วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"วัชรพล" ผลักดันเต็มสูบ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เครื่องมือ จนท.คุมม็อบ

“พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและคนที่ใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะ เพื่อให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะและไม่กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อคุ้มครองผู้ชุมนุมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนคนอื่นที่ได้รับผลกระทบหลายเรื่องจากการชุมนุมที่ผ่านมา”

“ทำให้ชัดเจนในการปฏิบัติของผู้ปฏิบัติตามกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือของรัฐในการอำนวยความสะดวกการชุมนุมสาธารณะให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐระงับยับยั้งการชุมนุมภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ได้ทบทวนเพื่อเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ”

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท. ผบ.ตร. เน้นย้ำแนวนโยบายสำคัญในการเสนอ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบังคับใช้กฎหมายในการชุมนุม

เป็นเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกระดับชั้นที่อึดอัดกับสภาพความกดดันจากการชุมนุมประท้วงที่นับวันยิ่งฝ่าฝืนกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามารับผิดชอบการชุมนุมอยู่ในสภาพ...กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

สุดท้ายตำรวจตกเป็น “จำเลยสังคม”

เป็นอีกงานสำคัญของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. ในฐานะผู้นำองค์กรตำรวจเพื่อแก้ไขเยียวยาปัญหาของตำรวจทั้งประเทศกับสภาพความเหนื่อยหน่ายกับภารกิจการดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมที่ไม่มีกฎหมายใดๆเข้ามาควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย

การผลักดันยกร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งเป็นแนวคิดของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ สมัยที่เป็น ผบ.ตร. ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอยกร่างเข้าสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 27 เม.ย.2554 สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ เสนอเข้าวุฒิสภาในวันที่ 4 พ.ค.2554 แต่วันที่ 10 พ.ค.2554 มีการประกาศ พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 เป็นผลให้ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะค้าง

การพิจารณาในชั้นวุฒิสภาและ ครม.ใหม่ไม่ได้ร้องต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เป็นผลให้ร่าง พ.ร.บ.ตกไป

หนำซ้ำ พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งเป็นผู้ผลักดันยกร่าง พ.ร.บ. กลับตกเป็น “แพะรับบาป”

เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของข้าราชการตำรวจที่ได้เห็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดต้องได้รับผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีและปฏิบัติตามกฎหมาย

สะท้อนให้เห็นความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม

ขนาดคนที่เป็นระดับผู้นำตำรวจควบคุมบังคับบัญชาตำรวจกว่า 2.3 แสนนายทั่วประเทศ เป็นผู้ออกคำสั่งในการปฏิบัติการในการชุมนุมต้องกลายเป็น “จำเลยสังคม”

จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนไหนกล้าปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมาย

สวนทางสภาพความเป็นจริงในการชุมนุมที่ใช้ “กฎหมู่เหนือกฎหมาย” ปิดล้อมสถานที่ราชการ รัฐสภา ทำเนียบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารงานของ ครม.

พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องต่อสู้ตามลำพังเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีองค์กรตำรวจในเรื่องการชุมนุมให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับตำรวจรุ่นน้องที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการชุมนุมประท้วง

จนคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.ให้ยกโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ออกจากราชการตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 19 ต.ค.2552 ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งยกโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากราชการ

จากกรณีการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บริเวณด้านหน้ารัฐสภา วันที่ 7 ต.ค.2551

ทั้งที่ ก.ตร.ได้มีมติว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้สั่งยกโทษ แต่รัฐบาลต่อมา 2 รัฐบาล ไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง

ผู้นำตำรวจที่ยึดมั่นคำสั่งของนายกฯและปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต้องได้รับผลกระทบ

ทั้งที่ภาพเหตุการณ์ชุมนุมในอดีตที่ผ่านมาได้กระทำความเดือดร้อนของผู้คนส่วนใหญ่ ได้รับผลกระทบการดำรงชีวิตปกติ กระทบต่อเศรษฐกิจ กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

มีตัวแทนของผู้นำเครือข่าย “ประชาธิปไตยไม่ละเมิด” โดยมี นายชาย ศรีวิกรม์ และผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจย่านราชประสงค์ ปทุมวัน ประตูน้ำ อนุสารีย์ชัยสมรภูมิ ยื่นหนังสือถึง หน.คสช. ขอให้ตรากฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในเรื่องการชุมนุมที่กระทบสิทธิเสรีภาพบุคคลอื่น

เป็นที่มาของคำสั่งของ พล.ต.อ.วัชรพล แต่งตั้ง พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานคณะทำงานยกร่างกฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่ง หรือประกาศเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมสาธารณะ

รวมทั้งเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะเสนอเข้าสภานิติบัญญัติผลักดันเป็นกฎหมาย

เป็นเรื่องแปลกแต่ละรัฐบาลไม่เคยให้ความเห็นชอบใน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อทำให้มีความชัดเจนในการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัย สาธารณะ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

กลายเป็นวังวนของปัญหาการชุมนุมในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

คนไทยแตกแยกเป็นฝักฝ่าย แยกสีเสื้อ แดง เหลือง น้ำเงิน เพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมาย หลายรัฐบาลอยู่ในสภาพกลืนไม่

เข้าคายไม่ออกกับการเคลื่อนไหวชุมนุมคัดค้านขับไล่รัฐบาลที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

ไม่เว้นแม้แต่สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองบัญชาการทหารบก กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาล องค์กรอิสระ ท่าอากาศยานนานาชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถานีรถไฟ สถานทูต

แต่ไม่คิดหากฎหมายใดๆเข้ามาจำกัดสิทธิการชุมนุมที่เกินขอบเขตของการชุมนุมสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขต การใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คำนึงถึงผลกระทบต่อความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบต่อเสรีภาพของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

สังคมย่อมอยู่ได้ถ้าทุกคนเคารพกฎหมายทั้งผู้ปฏิบัติและประชาชน

เนื้อหาสำคัญของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะมี 2 ประเด็น คือการบริหารจัดการผู้เข้าร่วมชุมนุม ให้เป็นไปตามกฎหมาย และการดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมประท้วง

การเสนอร่าง พ.ร.บ.ควบคุมฝูงชนเพื่อให้ทำทุกอย่างตามกฎหมาย

คนที่จัดนำม็อบเข้ามาต้องขออนุญาต ไม่อนุญาตชุมนุมไม่ได้ และการชุมนุมจะจัดสถานที่ มีเงื่อนไขระยะเวลาการชุมนุม ไม่ให้ปิดล้อมสถานที่ ปิดถนนเส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของคนส่วนใหญ่

หากมีการฝ่าฝืนกฎหมาย แกนนำหรือผู้ขออนุญาตจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

เพิ่มอำนาจของเจ้าหน้าที่ในการปิดกั้นเส้นทาง สั่งให้บุคคลงดเว้นการกระทำต่างๆเกี่ยวกับ เครื่องมือ เครื่องใช้ และยึดได้ถ้าจำเป็น สั่งเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐให้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ปรับอัตราโทษให้เหมาะสมกับการกระทำผิด เพิ่มโทษกรณีไม่แจ้งการชุมนุม ยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ถ้าได้ปฏิบัติตามแนวทางตาม พ.ร.บ.

เป็นเสียงสะเทือนจากตำรวจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.ที่อดีตทหารได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุชุมนุมเช่นกัน

วันนี้ทุกคนไม่ได้เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง แต่ไม่กล้ากับกฎหมายพิเศษของทหาร ทุกคนเรียกร้องสิทธิของตนเอง แต่มองข้ามสิทธิของคนส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องได้กฎหมายเฉพาะด้านให้มีอำนาจควบคุมให้เป็นไปตามกฎกติกาสากล และไม่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ไม่ใช่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องไปดิ้นรนเอาตัวรอดกับการชุมนุมเอาเอง.

ทีมข่าวอาชญากรรม

2 ส.ค. 2557 10:44 2 ส.ค. 2557 10:50 ไทยรัฐ