วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บุรีรัมย์โมเดล ต้นแบบการสร้างเมืองใหม่

บุรีรัมย์โมเดล ต้นแบบการสร้างเมืองใหม่

โดย
14 ก.ค. 2557 05:01 น.
  • Share:

สัปดาห์นี้ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอเชื้อเชิญท่านผู้อ่านไปดูแนวคิดและรูปแบบการพัฒนาเมืองตัวอย่างของอดีตนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งของประเทศ

เขาคือ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ใครอยู่ไกลอาจไม่ชอบเขา แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลายคน ไม่ได้ชอบเขาอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมั่นและพร้อมจะก้าวเดินไปกับเขาเพื่อพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นเมืองในฝัน

ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ ทำให้บุรีรัมย์เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ 1 ใน 10 เมืองของประเทศที่คนไทย และชาวต่างชาติถวิลหา จำเป็นต้องเดินทางไปท่องเที่ยว ไปดู และไปเห็นกับตาตัวเอง ไม่ใช่แค่เป็นเมืองผ่านที่ตำน้ำกินเหมือนในอดีตอีก

ที่สำคัญการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์จะต้องยั่งยืน ทันสมัย มีเสถียรภาพ และมั่นคงต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ด้วยการตั้งเป้าหมายให้การสร้างรายได้ และผลผลิตทางเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในอีก 3 ปีข้างหน้า ต้องเติบโตที่ระดับ 100 เปอร์เซ็นต์ให้ได้

5 ปีหลังจากที่นายเนวิน อดีตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศอำลาเวทีการเมือง เขาบ่ายหน้ากลับสู่จังหวัดอันเป็นมาตุภูมิ และท้องถิ่นที่ให้กำเนิดทางการเมือง


เพื่อทุ่มเททำงานให้กับสโมสรฟุตบอลที่เขาสร้างขึ้น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” หรือ ในอีกชื่อที่คุ้นเคย “ปราสาทสายฟ้า” (THUNDER CASTLE) อย่างเต็มเวลา

ฟิตเนสเซ็นเตอร์


ขณะเดียวกัน ก็สร้างสนามแข่งขันฟุตบอลที่ได้มาตรฐานที่สุดในประเทศ พร้อมที่พักนักกีฬา ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่รวมเพื่อการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่นักกีฬา และศูนย์การรักษาบำบัดอาการเจ็บปวดจากการแข่งขัน

กระทั่งถึง “อคาเดมี” ที่เขาสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนเด็กๆที่มีแววของบุรีรัมย์อีกมากกว่า 100 คนให้เป็น “เด็กปั้น” ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในอนาคต

สนามแข่งขันฟุตบอลที่ได้มาตรฐานที่สุดในประเทศ


ด้วยมาตรฐานที่ดีเยี่ยมพอๆกับมาตรฐานของสโมสรฟุตบอลดังในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ที่เขา และภรรยา (นางกรุณา ชิดชอบ หัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ “GU 12” ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ลงทุนลงแรงไปตระเวนสำรวจทั่วเกาะอังกฤษจนทะลุปรุโปร่ง ก่อนจะกลับมาสร้าง สนามฟุตบอลสีน้ำเงิน I–Mobile Stadium อันสวยงามซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ณ กลางใจเมือง

ที่สนามไอโมบายแห่งนี้ จุคนดูได้ประมาณ 34,000 คน ทุกปีจะมีแมตช์การแข่งขันทั้งเหย้า–เยือนราวๆ 33 แมตช์ นั่นทำให้สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีรายได้ปีที่แล้วประมาณ 450 ล้านบาท ทั้งจากการขายตั๋ว ขายเสื้อ และของที่ระลึก

ที่พักนักกีฬา


“เราอาจจะยังขาดทุนทางบัญชีในปีที่ผ่านมาอยู่ราว 20 ล้านบาท เพราะต้องซื้อตัวนักเตะดีๆเข้ามา และที่ดูเหมือนขาดทุน ก็เพราะเราไม่สามารถเอาสัญญาที่ทำกับนักเตะมาคิดเป็นมูลค่าได้ จริงๆถ้าตีเป็นมูลค่าได้นักเตะของผม 30 คน ผมคิดแบบถูกๆนะว่า ราคาน่าจะอยู่ที่ 600 ล้านบาท ส่วนปีนี้ผมคิดว่า สโมสรเราน่าจะมีรายได้เข้ามาประมาณ 550 ล้านบาท ก็จัดว่าดีขึ้นตามลำดับ”

นิด้า (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ไปสำรวจส่วนแบ่ง หรือการครอบครองตลาดของสโมสรฟุตบอลต่างๆที่มีอยู่ทั้งในดิวิชั่น 1 และ 2 รวมทีมในระดับชั้นพรีเมียร์ลีกของประเทศไทย เขาพบว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สโมสรเดียวมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด 36% ที่เหลือไปแชร์กันเองกับทีมอื่นๆ

ถามว่าเหตุผลเพราะอะไร ก็เพราะคนทั้งอีสาน เหนือ และใต้ รวมทั่วประเทศ ชอบนักเตะของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เขารักเราถึงขั้นแม่ค้าในตลาดบุรีรัมย์ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อลงขันสนับสนุนสโมสรเรา

“เพราะฉะนั้นคอนเซปต์ของเราวันนี้จึงก้าวข้ามไปไกลมาก ถ้าติดตามดูอารมณ์ของคนบุรีรัมย์ 50% กับคนจากภาคอื่นๆอีก 50% เขามองเราเหมือนเป็นแฟนเชลซี เรอัล มาดริด ไม่ก็บาร์ซาไปแล้ว เพราะเราเป็นทีมฟุตบอลที่เอนเตอร์เทนเขาได้ถูกต้อง ตรงใจ ชนะแล้วก็ยังไม่ผ่อนให้ และเราไม่เกเร เราเล่นฟุตบอลอย่างเดียว”

ที่สำคัญสำหรับคนบุรีรัมย์ก็คือ จีดีพีของจังหวัดในช่วงที่สโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โด่งดังขึ้นมาจนต่างชาติมาขอซื้อตัวนักเตะไปนั้น มีอัตราการเติบโตสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์

วันนี้คนบุรีรัมย์ตื่นเช้ามาก็รวยแล้ว ว่างั้นเถอะนะ!

การพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ได้จบอยู่เพียงความพยายามปั้นดาวให้เป็นเดือน หรือยกระดับนักเตะของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นดาวดวงเด่นอันดับ 1 ตลอดกาลในพรีเมียร์ลีกของประเทศอย่างเดียว

แต่การค้นพบสัจธรรมจากมอตโต้ที่ว่า Resource is...limited but Creative is... unlimited ซึ่งแปลได้ความว่า ทรัพยากร...มีวันหมด แต่ความคิดสร้างสรรค์...ไม่มีวันหมดไป เฉกเช่นความคิดของชีคดูไบผู้เป็นเจ้าของโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะปาล์ม หรือเกาะเวิลด์ อสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก หรือการแปรเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นเงินในลาสเวกัสกับการทำให้จินตนาการในโลกของเทคโนโลยีการสื่อสารได้รับการแปลงเป็นสินค้าที่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ของ สตีฟ จ็อบส์ เป็นต้น

สนามแข่งรถ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต Buriram United International Circuit : BRIC


เมื่อความคิดสามารถแปลงเป็นเงิน แถมยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้ นายเนวินจึงลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ครีเอตบุรีรัมย์ให้เป็นจังหวัดแห่งการกีฬา (Sport City) ของประเทศไทย ด้วยการสร้างสนามแข่งรถระดับโลกที่มีชื่อว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต Buriram United International Circuit : BRIC

สนามแข่งรถแห่งนี้ สร้างขึ้นบนพื้นที่ 1,000 ไร่กลางใจเมือง และเป็นสนามแข่งระดับมาตรฐาน FIA (Federation Internationale de l'Automobile หรือสหพันธ์รถยนต์นานาชาติ), Grade 1T และ FIM Grade A ที่สามารถรองรับการแข่งขันซีรีส์ F3, GT1, 2 และ 3 ได้ภายใต้การรับรองมาตรฐานจากสหพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (Federation Internationale de Motocyclisme) ซึ่งสามารถจัดการแข่งขันในระดับมอเตอร์ครอส หรือเวิลด์ซีรีส์ ระดับสปอร์ตคาร์ และซุปเปอร์คาร์ รวมถึงซุปเปอร์ไบค์ได้


ด้วยรูปแบบการก่อสร้างที่ทันสมัยจากนักออกแบบสนามมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของเยอรมนี ซึ่งมีประสบการณ์ในการออกแบบสนามแข่งรถทั้ง F1 และ MOTO GP อันดับ 1 ของโลก มีทางวิ่งความเร็วสูงที่สามารถปรับแทร็กได้หลายรูปแบบสำหรับรถแข่งประเภทต่างๆ โดยมีระยะทางต่อรอบ 4.55 กิโลเมตร จำนวน 12 โค้ง นักแข่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 200-315 กม./ชม.ได้อย่างสบายๆ ภายใต้ทัศนวิสัยที่เปิดกว้าง ขณะที่อัฒจันทร์ที่นั่ง 2 แห่ง สามารถจุผู้ชมได้มากถึง 30,000-50,000 คน หรือปีละประมาณ 1 ล้านคน

BRIC มีกำหนดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ พร้อมกับการเป็นเจ้าภาพเปิดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย “ซุปเปอร์ จีที 2014” ร่วมกับGTA จากญี่ปุ่น

“เราจะได้เห็นรถยนต์ราคาแพง หรือซุปเปอร์คาร์หลายยี่ห้อ เข้ามาแข่งขันกันในประเทศไทยเป็นครั้งแรกแน่นอน มันจะเกิดขึ้นที่บุรีรัมย์ และผมอยากเห็นคนบุรีรัมย์ได้รับอานิสงส์จากสิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ใช่คนจากกรุงเทพฯ หรือจากที่อื่นเข้ามาลงทุน”

นายเนวินบอกกับเราว่า การมีสนามแข่งรถในใจกลางเมือง ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ ถ้าผู้คนไม่ยอมรับ โดยเฉพาะเมื่อสนามแข่งรถระดับเวิลด์คลาสแห่งนี้ จะทำให้เกิดมลพิษทางเสียง หรือ Noise Polution ขึ้น

“ผมต้องเชิญพวกเขามาชี้แจงให้เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับการทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการแข่งรถระดับโลก ซึ่งเราเตรียมพร้อมไว้แล้วว่าจะจัดให้มีการแข่งขัน รวมถึงการเก็บคะแนนในรายการใหญ่ๆตลอดปี 35 รายการด้วยกัน อยากให้ทุกคน วิน วิน ไม่ใช่ทุกอย่างผูกขาดอยู่ที่ผมคนเดียว”


สิ่งที่คนในพื้นที่ต้องทำก็คือ ลงทุนอะไรก็ได้ที่คิดว่าขายได้ เพราะเจ้าของ หรือกลุ่มผู้เข้าแข่งขันรถซุปเปอร์คาร์ก็ดี บิ๊กไบค์ก็ดี เขาย่อมต้องการบริโภคสิ่งที่ดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด ทั้งในเรื่องของเอนเตอร์เทนเมนต์ เรื่องของอาหาร-ที่พัก และอื่นๆ

“พวกที่อยู่กับมอเตอร์สปอร์ตทั้งหลายเนี่ย เขาเป็นพวกบิ๊กสเปนเดอร์ ผู้จับจ่ายใช้สอยรายใหญ่ และซื้อของราคาแพงๆ คุณจะทำอะไรที่สามารถรองรับไลฟ์สไตล์หรูหรามีระดับของพวกเขาได้บ้างล่ะ เช่น โรงแรมหรู ร้านอาหารดีๆ”

นายเนวินบอกด้วยว่า เขากำลังปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนบุรีรัมย์ให้ยิ้มรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อเนื่องกับจังหวัดในช่วงเวลานี้ และต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สามารถปรับตัวทัน

“อย่างเรื่องสนามแข่งรถ ผมบอกเลยว่า มันจะดังสนั่นเมือง แต่แม้มันจะดังสนั่นอย่างไรก็ตาม ขอให้คิดว่า เมื่อใดที่ได้ยินเสียงเหล่านี้ นั่นหมายถึง เงิน กำลังหมุนเข้ามาที่จังหวัดบุรีรัมย์แล้ว...

ยิ่งดังเท่าไหร่ เงินก็ยิ่งเข้ามามากขึ้นๆ ทั้งนักแข่ง นักท่องเที่ยว และผู้รักการชมการแข่งขัน ผู้รักการกีฬา และความเร็ว เมื่อเงินเข้ามามากขึ้นคนบุรีรัมย์ก็จะรวยขึ้น ทรัพย์สิน และที่ดินจะมีราคาแพงขึ้น เราทั้งหมดจะไม่ยากจนเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะจากนี้ไป เราจะไม่ใช่เป็นแค่เมืองผ่าน แต่จะเป็นเมืองเป้าหมายที่เขาต้องการจะเดินทางเข้ามา”

นายเนวินยังเล่าด้วยว่า เขารับทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจใหญ่ในตระกูล “อยู่วิทยา” เจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง และ “เรดบูล” ซึ่งมีทีมรถแข่งฟอร์มูลา 1 เป็นของตนเองทั้งยังเดินทางไปแข่งขันรอบโลกว่า พวกเขามีโครงการใหญ่จะนำ “เรดบูล” กลับบ้าน

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หรือสามารถจะคุยกันโดยได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เขาก็คงจะมาคุยกับเรา ในฐานะที่เป็นเจ้าของสนามแข่งที่ได้มาตรฐานระดับโลก และเรากับเขาคงได้มีโอกาสทำงาน ร่วมกันได้เป็นอย่างดีในหลายๆโอกาส”

เมื่อสนามแข่งรถสร้างเสร็จเราจะมีอีเวนต์ หรือการจัดการแข่งขันมากที่สุดในประเทศ เพราะใน 1 ปี มี 56 สัปดาห์ แต่จังหวัดบุรีรัมย์จะมีการแข่งรถในมือไม่น้อยกว่า 35 รายการ ซึ่งหมายความว่า ที่นี่จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนตลอดช่วง 35 สัปดาห์ ยังไม่นับรวมแมตช์การแข่งขันของ ปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จะต้องมีการแข่งขันอีกประมาณ 30-33 แมตช์ หรือ 30 สัปดาห์ที่จะต้องมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามา

“ผมคุยกับเด็กๆรุ่นใหม่ของบุรีรัมย์ที่เข้ามาทำงานร่วมกันว่า เราจะครีเอตจังหวัดบุรีรัมย์ของเราให้เป็นอะไรดี เพราะในอนาคต บุรีรัมย์จะต้องอยู่ในมือของพวกเขา ขณะที่เราไม่มีทั้งทะเล น้ำตก หรือแม้แต่ภูเขา ทำอย่างไรจึงจะสร้างแรงดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าสู่บุรีรัมย์ เหมือนกับที่พวกเขาแห่กันไปหัวหิน สมุย พัทยา เขาใหญ่ หรือ เชียงใหม่...

ข้อสรุปที่ได้มาก็คือ ต้องช่วยกันคิดคอนเทนต์ดีๆ แล้วจัดอีเวนต์ ภายใต้สโลแกน Burirum beyond unbelievable “บุรีรัมย์อยู่เหนือความคาดคิด” ที่จะออกมาโปรโมตจังหวัดที่ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไป ความไม่มี กำลังเดินไปสู่ความมีอะไรให้น่าค้นหามากมายในบุรีรัมย์”

เมื่อถึงเวลาที่สนามแข่งรถเสร็จ คู่แข่งของเราคือ เซปัง เซอร์กิต ของมาเลเซีย ที่อยู่ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ไปชั่วโมงครึ่ง “แน่นอนว่า ในวันที่อาเซียน หรือ AEC เปิด ผมไม่เชื่อว่า คนลาว พม่า เวียดนาม หรือแม้แต่คนมาเลเซียเอง จะยังอยากไปดูการแข่งรถที่เซปังอีก” ในเมื่อมีสนามมอเตอร์สปอร์ตของเมืองไทยให้เลือก ซ้ำยังสามารถตอบสนองความต้องการบริโภคสิ่งต่างๆได้อย่างครบครันภายในที่แห่งเดียวกันในประเทศไทย

5 ปีนับจากวันที่นายเนวินบ่ายหน้ากลับมาทำทีมฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สร้างสนามแข่งฟุตบอลระดับมาตรฐานสากล และสนามแข่งรถระดับเวิลด์คลาส ราคาที่ดินในจังหวัดบุรีรัมย์ก็พุ่งกระฉูดขึ้นจากไร่ละ 1.3 ล้านบาท ค่อยๆเพิ่มเป็น 4–5 ล้านบาท

ขณะที่ที่ดินรอบๆสนามฟุตบอล I-Mobile และโรงแรมอมารี ขยับขึ้นเป็นราคาไร่ละ 9 ล้านบาท ไล่ไปเรื่อยๆกระทั่งถึงสนามแข่งรถ ราคาพุ่งขึ้นไปเป็นไร่ละ 12 ล้านบาท

“ผมพูดมานานแล้วว่า อายุ 55 ปี ผมจะเลิกเล่นการเมือง ยิ่งเมื่อรู้ว่าเราเป็นคนที่ยืนอยู่ บนความขัดแย้ง ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจเด็ดขาดได้ว่าต้องหันหลังให้การเมือง ที่สำคัญผมรู้ว่า บ้านเมืองต้องเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงวันหนึ่งคงลำบาก ขณะที่คนรุ่นใหม่เรียนหนังสือมากกว่า รู้มากกว่า และเห็นอะไรมากกว่า...

เรามันพวกรุ่นอนาล็อก ไม่ใช่รุ่นดิจิตอล โลกทั้งใบจึงไม่ได้อยู่ในมือเรา แต่เปลี่ยนไปอยู่ในมือคนรุ่นใหม่ กับสังคมของพวกเขาในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถ้าเรายังมัวหวงบ้านเมืองไว้ในมือ ไม่ยอมปล่อยผ่านไปให้คนรุ่นต่อไป ประเทศไทยจะพัฒนาไปได้อย่างไร

เหตุที่สังคมการเมืองบ้านเราวันนี้มันไม่ไปไหนก็เพราะ มนุษย์อนาล็อกที่มันยังเป็น ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ ไม่ยอมปล่อยวางนั่นเอง!

ความสุขของผมวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเป็น ส.ส.หรือ รมต.ที่ตอนอยู่ในตำแหน่งดูจะมีคนรักเยอะ แต่เอาเข้าจริงมันคือความรักแบบต่างตอบแทนในโลกของการเมือง แบบกูช่วยมึง แล้วมึงต้องกลับมาช่วยกู ขณะที่ชีวิตในวันนี้แตกต่างออกไป ผมเดินไปไหนมีแต่คนทักทาย “เรียก ลุงเนวิน ขอถ่ายรูปด้วยหน่อย” ที่นี่ไม่มีใครทำท่ารังเกียจผม ไม่เหมือนเมื่อ 5 ปีก่อนที่ผมเดินห้างไหนในกรุงเทพฯ ผู้คนต่างเดินหนี ไม่ก็แหวกทางให้ผมหมด

วันนี้ที่นี่พวกเขารักผมมากกว่าวันที่ผมเป็นนักการเมืองมหันต์ นี่คือสิ่งที่ผมอยากได้ และอยากให้มีคนจดจำไปชั่วลูกชั่วหลาน”.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้