื่อของรัฐน้อย แม้จะมีการออกแบบไว้แล้ว แต่ส่วนของทีวีมีการทำอยู่ แต่หาโจทย์ที่วินวินไม่ได้

"แม้ กสทช.จะสอบไม่ตก แต่อาจจะได้คะแนนไม่ดี แต่เรื่องการกำกับดูแลอาจจะสอบตก เพราะในกิจการโทรทัศน์รายใหม่ อยากจะเข้ามามาก แม้รายเดิมก็พยายามจะถ่วงก็ตาม และไม่อยากให้กำกับ และยอมรับว่างานยุทธศาสตร์สำคัญของ กสทช. มีบุคลากรน้อย แต่งานบริการกลับมีคนมากกว่า เงินมีเยอะแต่ไม่เป็นไปตามภารกิจ ที่ต้องได้รับการปฏิรูป ซึ่งเป็นการต่อสู้กันภายใน แต่ก็จะพยายามจะทำให้มีสตาฟฟ์มากขึ้น แต่ก็อยู่ที่กรรมการจะตัดสิน แต่ทั้งนี้หลังจากถูกตรวจสอบมากขึ้น ก็คึกคักมากขึ้น หวังว่าจะดีขึ้น แต่ต้องปรับเรื่องกำลังคน เพราะเงินไปอยู่ในส่วนที่ไม่จำเป็นมากกว่าส่วนที่ไม่จำเป็น" กรรมการ กสทช. กล่าว

ทั้งนี้ ถ้าจะต้องปฏิรูป กสทช. หากจะต้องแก้กฎหมาย ต้องให้น้ำหนักเรื่องการกำกับดูแลมากขึ้น เพราะไม่มีใครอยากทำตรงนี้ สัดส่วนของคนที่เข้าไปใน กสทช. รู้เรื่องสื่อก็มีน้อย เพราะพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ จริยธรรมกับกรรมการคนอื่นต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี เพราะคนเชี่ยวชาญด้านสื่อใน กสทช. มีน้อยมาก หากจะแก้กฎหมายควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นจริงๆ เข้ามา ต้องได้คนที่เข้าใจเรื่องสื่อสารมวลชน ทำเรื่องกำกับดูแลให้เป็นรูปธรรม มีการวัดผลแบบ KPI แม้กฎหมายเขียนให้ถอดถอน กสทช.ได้ แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ต้องแก้กฎหมายให้เขากลัว ส่วนเรื่องธรรมาภิบาลมีปัญหามากในระดับบอร์ดและพนักงาน ท้ายที่สุดทางแก้ต้องแก้เรื่องรายได้ของ กสทช.ที่รายได้สูงมาก และการออกแบบให้เราอิสระเกินไป ก็ทำให้ฟุมเฟือยและใช้ไม่ถูกจุด อย่างไรก็ตาม คิดว่าเจตนาของการมีองค์กรอิสระเพื่อกำกับดูแลอย่าง กสทช. ยังคงต้องมีอยู่ ดีกว่าการไปเป็นหน่วยงานรัฐ

ขณะที่ นางภัทรา กล่าวว่า อยากให้เข้าใจบทบาทของ สตง. ที่มีการตรววจสอบหลายลักษณะ
ส่วนตรวจสอบการเงินหัวใจสำคัญคือการใช้จ่ายเงิน แต่ในส่วนของ กสทช. ไม่ได้ดูแค่การใช้จ่ายเงินเพราะเป็นหน่วยงานพิเศษต้องมองในภาพของการดำเนินงานด้วย จึงเป็นหน่วยที่ดูกฎหมาย โครงสร้างการบริหารบุคคล มองถึงยุทธศาสตร์ แผนแม่บท โครงสร้างบุคลากร ทั้งหมดที่พูดกันผ่านการดูและสะสม เพราะเป็นหน่วยงานใหญ่และใหม่ อย่างไรก็ตาม รายงานผลปฏิบัติงานปี 2556 เป็นรายงานที่ สตง.ยังไม่ได้รับรองและแสดงความเห็นจาก สตง. จึงขอให้ กสทช.รอเพื่อให้นำส่วนของ สตง.เข้าไปใส่ด้วย เพราะต้องยอมรับว่าตัวเลขหลายตัวสูงขึ้นมาก

ส่วนของบำเหน็จที่มีการสงสัยว่าเป็นโบนัสนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่เงินโบนัส แต่เป็นการสำรองไว้ในวันเกษียณ ฉะนั้น ไม่เกี่ยวว่าเป็นโบนัส ส่วนที่ถามว่าค่าใช้จ่ายที่ตัวเลขสูงขึ้นนั้น ยกให้เป็นครดิตของสำนักงาน กสทช.  เพราะหลังจาก สตง.ตรวจสอบและพูดคุยกัน ก็มีความพยายามจะลดลงมา เพราะตั้งแต่ปี 2555 หลังจากเราแจ้งว่าเราตรวจเจออะไร เรื่องจ้างที่ปรึกษา อนุกรรมการ การเดินทางไปต่างประเทศและการบริจาค ที่สูงมากก็มีการลดลง

"เรื่องการใช้จ่ายเงินของ กสทช. เราจับมาตั้งแต่ปี 2553-2556 เรียงกัน พบว่าบางจุดลดลง แต่สิ่งที่กำลังมอง มองเรื่องการจัดงานอีเวนต์หลายๆ งานที่ กสทช.สามารถทำเองได้ แต่กลับจ้างบริษัทภายนอกเพื่อให้การทำโปร่งใสมากขึ้น เพราะตรวจสอบยาก เนื่องจากคุณมีใบเสร็จใบเดียวแล้วจบ จึงอยากให้ทำงานด้วยตัวเอง และกระจายคนมาออกสู่การปฏิบัติมากกว่านี้ ไม่ใช่กองอยู่ในงานบริหาร เพราะถ้าเทียบ สตง. มีคน 2,000 กว่าคน แต่ กสทช.พันกว่าคน ดูแลแค่สื่อเท่านั้น ดังนั้น ต้องแสดงถึงประสิทธิภาพในการทำงานของ กสทช. โดยคำนึงถึงการมีธรรมาภิบาล และการตั้งอนุกรรมการ ที่ปรึกษา ต้องไม่มาโดยระบบโควตา" ตัวแทนจาก สตง. กล่าว

นางภัทรา กล่าวอีกว่า จุดหนึ่งที่ กสทช.ต้องปรับปรุงแก้ไขคือ การเปิดเผยข้อมูล เพราะกฎหมายระบุแล้วว่าท่านจะต้องเปิดเผยอะไร แต่การปฏิบัติการเปิดเผยยังไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดและล่าช้ามาก ซึ่ง สตง.พูดถึงเรื่องนี้ในรายงานด้วย เพราะเมื่อใดที่ให้มีการเปิดเผยข้อมูล จะทำให้คนที่คิดทำอะไรนอกลู่นอกทางลำบาก ซึ่งจะไม่ใช่แค่ สตง.เท่านั้น ที่จะติดตามตรวจสอบท่าน

ส่วนนายวรพจน์ กล่าวว่า เห็นด้วยที่มี กสทช.อยู่ แต่อยากฝากประเด็นให้จับตาการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เปลี่ยนจากสัมปทานของหน่วยงานรัฐกลับมาจัดสรรใหม่ ที่ต้องดูเรื่องหลักเกณฑ์ความจำเป็นที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาว่าคลื่นกำหนด อายุกี่ปี รอดูว่าจะได้จัดรสรรเมื่อไร รวมทั้งการให้ใบอนุญาตทีวีสาธารณะ ไม่มีการออกหลักเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติ และไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากสังคม เราอาจจะเห็นหน่วยงานรัฐเข้ามา อาจจะทำให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรม ส่วนการปฏิรูประดับเนื้อหาจะทำอย่างไร ที่จะสนับสนุนผู้ผลิตสื่อที่หลากหลายยิ่งขึ้น รวมทั้งจะกำกับดูแลเนื้อหาทีวีช่องธุรกิจยังไง เพราะปัจจุบันพบว่าบางรายการได้ช่องข่าวไป แต่ก็ทำข่าวกอสซิปบันเทิง ข่าวดารา.

กรรมการ กสทช. ยอมรับกลางวงเสวนา กสทช.ติดลบด้านกำกับดูแล ชูผลงานเด่นจัดสรรคลื่นจากแรงจูงใจทางธุรกิจ ขณะที่นักวิชาการแนะจับการจัดสรรคลื่นหลังหมดสัมปทานและการกำกับดูแลเนื้อหาทีวีธุรกิจ... 3 ส.ค. 2557 18:12 3 ส.ค. 2557 18:57 ไทยรัฐ