วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เช็กรายชื่อสนช.57 ! ความเบ็ดเสร็จที่ คสช.เลือกแล้ว

เช็กรายชื่อสนช.57 ! ความเบ็ดเสร็จที่ คสช.เลือกแล้ว

  • Share:

ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ก็ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 จำนวน 200 คน เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยรายชื่อส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามที่มีการคาดหมายมาก่อนหน้านี้

โดยองค์ประกอบของ สนช.ชุดนี้ ส่วนใหญ่มาจากนายทหารและนายตำรวจ ทั้งในและนอกราชการ ซึ่งเมื่อรวมกับกลุ่มอดีตสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.แบบสรรหาที่เป็นนายทหารหรือตำรวจนอกราชการแล้ว ทำให้กลุ่มบุคคลในเครื่องแบบมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือเกินกว่า 100 คน

ส่วนที่เหลือ เป็นอดีต ส.ว.สรรหาในกลุ่ม 40 ส.ว. เช่น นายตวง อันทะไชย นายสมชาย แสวงการ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นต้น อีกทั้งยังมีอดีต ส.ว.เลือกตั้งชุดล่าสุดอีกบางคนที่หลุดเข้ามาได้ เช่น นายพีระศักดิ์ พอจิต อดีต ส.ว.อุตรดิตถ์ เป็นต้น

อีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามากันหลายคนก็คือกลุ่มอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐหลักๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหิดล รามคำแหง ขอนแก่น เชียงใหม่ ศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ฯลฯ

เช่นเดียวกับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาตามตำแหน่งทางวิชาชีพ เช่น ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งนักธุรกิจที่เคยเป็นอดีต ส.ว.สรรหาอีกบางส่วน หรือเป็นนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับคนใน คสช.

ขณะที่กลุ่มที่น่าจะพลิกล็อก หรือแตกต่างจากการแต่งตั้ง สนช.ในชุดที่ผ่านมา (ปี 2534 และปี 2549) ก็คือ กลุ่มข้าราชการประจำ โดยเฉพาะในระดับปลัดกระทรวงที่ไม่มีเข้ามาเลย โดยกลุ่มที่ได้แต่งตั้งเข้ามากลับเป็นกลุ่มอดีตข้าราชการประจำที่เกษียณอายุไปแล้ว เช่น อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัด เท่านั้น

ตรงนี้ สามารถมองได้ว่า เพราะบรรดาปลัดกระทรวงต่างๆ มีงานที่จะต้องบริหารกิจการในกระทรวง รวมทั้งทำงานในคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ คสช.แต่งตั้งไปก่อนหน้านี้หลายคณะ หรืออีกทางหนึ่ง อาจมีปลัดกระทรวงบางคนที่อาจจะถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ ไปเลย ก็มีความเป็นไปได้สูง

นอกจากนี้ ยังมีข้อน่าสังเกตสำคัญประการหนึ่ง ว่ามีนายทหารจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทใน คสช.ช่วง 2 เดือนเศษที่ผ่านมา รวมทั้งผู้นำเหล่าทัพที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร ล้วนไม่มีชื่อเป็น สนช.

จึงเป็นไปได้ว่า นายทหารเหล่านี้ รวมทั้งอดีตผู้บัญชาการทหารบก อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ที่มีชื่อเป็นที่ปรึกษา คสช.แต่ไม่ได้รับแต่งเป็น สนช. จะเข้าไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีที่เชื่อกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้รัฐมนตรีต้องไม่เป็น สนช.ในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ เมื่อกวาดสายตาไปในรายชื่อ สนช.ทั้ง 200 คนแล้ว ค่อนข้างจะเป็นที่แน่นอนว่า ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีชื่อว่า “พรเพชร วิชิตชลชัย” ผู้ตรวจการแผ่นดินและที่ปรึกษาหัวหน้า คสช.ที่มีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ ส่วนรองประธาน สนช.น่าจะเป็นนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่เคยทำหน้าที่รองประธานวุฒิสภามาก่อน

ส่วนมือกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาแก่ คสช. ได้แก่ นายวิษณุ เครืองาม น่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านกฎหมาย ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า น่าจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีบทบาทในการคุมทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.น่าจะไม่พ้นหน้าที่ของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานด้านการปฏิรูปของ คสช.ที่ได้เริ่มทำงานรวบรวมประเด็นที่จะมีการปฏิรูปในด้านต่างๆ มาตั้งแต่หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา

ดังนั้น โดยสรุปแล้ว สมาชิกสภานิติบัญญัติชุดนี้ น่าจะเป็นกลไกหลักของ คสช.และรัฐบาลที่จะผลักดันร่างกฎหมายต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศตามแนวทางของ คสช. โดยอาจจะมีสีสันในการอภิปรายโต้แย้งบ้างจากกลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยและอดีต ส.ว.สรรหา ซึ่งเคยมีบทบาทในวุฒิสภามาก่อนหน้านี้ แต่สุดท้าย เมื่อต้องยกมือผ่านร่างกฎหมาย รัฐบาลก็จะมีเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน

จึงอาจกล่าวได้ว่า สนช.ชุดนี้ เป็นอีกตัวอย่างของความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ คสช.ต้องการที่จะกุมทิศทางการปฏิรูปประเทศเพื่อไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้ จบด้วยการ “เสียของ” หรือประเทศกลับสู่วังวนเดิมของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา

ส่วนสภาปฏิรูปฯ ที่จะมีการสรรหาหลังจากนี้ ก็คงจะเป็นสภาฯ ที่มีความหลากหลายมากกว่า สนช. แต่มีอำนาจเพียงแค่จัดทำข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญและการกฎหมายต่างๆ เท่านั้น เพราะอำนาจในการออกกฎหมายอยู่ที่ สนช. ขณะที่บทบาทการร่างรัฐธรรมนูญก็อยู่ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหาก สปช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คสช.ก็สามารถแต่งตั้ง กรรมาธิการยกร่างและ สปช.ชุดใหม่ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้

ซึ่งก็หมายความว่า ประเทศไทยอาจจะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายในระยะเวลา 1 ปีตามลำดับการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช. ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หาก สปช.มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในขั้นตอนสุดท้าย โดยจะต้องเริ่มกระบวนการยกร่างใหม่ทั้งหมด

ส่วนรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่และผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ จนประกาศใช้แล้ว จะเป็นที่ยอมรับของคนไทยส่วนใหญ่หรือไม่ เป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก เพราะไม่ได้กำหนดให้มีการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยทำกันมาในปี 2550

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อนาคตการเมืองไทยจะหลุดพ้นจากวังวนของความขัดแย้งได้หรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้