วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แนะป้องกัน 'อีโบลา' เลี่ยงกินสัตว์ป่า-สัมผัสผู้ป่วย

แนะป้องกัน 'อีโบลา' เลี่ยงกินสัตว์ป่า-สัมผัสผู้ป่วย

  • Share:

แพทย์ จุฬาฯ เผย 'เชื้อไวรัสอีโบลา' ยังห่างไกลจากไทย! ขออย่าตื่นตระหนก แต่ควรตระหนัก ระบุโรคนี้ระบาดมามากกว่า 20 ครั้ง แต่ยังไม่มียารักษา-วัคซีน เหตุไม่มีเงินทุน และวิถีชีวิตของชาวแอฟริกาที่ล่าสัตว์ป่า ขณะความรุนแรงของโรคเป็นข้อจำกัดให้ผู้ป่วยเดินทางไปประเทศอื่นไม่ได้ จึงทำให้โรคไม่ระบาดข้ามทวีป...

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.57 ศ.นพ.ยง ภู่สุวรรณ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ภาควิชาเวชศาสตร์เขตร้อน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ศ. น.สพ. ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแถลงข่าว "อีโบลา...เมื่อมาถึงไทย...รับมืออย่างไร?" เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา เนื่องจากข่าวการแพร่ระบาดสร้างความตระหนกให้กับประชาชน

ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวถึงที่มาของการเกิดเชื้อไวรัสอีโบลาว่า โรคต่างๆ ที่มาจากสัตว์สู่คน มีที่มาจากป่า และมาจากตัวสัตว์ที่เป็น แหล่งรังโรค ซึ่งไม่แสดงอาการ และเชื้อไวรัสอีโบลาสันนิษฐานว่ามาจากค้างคาวกินผลไม้ โดยพื้นฐานชาวแอฟริกานิยมรับประทานสัตว์ป่า หาของป่าขาย พอเข้าไปก็ติดเชื้อมาโดยไม่รู้ เพราะต้องสัมผัสสัตว์ป่า แบบที่ไม่ป้องกัน แต่ในประเทศไทยนั้น ยังไม่พบว่าค้างคาวเป็นแหล่งรังโรคแต่อย่างใด ทั้งนี้ สัตว์แต่ละชนิดก็ไม่ได้มีเพียงเชื้อโรคเดียวเท่านั้น ขณะที่ความรุนแรงของโรคนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์อีกด้วย

ด้าน ศ.นพ.ดร.นรินทร์ กล่าวว่า การระบาดของเชื้อไว้รัสอีโบลานั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2519 และมีการระบาดมามากกว่า 20 ครั้ง แต่การระบาดครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเริ่มระบาดมาตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.57 โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ไปแล้วจำนวน 1,323 คน เสียชีวิต 729 คน คิดเป็นร้อยละ 55.1 ขณะที่อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 60-90 สำหรับเชื้อนี้ใช้เวลาในการฟักตัว 2-21 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 6-10 จากนั้น เมื่อแสดงอาการผู้ป่วยจะเสียชีวิตหลังจากนั้น 10-14 วัน ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เพราะเป็นการหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ ทั้งนี้ อัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ ร้อยละ 10-40 ซึ่งขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายผู้ติดเชื้อ หากแข็งแรง มีภูมิต้านทานก็จะรอดชีวิตมาได้ เพราะการรักษาโรคนี้ ไม่มียารักษา หรือวัคซีนป้องกัน เนื่องจากเป็นประเทศยากจน ไม่มีเงินทุนในการวิจัยทำวัคซีนขึ้นมา จึงต้องรักษาไปตามอาการเท่านั้น

แพทย์ จุฬาฯ แถลง

ศ.นพ.ดร.นรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับการติดต่อระหว่างคนของเชื้อไวรัสอีโบลานั้น เป็นการติดต่อผ่านทาง "สารคัดหลั่ง" เช่น เลือด น้ำลาย น้ำตา น้ำเมือก ซึ่งหากสัมผัส และเรามีบาดแผลที่ร่างกาย โอกาสที่จะติดเชื้อก็มีสูง แต่เชื้อไวรัสนี้จะ "ไม่ติดต่อผ่านการหายใจ" และจากอัตราการแพร่เชื้อนั้น ผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา 1 คน สามารถติดต่อไปสู่คนได้ 1.34-1.83 คน หรือประมาณ 1-2 คนเท่านั้น และไม่ได้ติดง่ายอย่างที่หลายคนคิด ขณะที่โรคมาลาเรีย มีอัตราแพร่เชื้ออยู่ที่ 5-100 คน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวล คือ การเดินทางของโรค ในยุคที่การเดินทางสะดวก ซึ่งก็อาจแพร่เชื้อไปสู่ภูมิภาคอื่นได้ แต่ด้วยอาการของโรคที่รุนแรง ทำให้จำกัดการเดินทางอยู่

ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีผู้ป่วยเข้ามาจริง ก็เชื่อว่า แต่ละโรงพยาบาจะมีมาตรการในการรับมือที่ดีอยู่แล้ว รวมถึงมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ควรตระหนักมากกว่า ซึ่งการป้องกันด้วยเอง ด้วยการไม่รับประทานสัตว์ป่า หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ก็จะช่วยได้

เช่นเดียวกับ ศ.นพ.ยง ระบุว่า ไม่อยากให้ตื่นตระหนก แต่ควรตระหนัก ซึ่งหากค้นคว้าจะพบว่า การระบาดของโรคดำเนินมานาน 5 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่หลุดออกมาจากพื้นที่ และสาเหตุที่ทำให้โรคนี้ระบาด นอกจากไม่มีเงินทำวัคซีนแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่สามารถไปกำจัดสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคได้ เพราะไม่มีแสดงอาการ การติดเชื้อจึงยังมีอยู่เรื่อยๆ ประกอบกับไม่มีเงินทุนทำวัคซีน ซึ่งการป้องกันการติดเชื้อ ต้องให้ความรู้เรื่องการล่าสัตว์ การรับประทาน การทำความสะอาด ความรู้เรื่องโรค และด้านอื่นๆ ประกอบกัน และยังรวมไปถึงความพร้อม ความสะอาดของโรงพยาบาลสนามด้วย ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ

"มีโอกาสน้อยที่อีโบลาจะเข้าไทย เพราะแม้เป็นโรคระบาดที่ตายร้อยละ 60-90 แต่ความรุนแรง และอาการของโรค ทำให้ผู้ป่วยเดินทางไปประเทศอื่นๆ ไม่ได้ โดยสังเกตว่าเชื้อนี้จะแพร่ไปยังประเทศข้างเคียงเท่านั้น มากกว่าการแพร่ข้ามทวีป ส่วนการควบคุมนั้น ภาครัฐต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการคัดกรอง และเฝ้าติดตามคนที่จะเดินทางไปประเทศที่มีการระบาด และคนที่มาจากประเทศที่มีการระบาด ซึ่งหากเดินทาง เมื่อมีอาการที่สงสัยจะต้องรีบพบแพทย์ทันที และที่สำคัญจะต้องเปิดเผยประวัติการเดินทาง หรือประวัติของตัวเองที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยให้แพทย์ทราบ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง" ศ.นพ.ยง กล่าว

ศ.นพ.ยง ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการระบาดของโรคซาร์สและไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งระบาดง่ายกว่า และน่ากลัวกว่า เพราะเชื้อโรคติดต่อได้เร็ว คือ ซาร์สนั้น คนมีเชื้อ 1 คน มีโอกาสติดสู่คนอื่นถึง 3 คน แต่ประเทศไทยก็รับมือได้อย่างดี ซึ่งเชื่อว่า หากเชื้อไวรัสอีโบลาเข้ามา ประเทศไทยจะมีมาตรการป้องกันได้ เช่น มีวิธีการตรวจโรค และห้องเฝ้าดูอาการ และกักตัวที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อนี้ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่เดินทางเข้าป่า สัมผัสสัตว์ป่า โดยที่ผู้ใหญ่มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าเด็ก และผู้สูงอายุ เพราะว่ามีกิจกรรมมากกว่า.

อ่านมาตรการป้องกัน-รับมือ: สธ.ไม่ประมาท 'เชื้อไวรัสอีโบลา' แม้ไทยมีความเสี่ยงต่ำ! 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้