ข่าว
100 year

รู้ทัน 'อีโบลา' ต้องตระหนัก แต่ไม่ตระหนก (ชมคลิป)

ไทยรัฐออนไลน์4 ส.ค. 2557 05:30 น.
SHARE

แม้การแพร่ระบาดของ “เชื้อไวรัสอีโบลา” ใน 3 ประเทศ คือ กินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน รวมถึงไนจีเรีย ที่กินระยะเวลานาน 5 เดือนแล้ว มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 1,323 คน เสียชีวิต 729 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.57) หรือร้อยละ 55.1

แต่หากมองกลับมาที่ประเทศไทย เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานข่าวว่า การระบาดของอีโบลาที่นั่น "ไม่สามารถควบคุม" ได้แล้ว หรือรายงานข่าวมีผู้ป่วยขึ้นเครื่องบินออกจากพื้นที่ และล่าสุด มีข่าวลือว่าพบ "ชาวจันทบุรีติดเชื้อไวรัสอีโบลา" แล้ว เนื่องจากมีอาการป่วย หลังกลับจากประเทศโมซัมบิก จนทำให้ สำนักงานสาธารณสุข จ.จันทบุรี ต้องออกโรงแถลงข่าวว่า ผู้ป่วยดังกล่าวติดเชื้อโรคมาลาเรีย และโรคบิด ซึ่งขณะนี้อาการกำลังดีขึ้นตามลำดับ

ดร.ชีค อูมาร์ คาน หัวหน้าทีมแพทย์ต่อสู้กับเชื้อไวรัสอีโบลา

ความรุนแรงของโรคในสายตาชาวโลกทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อนายแพทย์ใหญ่ ดร. ชีค อูมาร์ คาน หัวหน้าทีมแพทย์ต่อสู้กับเชื้อไวรัสอีโบลาของประเทศเซียร์ราลีโอน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านโรคไข้เลือดออกเพียงไม่กี่คนในประเทศ กลับเป็นผู้ติดเชื้อเอง และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 ก.ค.57 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนยิ่งแตกตื่นมากขึ้นไปอีก

"ขนาดหมอที่รู้จักวิธีการป้องกันอย่างดียังเสียชีวิตเพราะเชื้อโรคนี้ แล้วเราประชาชนคนธรรมดาจะเป็นอย่างไร"?!

กลับมาที่ "สถานการณ์ของไทย" ซึ่งจนถึงขณะนี้ หลายหน่วยงาน ทั้งทางตรง ทางอ้อม รวมถึงประชาชน ต่างมีมาตรการรองรับ และวางแผนกันมากขึ้น เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสตัวนี้ ซึ่งวันที่ 1 ส.ค.57 ที่ผ่านมา สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคออกคู่มือ "แนวทาง การดำเนินงาน เฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน และควบคุม โรคอีโบลา ในประเทศไทย ปี 2557" ซึ่งสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารไปอ่านได้ฟรี หรือจะเป็นที่เว็บไซต์ของสำนักระบาดวิทยาที่รวบรวมสถานการณ์ล่าสุด จำนวนผู้เสียชีวิต รวมถึงแนวทางการป้องกันให้ประชาชนได้ติดตาม

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เช่นนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" ​ขอเป็นส่วนหนึ่งในการแจกแจงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสอีโบลา โดยคาดหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน และไม่ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวการแพร่ระบาดมากจนเกินไป แต่อยากให้ผู้อ่านตระหนักถึงความรุนแรง และแนวทางการรับมือ รวมถึงการป้องกันตัวเอง หากเชื้อไวรัสอีโบลา "เข้าประเทศไทย"

"อีโบลา" คืออะไร
"เชื้อไวรัสอีโบลา" เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2519 ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทวีปแอฟริกา ใกล้กับแม่น้ำอีโบลา ซึ่งเชื้อนี้ระบาดมามากกว่า 20 ครั้งแล้ว โดยมีการสันนิษฐานว่า "ค้างคาวกินผลไม้" เป็นตัวนำเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังพบว่า โรคดังกล่าวมีในสัตว์ตระกูลลิงในแอฟริกา ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่า "ติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร"

โดย ศ. น.สพ. ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงที่มาของการเกิดเชื้อไวรัสอีโบลาว่า โรคต่างๆ ที่มาจากสัตว์สู่คน มีที่มาจากป่า และมาจากตัวสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ซึ่งไม่แสดงอาการ และเชื้อไวรัสอีโบลาสันนิษฐานว่ามาจากค้างคาวกินผลไม้ โดยพื้นฐานชาวแอฟริกานิยมรับประทานสัตว์ป่า หาของป่าขาย พอเข้าไปก็ติดเชื้อมาโดยไม่รู้ เพราะต้องสัมผัสสัตว์ป่า แบบที่ไม่ป้องกัน แต่ในประเทศไทยยังไม่พบว่าค้างคาวเป็นแหล่งรังโรคแต่อย่างใด โดยสัตว์แต่ละชนิดก็ไม่ได้มีเพียงเชื้อโรคเดียวเท่านั้น ขณะที่ความรุนแรงของโรคนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์อีกด้วย

ทั้งนี้ โรคสามารถแพร่จาก "คนสู่คน" ผ่าน "สารคัดหลั่ง" ซึ่งหมายถึง ของเหลวทุกอย่างที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย เช่น เลือด น้ำลาย น้ำตา เหงื่อ น้ำเมือก แต่จะ "ไม่ติดต่อผ่านการหายใจ" และสำหรับเชื้อโรคนี้ ยังไม่มียา หรือวัคซีนรักษาแต่อย่างใด ซึ่งในขณะนี้อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 60-90

การป้องกันแน่นหนา

ประเทศไทยยังห่างไกล "อีโบลา" จริงหรือหลอก?

ไม่เพียงหน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เท่านั้นที่ออกมาระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำมากที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ประเทศไทย แต่ถึงอย่างไรก็จะไม่ประมาท พร้อมกับสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมควบคุมโรค โดยสำนักระบาดวิทยา ในการออกแผนมาตรการรับมือ

เช่นเดียวกับวงแถลงข่าวของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ ศ.นพ.ยง ภู่สุวรรณ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ภาควิชาเวชศาสตร์เขตร้อน คณะแพทยศาสตร์ และ ศ. น.สพ. ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีสัตวแพทยศาสตร์ ที่จัดแถลงข่าว "อีโบลา...เมื่อมาถึงไทย...รับมืออย่างไร?" ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค พร้อมกับระบุว่า ไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนกมากเกินไป แต่ควรตระหนักกับสถานการณ์นี้มากกว่า

ในการนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" ขอแยกหัวข้อย่อยๆ ระหว่างการแถลงข่าว ซึ่งมีการซักถามข้อสงสัยหลายประการว่า ทำไมไทยเสี่ยงต่ำ?

ความรุนแรงของโรค "จำกัดการเดินทาง"
มีความกังวล-วิตก เกี่ยวกับการเดินทางของโรค ในยุคที่การเดินทางสะดวก ก็อาจแพร่เชื้อไปสู่ภูมิภาคอื่นได้ แต่ด้วยอาการของโรคที่รุนแรงนี้ ทำให้จำกัดการเดินทาง

"เชื้อไวรัสอีโบลา" มีระยะเวลาในการฟักตัวยาว 2-21 วัน จากนั้นอาการของโรคจะเริ่มแสดง คือ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย จากนั้นมีการอักเสบของตับ ไต การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เลือดออกภายใน และเสียชีวิตในที่สุด ด้วยลักษณะอาการของผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยนั้นไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ จะต้องนอนรักษาตัว

ตัวเลขของผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตใน 3 ประเทศ จากสำนักงานระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค

อัตราการเสียชีวิต-การแพร่ระบาด
ศ.นพ.ดร.นรินทร์ ระบุว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 60-90 นั้นถือว่าเป็นข้อดี เพราะเป็นการหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ ส่วนอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 10-40 ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายผู้ติดเชื้อ หากแข็งแรง มีภูมิต้านทานก็จะรอดชีวิตมาได้ เพราะการรักษาโรคนี้ ไม่มียารักษา หรือวัคซีนป้องกัน นอกจากนี้ หากดูตามข้อมูลของการแพร่เชื้อนั้น ผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา 1 คน สามารถติดต่อไปสู่คนได้ 1.34-1.83 คน หรือประมาณ 1-2 คน ขณะที่โรคมาลาเรีย มีอัตราแพร่เชื้ออยู่ที่ 5-100 คน โรคซาร์สจาก 1 คน ไปได้ถึง 3 คน

ระบาดมา 20 กว่าครั้งแล้ว ทำไมถึงยังไม่มียา-วัคซีน
การระบาดมากกว่า 20 ครั้ง ในรอบ 40 ปี แต่ยังไม่มียารักษาโรค หรือวัคซีนป้องกัน ศ.นพ.ยง บอกว่า เพราะว่าประเทศในทวีปแอฟริกา เป็นประเทศที่มีความยากจน จึงไม่มีเงินทุนในการทำวิจัยผลิตวัคซีนป้องกัน นอกจากนี้ ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาให้การสนับสนุน ทำให้การรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ต้อง "รักษาตามอาการ" เช่น หากเป็นไข้ ก็จ่ายยาลดไข้ หากความดันต่ำ ก็ให้ยาเพิ่มความดัน เป็นต้น อาจเรียกว่าแพทย์ และเจ้าหน้าที่ต้อง "ประคับประคอง" คนไข้ไปตลอด สุดท้ายคนไข้จะเสียชีวิตหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละคน

เมื่อไม่มียา แล้วทำไมไม่ป้องกัน?
การป้องกันของเชื้อไวรัสอีโบลานั้น ศ.นพ.ยง กล่าวว่า เชื้อไวรัสนี้เป็นเชื้อโรคจากสัตว์สู่คน ซึ่งสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคจะไม่แสดงอาการอะไรเลย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปกำจัดสัตว์ตัวนั้น และนั่นก็ไม่เป็นธรรมกับสัตว์ด้วย เพราะว่าสัตว์ป่านั้นอยู่ตามธรรมชาติของมัน มีแต่มนุษย์เท่านั้น ที่เข้าไปในพื้นที่ของมัน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่คนไข้ "ไม่ยอมมาหาหมอ" เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นอะไร และกลัวข่าวลือที่แพร่ในพื้นที่ว่า หากมาพบแพทย์แล้วจะถูกตัดอวัยวะขาย นอกจากนี้ คนไข้ยังไม่ยอมบอกประวัติการเดินทาง เดินป่า หรือประวัติการป่วยที่แท้จริง จึงนำไปสู่การระบาดที่เพิ่มมากขึ้นๆ ดังนั้น การป้องกันโรคไม่ให้เกิดขึ้น จะต้องใช้ศาสตร์หลายด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ด้านการแพทย์เท่านั้น

ใครคือกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด?
ศ.นพ.ยง ระบุว่า ผู้ที่ความเสี่ยงมากที่สุดที่จะติดเชื้อไวรัสอีโบลา คือ

1. ผู้ที่เดินทางเข้าป่า และต้องสัมผัสกับสัตว์ป่า : จะเห็นได้ว่า เชื้อโรคนี้แพร่ระบาดแค่ประเทศในแอฟริกาเท่านั้น เพราะว่าประชาชนที่นั่นยากจน จึงต้องหาอาหารในป่าเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงนิยมล่าสัตว์ โดยที่ไม่มีการป้องกันตัวเอง และไม่รู้ว่า สัตว์ที่ล่านั้นมีเชื้อหรือไม่ เพราะสัตว์ป่าจะไม่แสดงอาการ

2. บุคลากรทางการแพทย์ : ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ในส่วนงานอื่นๆ ต่างมีความเสี่ยงสูงอย่างมากในการติดเชื้อ เนื่องจากพื้นที่ที่เข้าไปทำการรักษา และตั้งโรงพยาบาลสนามนั้น ไม่สะอาดเพียงพอ อุปกรณ์น้อย สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้เกิด “การปลอดเชื้อ” จึงมีความเสี่ยงสูงมาก

3. กลุ่มคนที่กินอาหารป่า : อาจไม่รู้ว่าที่มาของสัตว์ป่านั้นมาจากแหล่งใด และตัวไหนมีเชื้อโรคอยู่หรือไม่

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใหญ่จะมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าเด็ก หรือผู้สูงอายุ เพราะว่ามีกิจกรรมมากกว่า ต้องไปสัมผัส จับต้องสิ่งของต่างๆ จำนวนมาก

การเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ

โอกาสที่ "อีโบลา" โผล่มาจากการนำเข้าสัตว์ป่า
เกี่ยวกับข้อสังสัยว่า หากเชื้ออีโบลาจะเข้าสู่ประเทศไทยผ่านการนำเข้าสัตว์ป่าได้หรือไม่ ศ.น.สพ.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า หากนำเข้าสัตว์ถูกกฎหมายจะต้องผ่านด่านกักกันโรคก่อน แต่หากลักลอบเข้ามาถือว่าน่าห่วง เพราะตรวจสอบไม่ได้ และอาจเป็นการนำโรคที่รู้จักเข้ามา ส่วนซากสัตว์ถ้ามีการลักลอบนำเข้ามาจะมีการแช่เย็น เชื้อก็ยังคงอยู่ ดังนั้น จึงอยากรณรงค์เรื่องนี้ด้วย
       
ความสะอาดของสนามบิน?
ในการทำความสะอาดของสนามบิน หรือสายการบินในการรับผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยง ศ.นพ.ยง ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า ไม่ต้องเป็นห่วง องค์การอนามัยโลกมีการกำหนดมาตรฐานให้สนามบิน และสายการบินแต่ละแห่งไว้หมดแล้ว ไม่เฉพาะแค่เชื้อไวรัสชนิดนี้ ซึ่งทุกๆ แห่ง ทุกสายการบินก็เตรียมความพร้อม และดำเนินการมาโดยตลอด

ป้องกันตัวเองอย่างไร
กลุ่มประชาชนทั่วไป

ขอให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าที่นำเข้า โดยไม่ผ่านการตรวจโรคทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย และหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่า หรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร 

ประชาชนที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคอีโบลา ขอให้ปฏิบัติตัวดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย

2. หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ป่า ที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาว หรือเมนูอาหารพิสดารที่ใช้สัตว์ป่า หรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร

3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เนื่องจากเชื้ออาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิต

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย และล้างมือบ่อยๆ

และที่สำคัญที่แพทย์ได้ย้ำเตือน นั่นคือ การบอกประวัติการเดินทางของตัวเองอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัย นอกจากนี้ หากมีผู้ป่วยจริงๆ คนทั่วไปจะต้องไม่แสดงอาการรังเกียจผู้ที่ติดเชื้อ เพราะจะทำให้ผู้ที่กังวล หรือคาดว่าตัวเองจะเป็นหรือไม่ ไม่กล้าพบแพทย์ ไม่กล้าแสดงตัว ก็อาจนำไปสู่การติดคนอื่นได้อีกด้วย

ถ้าติดเชื้ออีโบลาแล้วหาย จะติดเชื้อได้อีกมั้ย?
ศ.นพ.ยง และ ศ.นพ.ดร.นรินทร์ กล่าวตรงกันว่า ในส่วนนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่คาดการณ์ว่า ผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อแล้ว จะมีภูมิคุ้มกัน และจะไม่กลับมาเป็นโรคอีก

เชื้ออีโบลา

เชื่อการสาธารณสุขไทย "จัดการได้"

แพทย์ทั้ง 3 คน มีความเชื่อว่า หากเชื้อไวรัสอีโบลาเข้ามาสู่ประเทศไทยแล้ว ประเทศไทยจะมีมาตรการในการรับมือ และป้องกันได้เป็นอย่างดี เช่น วิธีการตรวจ และวินิจฉัยโรค ห้องเฝ้าดูอาการ และห้องกักตัว ซึ่งโรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งยังมีห้องแยกแบบมาตรฐานสูง (Negative Pressure Room) ในการแยกผู้ป่วยติดเชื้อด้วย เพราะหากเปรียบเทียบกับสถานการณ์การควบคุมผู้ติดเชื้อโรคซาร์สที่มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่า แต่ไทยก็สามารถควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม อยากเน้นย้ำว่า ไม่ต้องการให้ประชาชน "ตื่นตระหนก" แต่อยากให้ "ตระหนัก" เกี่ยวกับความรู้ การป้องกันตัวเองให้มากขึ้นเท่านั้น

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดอยู่อีกทวีปหนึ่งในขณะนี้ อาจสร้างความไม่สบายใจให้กับคนหมู่มากได้ แต่สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ "การมีสติ" และ "การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด" รวมถึงการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ขอย้ำอีกครั้งว่า แม้จะมีความเสี่ยงต่ำ ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีโอกาสที่จะเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย แต่การ "ตื่นตูม และตื่นตระหนก" ​เกินไป ก็อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปได้

เดินเกมครั้งนี้ ต้องรู้เขารู้เรา และต้องรู้ทัน​ "อีโบลา" ตอนนี้รักษาร่างกายให้แข็งแรง ไม่กิน-ไม่โดนเนื้อสัตว์ป่า ไม่สัมผัสผู้ป่วย และติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีโบลาไทยรับมืออีโบลากินีไลบีเรียเซียร์ราลีโอนแพทย์จุฬาฯไวรัสอีโบลาโรคระบาด

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้