วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เสียงนอกสภา ถ่วงดุล สนช.

เสียงนอกสภา ถ่วงดุล สนช.

  • Share:

จับตาสภานิติบัญญัติ “ยุคกองทัพ” คุมเบ็ดเสร็จ

ปรากฏการณ์ “เจนี่” แผ่ปกคลุมประเทศไทย

เรื่องฮอตๆนอกจอของดาราสาวยอดนิยมกับนักการเมืองหนุ่มใหญ่คนดังที่ยิ่งกว่าหนังหรือละคร สะกดผู้คนในสังคมให้ติดตามตอนต่อไปอยู่หลายวัน

ยึดพื้นที่ข่าวแทบทุกสื่อ

เบียดกระแสอื่นตกขอบหมด

และนั่นก็ช่วยทางอ้อมในการผ่อนกระแสการเมืองให้ลดโทนลงไป ในสถานการณ์ที่อยู่ระหว่างการเดินตามโปรแกรมโรดแม็ปขั้น 2 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ต่อเนื่องจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557

จุดเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กระบวนการแชร์อำนาจ

ตามโปรแกรมแรกเลยก็คือการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 220 คน

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น คสช.ได้ทำการแต่งตั้ง สนช. แค่ 200 คน ตามเหตุผลเผื่อเหลือเผื่อขาดสามารถแต่งตั้งเพิ่มเติมได้ในภายหลัง

ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวเบื้องหลังที่มีการวิ่งเต้นกันฝุ่นตลบ

แบ่งโควตากันยังไงก็ยังไม่ลงล็อก จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องชิงปิดบัญชี ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ

หลบพวกยื่นโพยแทรกโผ

ลุ้นกันหยดสุดท้าย

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะวิ่งเต้น เบียดโควตากันยังไง สุดท้ายตามเงื่อนไขที่บังคับตามฟอร์ม

คสช.ต้องครองเสียงข้างมากเกินครึ่งสภา เพื่อรับประกันความแน่นอนใน สนช.ต่อการเดินไปตามธงเป้าหมายของคณะผู้ถืออำนาจพิเศษ

ปฏิเสธไม่ได้กับภาพ “สภาท็อปบูต”

ตามรูปการณ์ที่ทหารต้องตบเท้ายึดที่นั่งใน สนช. ตามสัดส่วนโควตาที่แบ่งเป็นส่วนของกองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

รวมตัวเลขแล้วก็ไม่ต่ำกว่า 100 คน

ยังไม่นับตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็น สนช.ตามสัดส่วนหน่วยงาน

เป็นอีกส่วนที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาล คสช.ตามสถานะ

สรุปกุมเสียงเบ็ดเสร็จ

กดปุ่มซ้ายหันขวาหันได้

ซึ่งนั่นก็เอื้อต่อสถานการณ์ “การใช้อำนาจพิเศษ” ในการดำเนินการผ่านสภานิติบัญญัติ ตามอำนาจหน้าที่ของ สนช.ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

มาตรา 6 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยยี่สิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ

ให้สภานิติบัญญัติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

และขยายความเพิ่มเติมโดยนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ด้านกฎหมาย ระบุว่า สนช.มีอำนาจหน้าที่สำคัญ 4 ประการ

ประกอบด้วย การออกกฎหมายเหมือนกับ ส.ส.และ ส.ว. รวมถึงการอนุมัติพระราชกำหนดที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก

เร่งด่วน หรืออำนาจให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาและหนังสือสำคัญที่รัฐบาลทำกับต่างประเทศ

อำนาจหน้าที่ประการที่สองของ สนช.คือ การให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ส่วนจะเลือกจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอก สุดแต่สภาฯจะพิจารณาเองไม่มีข้อกีดกันหรือจำกัด

อำนาจที่สาม คือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการทำงานของรัฐบาล โดยจำกัดเพียงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี รวมถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อซักฟอก ถ้ามีปัญหาสงสัยในการทำงานอาจเชิญรัฐบาลมาสอบถาม หรือที่เรียกว่าอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ

อำนาจที่สี่ คือการให้ความเห็นชอบบางเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องมาที่สภา เช่นการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่ง เช่น อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ

ภารกิจครอบคลุมวงกว้าง

โดยผลผูกพันกระบวนการใช้อำนาจที่โยงไปหลายส่วน

งานนี้เมื่อ คสช.กุมเสียง สนช.ส่วนใหญ่ไว้ได้แทบจะทั้งหมด นั่นก็หมายถึงความสะดวกรวดเร็วในการเดินเกมอำนาจตามโรดแม็ปที่วางไว้

แต่แน่นอน ในจุดดีก็ต้องมีจุดด้อย

มีทั้งด้านของการให้ประโยชน์และด้านของการให้โทษ

เพราะภายใต้ความเบ็ดเสร็จในการกุมสภาพเสียงส่วนใหญ่ใน สนช.ไว้ คสช.สามารถกดปุ่มซ้ายหันขวาหันได้แบบอัตโนมัติ ล็อกคิวได้ตามสะดวก

มันก็ “ล่อแหลม” ต่อกระบวนการทางนิติบัญญัติ

เพราะนั่นก็ถือว่า “เข้าทาง” กลุ่มผลประโยชน์แฝงที่จ้องใช้ช่องทางอำนาจพิเศษผ่าน สนช.ในยุคกองทัพกุมสภาพเบ็ดเสร็จ ในการผ่านกฎหมายหรือกระบวนการที่ส่งผลได้ผลเสียในสภา

เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มตัวเองและพวกพ้อง

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีต่างๆ หรือการยกเลิกกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยส่วนรวม เป็นต้น

ถ้ามีคนในขุมอำนาจ คสช.เอาด้วย ก็กดปุ่มเดินหน้าได้เลย

ไม่ต้องออกแรงยื้อยุดฉุดกระชาก ขั้นตอนมากเหมือนสภาที่มาจากการเลือกตั้งในภาวะปกติ

นี่แหละที่อันตราย และต้องติงกันด้วยความห่วงใย

เพราะหนังตัวอย่างที่เพิ่งพ้นผ่านไปหมาดๆ ประวัติศาสตร์มีให้ศึกษา

กับปรากฏการณ์อดีตรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ได้รับเลือกตั้งด้วยจำนวนเสียง ส.ส.เกินครึ่งสภา

รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเกินค่อนสภา

เป็นรัฐบาลที่ได้รับฉันทมติจากประชาชนให้มาบริหารประเทศ เทเสียงให้ท่วมท้น เพื่อความสะดวกในการนำนโยบายไปปฏิบัติ

บริหารอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แต่เอาเข้าจริง กลับไม่ได้ทำตามเป้าประสงค์ของประชาชนแต่อย่างใด

ตามรูปการณ์ที่แสดงให้ผู้คนในสังคมจับไต๋ได้ว่า รัฐบาลใช้อำนาจมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจตามเป้าหมายในเกมอำนาจ

หวังเอาชนะคะคานกันทางการเมืองมากกว่า

หนักเข้าก็ถูกมองเป็นเผด็จการรัฐสภา

ซ้ำร้ายกว่านั้น โดยกระบวนการใช้อำนาจผ่านสภายังเป็นไปในลักษณะเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจให้ตัวเองและเครือข่ายพวกพ้อง เข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย

ที่สำคัญ ตามบทดื้อดึงดัน ไม่สนใจใคร ไม่ฟังเสียงทักท้วง

เอะอะก็ใช้เสียงข้างมากลากไป

สุดท้ายก็โดนต่อต้าน กระแสสังคมรับไม่ได้ ประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นกลางออกมาเดินขบวนประท้วงขับไล่ นำมาซึ่งวิกฤติความขัดแย้งลุกลามบานปลาย

เป็นเหตุให้โดนรัฐประหาร ล้มกระดานไปในที่สุด

นักการเมืองโดนโทษแบน ไล่ไปอยู่ข้างสนาม

ตามสถานการณ์เปรียบเทียบ โดยลักษณะเดียวกัน ณ วันนี้ คสช.ก็เปรียบเหมือนพรรคการเมืองที่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา

แถมยังเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่า

จากประชาชนส่วนใหญ่ยอมเปิดทางให้กองทัพเข้ามาใช้อำนาจพิเศษในการกู้วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่

เพราะเบื่อเต็มทนกับนักการเมืองที่เอาแต่ทะเลาะกันไม่เลิก ต้องให้ทหารเข้ามาจัดระเบียบกันใหม่

มอบฉันทมติให้ในห้วงเวลาสั้นๆเป็นการชั่วคราว

เพื่อให้บรรลุภารกิจสำคัญ

ภายใต้โจทย์เดิมพันที่ คสช.แบกความคาดหวังของประชาชนคนไทยไว้ ในการที่จะบริหารประเทศในสถานการณ์ไม่ปกติเพื่อนำความสุขกลับมาสู่สังคมไทย

ชาวบ้านให้กำลังใจเต็มที่

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การใช้อำนาจพิเศษ จะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปซะหมด

นึกจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ

คสช.ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า แม้ประชาชนจะมอบอำนาจให้เพื่อภารกิจสำคัญ

แต่ความหวาดระแวงมันก็ยังมีอยู่

อย่างที่รู้ๆกัน สถานการณ์ภายใต้อำนาจพิเศษที่กองทัพกุมความเบ็ดเสร็จในสภา มันอันตรายกว่าเผด็จการรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

เพราะในรูปการณ์ที่ไม่มีฝ่ายค้านในสภามันง่ายต่อการออกกฎหมาย สอดไส้วาระแฝงผลประโยชน์

กระบวนการพิจารณาไม่รอบคอบรอบด้าน

ซึ่งนั่นก็สุ่มเสี่ยงต่อกรณีของกฎหมายที่โดนสังคมต่อต้าน

แล้วตามสไตล์ ถ้าดึงดันใช้ความเบ็ดเสร็จ กดปุ่มซ้ายหันขวาหัน เดินหน้าตามธง

ไม่ฟังกระแสสังคม ไม่สนเสียงทักท้วงจากนอกสภา

มีการสอดไส้กฎหมายหรือวาระแฝงเอื้อผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่มบางพวก

สภาทหารก็คงไม่ต่างจากสภาของนักการเมือง

เรื่องของเรื่อง อย่าลืมว่า โค่นเขามา เพราะเหตุว่าเขาไม่ฟังเสียงประชาชน

ก็อย่าวนไปซ้ำรอยซะเอง.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้